เมื่อปล่อยให้ความเข้าใจผิดแฝงตัวเข้ามา คิณณ์จึงเลือกที่จะสวมหน้ากากชายผู้ช้ำรักเข้าหารินลดาอย่างคนที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
เขาสร้างเรื่องราวความรักข้างเดียวอันแสนอาภัพเพื่อให้อีกฝ่ายปักใจเชื่อว่าตัวเขานั้นรักมีนาจากใจจริง เหตุผลที่เขาทำแบบนี้เพราะต้องการที่จะใช้ความน่าสงสารของตัวเองเป็นตั๋วผ่านทางเพื่อดึงกระต่ายตัวน้อยคนนี้ให้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
มันคือสูตรสำเร็จของการตกสาว เปลี่ยนจากที่ปรึกษาให้กลายเป็นแฟน อะไรทำนองนั้น
เมื่อคิณณ์ยอมเผยด้านอ่อนแอของตัวเองในแบบที่เขาไม่เคยทำกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป
กำแพงที่รินลดาเคยสร้างเอาไว้เริ่มลดลงทีละน้อย จากเดิมที่คุยกันเฉพาะเรื่องเรียน บทสนทนาก็ค่อย ๆ ขยายไปสู่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน ทั้งสองเริ่มส่งข้อความหา พูดคุย และแชร์เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กันฟังมากขึ้น
วันเสาร์ที่เคยนัดกันตอนเที่ยงเพื่อทำโปรเจกต์ กลายเป็นการนัดเจอตั้งแต่เช้า คิณณ์มักแวะไปรับรินลดาเพื่อทานมื้อเช้าด้วยกัน ก่อนจะใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องสมุด ท่ามกลางกองแปลน อาคาร และหน้าจอโน้ตบุ๊ก
บางวันพวกเขาคุยกันตั้งแต่เรื่องการเรียน ไปจนถึงสภาพอากาศ หนังสือที่ชอบ หรือมุมมองต่อชีวิต รู้ตัวอีกที เวลาก็ล่วงเลยไปจนค่ำโดยไม่มีใครรู้สึกเบื่อเลยสักครั้ง
หลายครั้งหลายคราที่คิณณ์เอ่ยปากชวนรินลดาออกไปข้างนอกโดยใช้คำว่า ‘เดต’ ออกมาอย่างหน้าตาย ทว่าเขาก็มักจะตบท้ายด้วยข้ออ้างสารพัดเพื่อไม่ให้เธอตื่นตระหนก เช่น ‘พี่อยากลองไปเซอร์เวย์ร้านนี้ดู เผื่อจะใช้เป็นสถานที่ซ้อมสารภาพรักกับ’ หรือ ‘ช่วยพี่เลือกซื้อของขวัญหน่อยสิ เผื่อมีนาจะชอบ’
เพราะการแสดงออกอันแสนพยายามทว่าไร้จุดหมายของเขา ทำให้รินลดาผู้มีหัวใจอ่อนไหวกับเรื่องความรักอยู่แล้ว ยิ่งเกิดอารมณ์ร่วมไปกับความดิ้นรนวิ่งตามความรักข้างเดียวของคิณณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ เธอมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอาใจช่วย โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินลึกเข้ามาในกรงล้อมที่เขาขีดเอาไว้ทีละก้าว
จนกระทั่งในคืนหนึ่ง ทั้งคู่ยังคงนั่งทำงานอยู่ในโซนเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงของห้องสมุดกลาง
เข็มนาฬิกาเลยเที่ยงคืนมานานแล้ว นักศึกษาที่เคยนั่งอ่านหนังสืออยู่ตามโต๊ะต่างทยอยเก็บของกลับไปจนแทบหมด เหลือเพียงไม่กี่คนที่กระจายตัวอยู่ห่าง ๆ
บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงกดแป้นพิมพ์เป็นครั้งคราว เสียงพลิกหน้ากระดาษ และเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่วอยู่เบื้องหลัง
รินลดานั่งก้มหน้าตรวจงานอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ส่วนคิณณ์กำลังไล่ดูแบบในโน้ตบุ๊กของตัวเอง
ทั้งที่ไม่ได้มีใครพูดอะไรออกมา แต่ความเงียบในยามดึกกลับทำให้การรับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้นอย่างประหลาด ราวกับว่าในห้องสมุดกว้างใหญ่แห่งนี้ เหลือเพียงพวกเขาสองคนที่ยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน
รินลดาก้มหน้าก้มตาเขียนงานต่อไป แต่ความคิดกลับไม่ได้อยู่กับแปลนตรงหน้าเลยสักนิด
ในหัวของเธอวนเวียนอยู่กับคำพูดของคิณณ์เมื่อก่อนหน้านี้ที่เคยพูดกับเธอ
'พี่ไม่มีความมั่นใจที่จะจีบมีนาเลยริน พี่พยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่มีนาก็ยังมองพี่เป็นแค่พี่ชายคนสนิทกับเพื่อนสมัยเด็กเหมือนเดิม'
บางทีอาจเป็นเพราะตัวเธอเองก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ต้องเก็บซ่อนไว้เพียงลำพังเหมือนกัน เพราะแบบนั้นในท้ายที่สุดแล้ว รินลดาก็เผลอพูดบางอย่างออกไปโดยไม่ทันได้คิด
“พี่คิณณ์คะ... พี่ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการตามจีบมีนาหรอกนะคะ รินคิดว่าพี่น่ะมีโอกาสสมหวังสูงมากเลยนะ... ต่างจากตัวรินที่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้สารภาพรักกับ ‘เขาคนนั้น’ ไหม”
ประโยคในตอนท้ายแผ่วลงราวเสียงกระซิบ รินลดานั่งหดตัวเล็กกลม นัยน์ตากลมโตหลุบต่ำมองเพียงหัวเข่าตัวเอง ไม่กล้าสบสายตากับใครทั้งนั้น
“น้องริน... หมายความว่ายังไงครับ?”
ในวินาทีนั้น หัวใจของคิณณ์พลันเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงของรินลดา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องความรักกับใครเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาตรง ๆ แบบนี้ และเพราะเหตุนี้เอง ความมั่นใจของคิณณ์จึงเริ่มทำงานอย่างเงียบงัน
บางทีสิ่งที่เขารอฟังมาตลอด อาจกำลังจะถูกพูดออกมาในคืนนี้ก็ได้
ชายหนุ่มพยายามเก็บอาการเอาไว้ แต่รอยยิ้มบาง ๆ กลับเผลอปรากฏขึ้นที่มุมปาก เพราะอดไม่ได้ที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง
ถ้ารินลดาจะชอบใครสักคนจริง ๆ เขาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นใครอื่นได้อีก หากไม่ใช่ตัวเขา ก็ในเมื่อช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผู้ชายที่อยู่ด้วยกันกับเธอมาตลอดก็มีเพียงแค่เขาเท่านั้น
คิณณ์สูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมจะเอ่ยปากบอกความจริงทุกอย่าง ปลดเปลื้องความเข้าใจผิดเรื่องมีนาที่คาราคาซังมานานเสียที
แต่แล้วความหวังทั้งหมดก็หยุดชะงักลง
“รินชอบพี่ธามน่ะค่ะ...ชอบมาตั้งแต่ช่วงเข้ามหาวิทยาลัยแรก ๆ แล้ว”
รอยยิ้มที่เพิ่งก่อตัวขึ้นบนใบหน้าของคิณณ์ค้างอยู่เช่นนั้น สมองว่างเปล่า หนังศีรษะชาหนึบ หูอื้ออึงไปชั่วขณะราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบเข้ากลางแสกหน้า
แต่ชายหนุ่มต้องเก็บงำความพ่ายแพ้ของตัวเองเอาไว้ และเลือกที่จะทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เขาเอ่ยถามออกไป ราวกับกำลังไถ่ถามถึงชีวิตประจำวันทั่วไป
“...ทำไมถึงชอบธามล่ะ?”
จริงอยู่... ถึงคิณณ์จะรู้ดีแก่ใจว่ารูมเมทที่แชร์เพนท์เฮ้าส์อยู่ด้วยกันอย่างธามนั้นเป็นคนเสน่ห์แรงมากแค่ไหน ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะหน้าตาดีสู้คิณณ์ไม่ได้ แต่ด้วยบุคลิก การวางตัว และความน่าเชื่อถือ ธามนั้นกินขาด
หากจะเปรียบกันแบบง่ายที่สุด คิณณ์คือผู้ชายที่ผู้หญิงอยากลองคบดูสักครั้งในชีวิต ส่วนธามคือผู้ชายที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเลือกเป็นคนสุดท้ายในชีวิตมากกว่า
รินลดาเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่แสนดีรับฟังด้วยความสงบ เธอจึงเริ่มเปิดเผยเรื่องราวความรักของตัวเอง ตั้งแต่เหตุการณ์ในวันแรกของภาคเรียน ซึ่งเป็นวันที่เธอเดินตกบันได ในขณะที่อับอายต่อหน้าคนเกือบทั้งร้อย เป็นตัวธามที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แถมยังพาไปส่งถึงห้องพยาบาลด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
คิณณ์นั่งฟังเรื่องเล่าเหล่านั้นอยู่เงียบ ๆ มือหนาที่วางอยู่ใต้โต๊ะกำเข้าหากันแน่น ความรู้สึกเสียดายและริษยาแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
เขาได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองในใจซ้ำ ๆ อย่างไร้คำตอบว่า... ถ้าหากในวันนั้น คนที่เดินผ่านบันไดขั้นนั้นเป็นเขา ถ้าเป็นเขาที่ยื่นมือเข้าไปช่วยประคองกระต่ายน้อยที่กำลังร้องไห้คนนี้ขึ้นมา รินลดาจะแบ่งเศษเสี้ยวความรักอันบริสุทธิ์นี้มาแอบรักเขาเหมือนที่กำลังแอบรักธามบ้างหรือไม่
คำสารภาพของเธอในค่ำคืนนี้ เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องให้คิณณ์สามารถปะติดปะต่อจิ๊กซอว์แห่งความเข้าใจผิดทั้งหมดในหัวได้ทันที
คิณณ์นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์หลายครั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตอนพักกลางวันที่บังเอิญเจอกันหน้าคณะ ยามเดินสวนกันบนทางเชื่อมระหว่างอาคารเรียน หรือแม้แต่ช่วงที่รินลดามานั่งรอมีนาอยู่ใต้ตึกเรียน
หลายต่อหลายครั้ง เขาจับได้ว่าหญิงสาวมักแอบมองมาทางกลุ่มของตนด้วยสายตาวูบไหว ก่อนจะรีบหลบตาและหันหน้าหนีราวกับถูกจับได้ว่ากำลังทำความผิด
ในตอนนั้นคิณณ์มักยืนอยู่ข้างธามเสมอ และด้วยความมั่นใจในตัวเอง เขาจึงปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่าสายตาคู่นั้นกำลังมองมาที่ตน
แต่ตอนนี้คิณณ์เพิ่งเข้าใจความจริง คนที่รินลดามองมาตลอดไม่ใช่เขา หากแต่เป็นตัวธามต่างหาก