บทที่ 23 ใกล้ชิด 1

1494 Words
กว่าสามสัปดาห์แล้ว ที่จ้าวรั่วซีใช้ชีวิตอยู่ในจวนองค์ชายในตำแหน่งพระสนม มองจากคนนอกที่ไม่รู้เรื่องราว ทุกคนล้วนคิดว่าพระสนมจ้าวเป็นที่โปรดปรานขององค์ชายไป๋หลงหลานมาก แม้แต่เวลาทรงงานก็ให้นางคอย ปรนนิบัติใกล้ชิด หากในความเป็นจริง เธอช่วยเขาเตรียมข้อมูล เพื่อสนับสนุนหลักฐาน เรียบเรียงการแก้ต่างต่อหน้า พระพักตร์ รวมถึงการเรียงลำดับความสำคัญของการชี้แจงหลักฐาน เธอต้องอ่านตำราสมุนไพรโบราณมากมาย ในการหาข้อมูลมาประกอบการสาธิต เพื่อการพิสูจน์ความจริงในแต่ละข้อ ซึ่งการอ่านตำรามากมายนี้ เธอต้องถามเขาเป็นระยะ เพราะอักษรจีนตัวเต็มหลายตัวเธอก็จำไม่ได้ หรือบางตัวก็เป็นคำโบราณที่เธอไม่เข้าใจ และสุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องบอกเธอตามตรงว่าน่าจะต้องมีหนูอีกสองตัวที่ต้องสังเวยชีวิตเพื่อเขา “หม่อมฉันทราบอยู่แล้วเพคะ หม่อมฉันเตรียมป้ายหน้าหลุมศพเจ้าหนูทั้งสี่ไว้เรียบร้อย เมื่อจบเรื่องแล้ว เราไปขอขมาพวกมันพร้อมกันอีกครั้งนะเพคะ” นอกจากองค์ชายต้องเตรียมการไปแก้ต่างให้กับคดีนี้ เขาก็ยังคงมีราชกิจอื่นๆ อีกมากมาย มีเรื่องเสนอขึ้นมาให้เขาตัดสินใจ แก้ปัญหาอยู่ตลอด จ้าวรั่วซีจึงได้ยินเสียงองค์ชายหนุ่มถอนหายใจอยู่เป็นระยะๆ วันนี้ก็เช่นกัน แต่ดูเหมือนมีเรื่องที่เขาเครียดเป็นพิเศษ “หม่อมฉันขอตัวสักครู่นะเพคะ” “เจ้าไปพักผ่อนก็ได้ ขอโทษที ข้าก็ลืมไปว่าเจ้าอาจจะเบื่อได้ มานั่งเฝ้าข้าอ่านคำร้องฎีกาพวกนี้ เรื่องเตรียมคดีเสร็จไปเยอะแล้ว ท่านหมอสมุนไพรก็เตรียมข้อมูลให้ข้าพร้อมหมดแล้ว มีเวลาอีกห้าวัน เอาไว้อีกสักสามวันค่อยมาช่วยข้าซักซ้อมก็ได้ ส่วนเรื่องการตามหาฆาตกรตัวจริง ข้าสั่งให้ลู่เจ๋อไปตามสืบเรียบร้อยแล้ว ชายที่มีนิ้วเพียงสี่นิ้ว น่าจะมีไม่มากในเมืองนี้ หากยังตามตัวไม่พบ ก็จะทูลขอให้หน่วยทหารของต้าหลี่ซื่อช่วยสืบ และตามหาอีกแรง” “หม่อมฉันจะไปดูเรื่องอาหารกลางวันให้ฝ่าบาทต่างหากเพคะ” “เจ้าไม่ต้องทำหน้าที่พระสนมจริงจังขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวพ่อบ้านก็มาดูแลเอง เจ้าก็อยู่ให้สบายเถอะ หรืออยากไปเที่ยวเล่นที่ไหนหรือไม่” “แหม รับสั่งถามอย่างกับหม่อมฉันเป็นเด็ก” พูดจบก็ส่ง ‘ค้อน’ น้อยๆ ให้องค์ชาย พอให้เขาอารมณ์ดีขึ้นบ้าง จึงหัวเราะเบาๆ “งั้นเจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำเถอะ” แล้วเขาก็ต้องหัวเราะกับส่ายหัวเบาๆ เมื่อเธอยิ้มให้แล้วก็หันหลังวิ่งออกไป ...บางทีก็ดูเหมือนนางหงส์ บางทีก็ดูอ่อนไหว บางทีก็เหมือนเด็ก อยู่กับเจ้าแล้วไม่น่าเบื่อจริงๆ... จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ จ้าวรั่วซีจึงกลับมาอีกครั้งพร้อมกับบ่าวที่เดินถือถาดอาหารเข้ามาในห้องทรงพระอักษร “เลยเวลาเสวยมาพักใหญ่แล้ว หยุดพักสักครู่เถิดเพคะ” หญิงสาวส่งเสียงเข้ามาก่อน ไป๋หลงหลานเงยหน้ามองเธอ แล้วจึงมองเลยไปที่บ่าวสองคนกับถาดอาหารในมือ แม้แต่ในมือจ้าวรั่วซีเองก็มีถาดใบเล็กมีถ้วยน้ำชาใบใหญ่แบบมีฝาปิดวางอยู่หนึ่งใบ “เสวยกับหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันหิวแล้ว” หญิงสาวพูดพร้อมกับทำหน้า ‘แสร้ง’ ขอร้อง ไป๋หลงหลานกำลังจะอ้าปากบอกให้เธอทานไปก่อน เพราะเขายังอ่านข้อคำร้องปัญหาสำคัญติดพันอยู่ หากหญิงสาวรู้ทัน จึงชิงพูดก่อน “กองทัพเดินด้วยท้องเพคะ หากฝ่าบาทท้องไม่อิ่ม จะเอาสมองที่ไหนคิดแก้ปัญหาให้ประชาชนของพระองค์เพคะ” หญิงสาวดักคอด้วยเสียงติดดุๆ นิดๆ ไป๋หลงหลานก็ไม่เข้าใจตัวเองว่า ทำไมได้ยินเสียงนั้นแล้วถึงยอมวางงานในมือ แล้วเดินมานั่งที่โต๊ะด้านข้างที่บ่าวมักจะนำอาหารกลางวันมาให้ทุกวันที่เข้ามาทรงงาน เพราะรู้ว่าจะไม่ทรงเสด็จไปห้องอาหารแน่ๆ บางวันอาหารก็วางไว้จนเย็นชืด กว่าจะได้เสวยก็บ่ายแก่แทบทุกวัน เมื่อเขานั่งลง เธอจึงคีบอาหารใส่จานให้เขาอย่างเอาใจ แล้วชวนคุย “หม่อมฉันถือวิสาสะ ลองทำอะไรใหม่ๆ ให้ทรงลองเสวยดู เผื่อจะเปลี่ยนบรรยากาศแล้วเสวยได้มากขึ้นนะเพคะ” “ก็ว่าวันนี้ อาหารดูหน้าตาแปลกๆ มันอะไรกันบ้างล่ะนี่ ที่เจ้าหายไป ไปทำอาหารพวกนี้หรือ” “เพคะ ลองเสวยดูว่าถูกปากไหมนะเพคะ หม่อมฉันดัดแปลงอาหารในยุคหม่อมฉันเท่าที่พอจะหาวัตถุดิบได้ แล้วก็ลองทำดูเพคะ นี่สเต๊ก เอ้ย เนื้อย่าง จิ้มกับเกลือบดเม็ดๆ พวกนี้ก่อนเสวย...นิดเดียวพอเพคะ ทานกับผักสดพวกนี้ ส่วนจานนี้เป็นเผือกบดเพคะ ทำจากเผือกเอามาบดกับเนย เห็นท่านพ่อบ้านบอกว่าได้มาจากทางเผ่าเหมิงกู่[1] แล้วนึ่งให้สุกใส่เกลือกับพริกไทให้หอม ทานแทนข้าวได้เพคะ จริงๆ ต้องใช้มัน แต่หัวมันที่นี่บดแล้วเนื้อเหนียวเหมาะจะทำโมจิ...เอ่อ...ทำเป็นขนมมากกว่าเพคะ กับจานนี้เป็นรากบัวทอดกรอบ โรยเกลือนิดหน่อย ทานเล่นเป็นของว่างได้เพคะ” หญิงสาวพูดพลางชี้ชวนให้ชายหนุ่มชิมไปทีละอย่าง “อร่อยมาก พวกนี้มิใช่อาหารของชาวฮั่น เป็นอาหารของชนเผ่าใด” “เป็นอาหารของชาวตะวันตกเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันดัดแปลงเท่าที่จะทำได้” “ขอบใจเจ้ามาก เนื้อย่างนี่อร่อยจริงๆ” ดูเหมือนองค์ชายหนุ่มจะลืมเรื่องที่เครียดอยู่ก่อนหน้าไปได้ชั่วคราว จ้าวรั่วซีชวนคุยไป พร้อมๆ กับเล่าเรื่องสมัยใหม่ให้เขาฟัง เล่าถึงชีวิตเธอตอนอยู่นิวยอร์ค อาหารอเมริกันที่เธอชอบเช่น พิซซ่า หรือเฟรนช์ฟราย ที่เธอดัดแปลงใช้รากบัวมาหั่นบางๆ ทอดกรอบให้เขาทาน แถมยังบอกว่าจะลองหาวิธีทำเส้นพาสตาให้เขาชิมอีกด้วย ผลประกอบการของวันนี้ คือองค์ชายเสวยอาหารหมดทุกจาน ยิ่งทำให้ข่าวลือที่ว่าพระสนมจ้าวเป็นที่โปรดปรานมาก ร่ำลือกันไปทั่วจวนเลยทีเดียว “วันนี้อิ่มจริงๆ มีเจ้าเป็นเพื่อนคุยก็ดีเหมือนกัน ปกติชวนเจ้าลู่เจ๋อมันทานเป็นเพื่อน มันชวนคุยแต่เรื่องงาน ยิ่งทานไม่ลงเข้าไปใหญ่ ว่าแต่ถ้วยชานั่นคือสิ่งใด” เขาชี้ไปที่ถ้วยชาที่จ้าวรั่วซีเป็นผู้ถือมา “น้ำส้มคั้นสดเพคะ” “หือ คั้นสด ดื่มได้หรือ[2]” “ได้เพคะ รับรองว่าสะอาด หม่อมฉันลวกภาชนะทุกชิ้นที่ใช้ด้วยน้ำเดือด ล้างมืออย่างดี ลองชิมดูนะเพคะ ทรงใช้สมองมาก ร่างกายต้องการน้ำตาล ในส้มมีน้ำตาลที่ดีและมีวิตะมินซีด้วย ดีต่อสุขภาพเพคะ” ชายหนุ่มค่อยจิบน้ำส้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะทำตาโต แล้วดื่มที่เหลือจนหมดแก้ว “ถึงจะไม่เข้าใจไอ้วิตะมินอะไรนั่น แต่น้ำส้มนี่อร่อยมาก สดชื่นขึ้นเยอะเลย ขอบใจเจ้ามากนะซีซี” เขาเริ่มเคยชินกับการมีหญิงสาวอยู่ใกล้ๆ เสียแล้วสิ “อิ่มแล้ว ต้องเดินเพคะ” “หือ เดิน? เดินไปไหน” “เดินให้อาหารย่อยหน่อยเพคะ ทรงไปเดินเล่นกับหม่อมฉันสักครู่นะเพคะ แล้วค่อยกลับมาทรงงาน รับรองว่าหม่อมฉันจะไม่กวนเวลาของพระองค์อีกเลย” “เจ้านี่ช่างหลอกล่อ เห็นข้าเป็นเด็กหรืออย่างไร” เขาเอามือ ‘หยุม’ หัวหญิงสาวเบาๆ แต่ก็ยอมลุกเดินนำเธอออกไป โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากริยานั้นมีผลต่อหัวใจของหญิงสาวอย่างไร “อยากไปเดินที่ไหนล่ะ” เขาหันมาถาม “เคยเล่าให้หม่อมฉันฟังว่าทรงวาดรูปเวลาว่าง พาหม่อมฉันไปดูได้ไหมเพคะ” “ได้สิ ดีเหมือนกัน ไปนั่งเล่นที่นั่น เผื่อข้าจะคิดอะไรๆ ออกบ้าง” *** ---------------------------------- เชิงอรรถ: [1] ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ชาวมองโกลถูกเรียกในเอกสารจีนว่า “เหมิงกู่” (**, Měnggǔ). [2] คนจีนสมัยโบราณไม่ดื่มน้ำผลไม้ดิบ เพราะแนวคิดด้านแพทย์แผนจีนมองว่า ผลไม้ดิบและน้ำเย็น “เย็นเกินไป” ทำให้เสียสมดุลร่างกาย เสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับท้อง และการเก็บรักษาน้ำผลไม้คั้นสดทำไม่ได้ในยุคนั้น (ไม่มีตู้เย็น) ดังนั้นถ้าคั้นก็ต้องดื่มทันที แต่ก็ไม่ใช่วัฒนธรรมที่แพร่หลาย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD