จ้าวรั่วซีใช้หลังมือป้ายน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้า เธอคิดถึงพ่อและแม่เหลือเกิน ถ้านับช่วงเวลา เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ เธอยังคงมีพ่ออยู่เลย มาวันนี้นอกจากเธอจะไม่เหลือใครแล้ว เธอยังต้องมานั่งเจ็บหัวเข่าอยู่ในคุก และย้อนเวลากลับมาเป็นพันปี! ถ้าไม่ได้พบเจอกับตนเอง เธอคงไม่มีวันเชื่อว่ามันคือความจริง แผลที่หัวเข่าทั้งสองข้างเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจน
หญิงสาวนั่งจมกับความคิดถึง ความเศร้าอยู่พักหนึ่ง ความคิดจึงวนกลับมาที่จดหมายและหลักฐานที่พ่อเก็บเอาไว้ และภาพตราพยัคฆ์นั่น หญิงสาวจึงสะบัดหน้าไล่ความทุกข์ใจทิ้งไปก่อน ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา แล้วบอกตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้เธอได้กลับมาอยู่ในยุคเดียวกับไอ้ตราพยัคฆ์สีดำนั่นแล้ว แค่ต้องหามันให้เจอ เธอมั่นใจว่ามันจะต้องช่วยเธอไขปริศนาที่พ่อพยายามตามหาอยู่แน่นอน
ระหว่างที่เธอยังรอให้ไป๋หลงหลานไปช่วยเหยื่ออีกราย...ได้ยินพวกเขาเรียกว่า ‘ท่านซ่ง’ ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่เธอฝัน...พวกเขาจะไม่สามารถช่วยได้ เธอก็ทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้ ได้แค่เตือน แต่ก็ไม่รู้จะช่วยให้เขารอดจากการลอบสังหารได้อย่างไร
จ้าวรั่วซีนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ของฆาตกรรมที่ป้ายสีให้กับชายหนุ่ม เผื่อเธอจะหาข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมจากความทรงจำของเธอได้อีก
ในฝันนั้น ท่ามกลางความชุลมุน ความตกใจและเสียงร้องไห้ของคนในบ้าน เธอได้แต่ยืนทอดถอนใจ และพยายามสังเกตสถานที่รอบๆ ตามวิสัยที่คุ้นเคยกับการทำงานกับตำรวจในคดีฆาตกรรม ในยามที่เธอต้องไปเก็บหลักฐานเป็นคนแรกเพื่อไม่ให้คดีเกิดการบิดเบือนไป เธอกวาดสายตาเธอสำรวจไปทั่วบริเวณ พยายามจดจำรายละเอียดให้มากที่สุด
หญิงสาวนั่งคิด วิเคราะห์สภาพที่เกิดเหตุ และตั้งข้อสงสัยไปต่างต่างนานา พยายามโน้ตประเด็นสำคัญๆ เอาไว้ในใจ เพื่อเตรียมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กับองค์ชาย
แต่แล้วอยู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันช่างเหมือนกับการตายของบิดาเธอในทุกมิติเลย
เริ่มจาก ผู้ตายถูกวางยาพิษให้ตายก่อน แล้วจึงสร้างเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อบิดเบือนคดี ในกรณีของพ่อเธอ ฆาตกรทำเพื่อหยุดการสืบสวนคดีของพ่อ พร้อมป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม ส่วนในกรณีของชายชราผู้นั้น ดูแล้วน่าจะเป็นการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง วิธีการก็เหมือนกัน วัตถุประสงค์ก็เหมือนกัน!
คิดแล้วเธอก็โกรธความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน และมีความรู้สึกว่าสองคดีนี้ มีความเกี่ยวข้องกัน แต่เชื่อมโยงกันอย่างไรเธอก็บอกไม่ได้ แต่ในใจเธอมั่นใจเช่นนั้น บางที ‘ตราพยัคฆ์ดำ’ นั่นคงมีความเกี่ยวข้องกับคดีพวกนี้ มิเช่นนั้นพ่อจะให้ความสำคัญกับโบราณวัตถุอย่างนี้เพื่ออะไร เธอรู้สึกอยากช่วยองค์ชายผู้นั้น รวมถึงชายชราผู้ตาย ไม่ให้ได้รับความอยุติธรรม และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้เขาช่วยเธอไขปริศนาพยัคฆ์ดำนั่นด้วย!
***
ในห้องทรงพระอักษร ทหารที่เฝ้ายามพาจ้าวรั่วซีไปเข้าเฝ้าองค์ชายตามรับสั่ง หลังจากหญิงสาวถวายบังคม องค์ชายแบบงกๆ เงิ่นๆ องค์ชายก็สั่งให้ทหารที่เข้าเวรอารักขาออกไปให้หมด เหลือเพียงลู่เจ๋อ ที่อยู่ข้างกาย องค์ชายเกือบตลอดเวลา
“ไม่ต้องคุกเข่าหรอกแม่นางจ้าว เจ้าไม่ใช่เชลยหรือสายลับ ก็ถือเสียว่าเป็นแขกของข้า นั่งเสียที่เก้าอี้นั่นก็แล้วกัน” องค์ชายผายมือไปที่เก้าอี้ด้านข้าง
“ขอบคุณ...เอ่อ...ขอบพระทัยเพคะ” หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด
ก่อนที่จะได้เริ่มพูดสิ่งใด ชายหนุ่มก็เดินมาหยุดด้านหน้า แล้วยื่นกระปุกกลม มีฝาปิด ขนาดเล็กว่าฝ่ามือมาให้เธอ
“นี่ ยาทาแผลที่หัวเข่า”
หญิงสาวเงยหน้าสบตา แล้วทำตาโตกึ่งตกใจ กึ่งงงๆ แล้วก็ยิ้มให้เขา ยิ้มที่...พอจะทำให้หัวใจคันยิบๆ
“ขอบคุณค่ะ...เอ้ย ขอบพระทัยเพคะ”
ด้วยรอยยิ้มนั้นทำให้องค์ชายหนุ่มชะงักค้างไปชั่วครู่ และนี่ก็เป็นครั้งที่สามที่มุมปากของลู่เจ๋อกระตุกยิ้ม ซึ่งแน่นอนว่าจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ไป๋หลงหลานเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหญิงสาวไปแล้ว เพราะสิ่งที่เธอเล่าและเตือนเขาไว้ ถูกต้องทุกอย่าง ซ่งอวี้เหิงโดนลอบทำร้าย เหมือนกับที่เธอทำนายไว้จริงๆ แม้คนของเขาก็ยังช่วยเหลือเอาไว้ไม่ได้
“องค์ชายเรียกหม่อมฉันให้มาเฝ้า แล้วยังให้ยาหม่อมฉันด้วย แสดงว่าสิ่งที่หม่อมฉันกราบทูล เป็นความจริงใช่ไหมเพคะ”
“ใช่ แต่ที่ข้าไม่เข้าใจ ก็คือทำไมเจ้าถึงมาบอกข้า เจ้าต้องการสิ่งใด ข้าดูแล้วแม่นาง...”
“จ้าวรั่วซี เพคะ”
“แม่นางจ้าว เจ้าได้ประโยชน์อะไรจากการมาบอกข้า”
จ้าวรั่วซี ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะพูดไปตามความจริง
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่เลยนะเพคะ อย่างที่เล่า...เอ้ย...กราบทูลไปแล้วว่าหม่อมฉันหลับไป ฝัน แล้วก็มาตื่นในห้องขัง ที่สำคัญหม่อมฉันไม่รู้จะกลับไปได้อย่างไรด้วยเพคะ พยายามนอนหลับตั้งหลายครั้ง ก็ยังตื่นมาที่เดิม”
“เจ้าบอกว่าเจ้าเห็นการฆาตกรรมท่านเสนาบดีหยวนเสี้ยว ใช่หรือไม่”
“เพคะ” ตอบไปพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก
“ถ้าเช่นนั้น ข้าอยากจะให้เจ้าช่วยข้าไขคดีให้กระจ่าง แม่นางจะยินยอมช่วยข้าได้หรือไม่ ข้ามีเวลาที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเพียงหนึ่งเดือน หากเจ้าต้องการค่าน้ำร้อนน้ำชาก็ได้ ว่ามาเลยว่าเจ้าต้องการค่าตอบแทนเท่าไหร่”
“หม่อมฉันไม่ได้ต้องการเงิน”
“เช่นนั้น เจ้าต้องการสิ่งใดตอบแทน”
“หม่อมฉันต้องการเพียงสองข้อ เท่านั้นเพคะ พร้อมกับหนึ่งข้อแม้ และหนึ่งคำเตือน เพคะ”
“แค่นั้นเหรอ” เขาถามกลับด้วยความฉงน
“เพคะ หม่อมฉันมาจาก...ที่อื่น จึงไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว ไม่มีที่ไป และไม่มีเงิน เช่นนั้น อย่างแรกที่จะทูลขอก็คือ ที่พักพิงที่ไม่ใช่ห้องขัง กับอาหารสามมื้อ เพคะ”
“แล้วอีกเรื่องล่ะ”
“ที่โน่น...พ่อของหม่อมฉันกำลังสืบคดีบางอย่าง แล้วท่านก็...ถูกฆาตกรรม...เอ่อ...ถูกสังหารด้วยวิธีการเดียวกันกับคุณลุงท่านนั้น ในบรรดาหลักฐานข้อมูลที่พ่อทิ้งเอาไว้ มีตราประทับหยกสีดำแกะสลักเป็นรูปพยัคฆ์ หม่อมฉันสืบจนได้รู้ว่ามันน่าจะเป็นของขุนนางในราชวงศ์ไป๋ของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่ต้องการอีกข้อก็คือจะขอให้พระองค์ช่วยตามหาตราพยัคฆ์นี้ เพคะ”
“ได้ ข้ารับปากเจ้าว่าจะช่วยตามหาตราประทับนั่น ส่วนเรื่องที่อยู่ก็ไม่มีปัญหา แล้วหนึ่งข้อแม้กับหนึ่งคำเตือนคือสิ่งใด”
“ข้อแม้ก็คือ สิ่งที่หม่อมฉันบอก...เอ่อ...ทูลฝ่าบาท สำหรับผู้คนในโลกนี้อาจฟังดู...เหลือเชื่อ เหมือนกับที่ฝ่าบาทกับท่านลู่เจ๋อก็เคยไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นข้อแม้ก็คือขอให้พระองค์เชื่อใจเพคะ เพราะถ้าไม่เชื่อใจกัน เราจะทำงานด้วยกันลำบาก” พอเริ่มจริงจัง จ้าวรั่วซี ก็ปรับเข้าสู่โหมดการทำงาน เป็นคุณหมอนิติเวชคนเดิม ทำให้หญิงสาวดูมีความมั่นใจ และปราดเปรียวขึ้นทันที
“ได้ ถ้าข้าไม่เชื่อ เราก็คงไม่ได้นั่งคุยกันอยู่แบบนี้ แล้วคำเตือนล่ะ”
“หม่อมฉันไม่สามารถควบคุมการไปมาระหว่างโลกของเราได้ เพราะฉะนั้นหม่อมฉันอาจจะไม่สามารถกลับไปได้อีกเลย หรืออาจจะได้กลับไปเมื่อนอนหลับในคืนนี้เลยก็เป็นได้เช่นกันเพคะ”
“เข้าใจแล้ว นอกจากเรื่องการเชื่อใจกัน การค้นหาตรารูปพยัคฆ์ ที่พักพิง แล้วก็รับรู้ว่าเจ้าอาจจะหายไปเมื่อไรก็เป็นได้...มีอะไรอีกไหม”
“หม่อมฉันขอเพียงเท่านี้เพคะ”
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร ข้าตกลงตามนั้น”