“ขอบพระทัยเพคะ หากฝ่าบาทจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เราต้องรีบแล้วเพคะ ท่านลุงคนนั้น เสียชีวิตมาหนึ่งวันแล้ว ทิ้งเอาไว้นานกว่านี้จะตรวจสอบได้ยากมากๆ แล้วเพคะ ทรงเล่าให้หม่อมฉันเข้าใจการทำงานของสมัยนี้ก่อนได้ไหมเพคะ ว่าเมื่อมีการฆาตกรรม โดยเฉพาะกับขุนนางใหญ่เช่นนี้ ทางราชการ...เอ่อ...ทางวังหลวงมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไรบ้างเพคะ แล้วถ้ามีการตรวจสอบ จะกระทำก่อนหรือหลังเคลื่อนย้ายศพ และมีการตรวจสภาพแวดล้อมหรือไม่เพคะ” พออยู่ในโหมดคุณหมอนิติเวช คำถามตามความถนัดในวิชาชีพก็พรั่งพรู จนชายหนุ่มทั้งสองต้องทึ่งในคำถามเหล่านั้น แต่ยังไม่ทันตอบ หญิงสาวก็ผุดลุกยืนขึ้น แล้วเดินไปเดินมา ในขณะที่ยัง “พรั่งพรู” ความคิดและแผนการ
“...เราต้องรีบตรวจศพให้เร็วที่สุด แล้วพรุ่งนี้ เราจะจำลองสถานการณ์ เพื่อที่จะได้เข้าใจถ่องแท้...”
“แม่นางจ้าว”
“...และเตรียมข้อมูลเพื่อแก้ต่างในศาล....” หญิงสาวยังคงจมอยู่กับความคิดของตนเองจนไม่ได้ยินเสียงเรียก
“แม่นางจ้าว!” คราวนี้มือใหญ่คว้าแขนเรียว พร้อมเรียกเธออีกครั้งเพื่อให้เธอออกจากภวังค์ความคิดตนเอง
“เจ้าพูดอะไรของเจ้าคนเดียว ก่อนจะไปถึงเรื่องการสืบ เราต้องเตรียมหาวิธีให้เจ้าได้เข้ามาทำงานกับข้าและลู่เจ๋อก่อน”
“ทำไมเพคะ ก็หม่อมฉันมาช่วยฝ่าบาทหาหลักฐานในการทำคดี ทำไมต้องหาวิธีอะไรด้วยคะ...เอ้ย...เพคะ” หญิงสาวถามด้วยความงง ต้องสมัครสอบเข้าทำงานก่อนด้วยหรือไง?
“ไม่มีใครเขาทำกัน เจ้าเป็นหญิงสาว อยู่ๆ จะเข้ามายุ่มย่ามในห้องทรงพระอักษรขององค์ชายได้ตลอดเวลาได้อย่างไร คนจะได้เอาไปร่ำลือให้ทั่วเมือง จะให้เจ้าเป็นสาวใช้ ก็จะได้เข้ามาเป็นบางเวลาเท่านั้น” คราวนี้ลู่เจ๋อเป็นฝ่ายอธิบาย
อ๋อ โอเค ลืมไปว่านี่มันไม่ใช่ยุคสองศูนย์สองห้า สตรีเพศยังต้องอยู่ในคร้ว ในห้อง นั่งปักผ้ากันสินะ... จ้าวรั่วซีนึกประชด แต่ก็เผลอทำหน้า ‘เซ็ง’ มองบน เบ้ปาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังดู ‘น่าเอ็นดู’ สำหรับใครบางคน
“งั้น...เอาอย่างนี้ไหมเพคะ ทรงแต่งตั้งหม่อมฉันเป็นสนม หรือตำแหน่งอะไรทำนองนั้นก็ได้ ที่ทำให้คนคิดว่าฝ่าบาทต้องการให้หม่อมฉันมาคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ”
“ไม่ได้!” ไป๋หลงหลานสวนกลับในทันที
“มีข้อห้ามหญิงชาวบ้านมาเป็นสนมอีกเหรอเพคะ หรือหน้าตาหม่อมฉันไม่ผ่านมาตรฐานตำแหน่งสนม?”
“มิใช่เช่นนั้น ข้าต้องการเพียงให้เจ้ามาช่วยคลี่คลายคดี ข้า...จะเอาเปรียบเจ้าเช่นนั้นได้อย่างไร”
จ้าวรั่วซี อึ้งไปชั่วครู่ แต่เมื่อเข้าใจความหมาย เธอก็ต้องกลั้นยิ้มกับความสุภาพบุรุษของชายหนุ่ม เออ...ผู้ชายสมัยโบราณนี่ก็น่ารักดี แค่นี้ก็แก้มแดงด้วย...
“หม่อมฉันไม่ได้อาสาเป็นสนมให้กับฝ่าบาทนะเพคะ หม่อมฉันแค่ ‘ขอยืม’ ตำแหน่งเพื่อให้เข้ามาทำงานใกล้ชิดพระองค์ได้โดยที่คนอื่นไม่สงสัย ไม่ได้เอ่อ...จะทำหน้าที่ ‘สนม’ จริงๆ เพคะ” แฟนปลอมๆ ย่ะคุณองค์ชาย เข้าใจเสียใหม่นะ
“ถึงกระนั้น เจ้าก็จะเสียชื่อเสียง ในอนาคตจะหา...เอ่อ จะมีครอบครัวของเจ้าเองได้อย่างไร”
คราวนี้จ้าวรั่วซีเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ทีเดียว....โถ พ่อคุณ กลัวฉันจะหาผัวไม่ได้...ว่างั้นเถอะ
“หม่อมฉันไม่สนใจเพคะ ในเมื่อเราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ทำผิดศีลธรรมใดๆ หม่อมฉันเพียงต้องการสืบเรื่องตราพยัคฆ์นั่นให้ได้ ว่ามันเกี่ยวข้องกับการตายของพ่ออย่างไร” เมื่อพูดถึงการตายอย่างโหดร้ายของพ่อ ดวงตากลมหวานแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บแค้น เสียงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อคลอ จนต้องเบือนหน้าหนี แต่เพียงชั่วลมหายใจเธอก็เงยหน้าสบตากับชายหนุ่มด้วยแววตามุ่งมั่นเหมือนเดิม
“แล้วอีกอย่าง...อย่าทรงลืมสิเพคะ หม่อมฉันอาจจะไปจากโลกนี้ได้ทุกเมื่อ ถ้าหมดหน้าที่แล้ว หม่อมฉันยังกลับไปไม่ได้ ฝ่าบาทก็ช่วยประทานบ้านกับที่ทำกินให้หม่อมฉันซักที่หนึ่ง เพื่อให้หม่อมฉันดำรงชีวิตต่อไปได้ก็พอ ดีไหมเพคะ”
ด้วยแววตาเศร้าโศกตอนที่เธอพูดถึงการตายของบิดา และอากัปกิริยาอ่อนไหวที่ซ่อนเอาไว้ภายใต้ความมุ่งมั่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและกล้าหาญที่ช่างต่างจากหญิงสาวส่วนใหญ่ที่เขาเคยพบเจอ ทำให้องค์ชายตัดสินใจได้ทันที
“ถ้าเช่นนั้น ทำแบบนี้ก็แล้วกัน...” ทรงรับสั่งแผนการให้กับทั้งหญิงสาวและลู่เจ๋อฟังเบาๆ ไม่ให้ใครได้ยิน
ไป๋หลงหลานออกอุบายสร้างเรื่องว่าเธอคือลูกสาวพ่อค้าคนหนึ่งที่เคยช่วยชีวิตองค์ชายเอาไว้ เมื่อยามออกไปตรวจงานที่นอกเมือง เกิดโจรป่าเข้ามาปล้น และทำร้ายองค์ชายจนบาดเจ็บ พระองค์เลยประทานป้ายหยกเอาไว้ให้ ว่าหากเขามีความเดือดร้อนสิ่งใด ให้นำป้ายหยกนี้เข้าวังมาพบองค์ชายได้ทุกเมื่อ เมื่อเขาป่วยหนักจึงให้ลูกสาวซึ่งก็คือจ้าวรั่วซี ถือป้ายหยกมาพบองค์ชายพร้อมจดหมายฝากฝังลูกสาว เพราะนางไม่มีใคร ให้อยู่คนเดียวเกรงว่าจะเป็นอันตราย องค์ชายจึงตอบแทนบุญคุณของพ่อค้าผู้นั้น แล้วรับหญิงสาวให้เป็นสนมของพระองค์ เพื่อให้เธอสามารถ ใกล้ชิดกับเขาได้โดยไม่มีใครสงสัย
“ลู่เจ๋อ เจ้ารีบไปจัดการ ส่วนเจ้า...” เขาหันมาหาหญิงสาว “...บ่าวไพร่ไม่กล้าถามเจ้าอยู่แล้ว แต่หากได้เจอใครถามก็ตอบให้ตรงกันตามนี้ก็แล้วกัน”
“เพคะ/พะย่ะค่ะ”
เมื่อลู่เจ๋อออกจากห้องไป จ้าวรั่วซีจึงหันกลับมาแล้วกลับเข้าสู่โหมดคุณหมอนิติเวชอีกครั้ง
“หม่อมฉันต้องการไปตรวจสภาพศพ จะได้ไหมเพคะ” ”
“เจ้าเคยบอกว่าท่านหยวนเสี้ยวเสียชีวิตด้วยยาพิษ ไม่ใช่จากบาดแผลมากมายเหล่านั้น ใช่หรือไม่”
“ถูกต้องเพคะ และเพราะว่าพิษชนิดที่หม่อมฉันสงสัย จะหายไปจากร่างกายได้รวดเร็ว หม่อมฉันถึงต้องการไปตรวจสภาพศพให้เร็วที่สุดเพคะ” หญิงสาวนึกถึงเคสไซยาไนด์ ที่เพิ่งพิสูจน์ให้ไรอันเมื่อหลายเดือนก่อน
“เจ้ารู้วิธีตรวจชันสูตรศพหรือ”
“ที่โน่น...หม่อมฉันทำงานเป็นแพทย์นิติเวชเพคะ...เอ่อ...เป็นผู้ตรวจชันสูตรศพเพคะ”
“ในโลกของเจ้านี่ผู้หญิงต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยหรือ”
“อืม...เรียกว่าเป็นความเท่าเทียมจะเหมาะสมกว่าเพคะ ผู้หญิงผู้ชายต่างก็ได้เรียนหนังสือเหมือนกัน แล้วก็ทำงานในด้านที่ตนเองถนัด หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ในยุคของหม่อมฉัน เราไม่ต้องคอยพึ่งพาผู้ชายแล้วเพคะ เอาไว้หม่อมฉันจะค่อยๆ เล่าให้ฝ่าบาทฟังก็ได้นะเพคะ”
“ดี ดูจะมีเรื่องแปลกประหลาดมากมายทีเดียว” ชายหนุ่มพยักหน้าด้วยความทึ่งในความรู้ใหม่
“ข้าจะให้คนนำจดหมายไปขอหยวนฮูหยินว่าจะให้เราแอบเข้าไปคืนนี้ได้หรือไม่ คิดว่าท่านป้าคงจะยินยอม”
ในระหว่างที่รอทางหยวนฮูหยินตอบกลับมาว่าจะอนุญาตหรือไม่ ไป๋หลงหลานเชิญพ่อบ้านมา แล้วแนะนำหญิงสาวที่บัดนี้ได้เป็น ‘พระสนมจ้าว’ และให้จัดการเรื่องที่พักให้กับหญิงสาวในเขตที่ประทับส่วนพระองค์ โดยจัดห้องแยกอยู่ด้านล่างของห้องบรรทมของพระองค์
หลังจากได้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จ้าวรั่วซีก็สดชื่นมากขึ้น หญิงสาวออกมานั่งที่ม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่ อากาศกำลังสบาย หญิงสาวมองสำรวจบริเวณรอบๆ ‘ที่ประทับส่วนพระองค์’ แล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะเมื่อผ่านช่องประตูโค้งเข้ามา ให้ความรู้สึกเหมือนเดินออกจากวัง แล้ว ‘วาร์ป’ มาสู่บ้านไม้นอกเมืองที่แม้จะจะสร้างและตกแต่งด้วยวัสดุอย่างดี และสวยงาม แต่ก็ดูเรียบง่ายและอบอุ่นมาก ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ ‘ที่ประทับ’ ขององค์ชาย...พระราชโอรสแห่งองค์ฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย
จากการปฏิบัติของเขาต่อเธอ เมื่อเชื่อว่าเธอไม่ใช่คนร้ายหรือสายลับ การดูแล การพูดจาให้เกียรติเธอ บวกกับสถานที่ที่เป็นบ้านของเขา ทำให้เธอเห็นตัวตนอีกมุมหนึ่งขององค์ชายผู้เคร่งขรึมผู้นั้นได้มากขึ้นเยอะ
เธอขอให้เหม่ยลี่ สาวใช้ส่วนตัวที่องค์ชายประทานให้เธอเพื่อให้ดูสมฐานะพระสนม ไปหาพู่กันและกระดาษมาให้ เพื่อที่เธอจะเตรียมจดประเด็นที่ต้องเตรียมหาหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ขององค์ชาย หากด้วยความที่ไม่เคยฝึกการใช้พู่กันเขียนหนังสือ ทำให้การเขียนของเธอดูแย่มาก และค่อนข้างช้าจนเธอหงุดหงิด แล้วจะเอาอะไรจดรายละเอียดตอนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ และศพผู้ตายล่ะ มือถือก็ไม่มี ปากกาก็ไม่มี ให้ขนพู่กันไปค่อยๆ คัดทีละคำหรือ? คนโบราณนี่เขาใช้วิธีจำกันหรืออย่างไร