บทที่ 15 ความจริงจากศพ 1

1623 Words
ลู่เจ๋อ ท่านพ่อบ้าน และองค์ชายช่วยกันเปิดฝาโลงออก เพื่อเตรียมการให้จ้าวรั่วซีได้ตรวจสอบ ศพราชครูหยวนเสี้ยวนอนสงบนิ่งอยู่ในโลง จ้าวรั่วซีเดินสำรวจสภาพศพโดยรวมโดยมีชายหนุ่มทั้งสองช่วยกันถือตะเกียงเพื่อช่วยให้แสงสว่างกับหญิงสาว ในฝันครั้งสุดท้ายของเธอ ด้วยความที่หญิงสาวดูเหมือนจะอยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครเห็นเธอ คุณหมอสาวจึงถือโอกาสเข้าไปใกล้ศพชายชรา แล้วตรวจสอบสภาพศพภายนอก ทั้งดวงตาที่เบิกโพลง ม่านตาขยายกว้าง เมื่อเข้าไปใกล้ก็ยังได้กลิ่นคล้ายอัลมอนด์ชนิดขม หรือเป็นที่รู้กันในวงการนิติเวชว่าคือกลิ่นบ่งชี้ถึงการได้รับสารไซยาไนด์...นั่นจึงทำให้เธอค่อนข้างมั่นใจในข้อสันนิษฐานที่เธอบอกไป๋หลงหลานไป...คงต้องเริ่มจากกลิ่นและสภาพภายนอกก่อนล่ะ จ้าวรั่วซีเริ่มจากย่อเข่าทำความเคารพศพ พร้อมเอ่ยขอขมาที่อาจต้องล่วงเกินและรบกวนการพักผ่อนของผู้วายชนม์ แล้วจึงค่อยเริ่มลงมือด้วยการเปิดเปลือกตาเพื่อดูการขยายของรูม่านตา ตรวจสอบสีผิวของศพ และก้มลงดมกลิ่นใกล้ บริเวณปาก ตลอดจนรอยแผลถูกแทงทั้งห้า ในการตรวจสอบแต่ละจุด เธอจะพึมพำ คนเดียว พร้อมกับวิ่งไปวิ่งมาจดสิ่งที่เธอสังเกตได้ลงในสมุดที่เธอให้เหม่ยลี่ช่วยเตรียมมาด้วย "พู่กันไม้ไผ่" พร้อมน้ำหมึกที่ให้เหม่ยลี่ฝนและเทใส่ขวดใบเล็ก และนำติดตัวมาเพื่อใช้จดบันทึกในคืนนี้โดยเฉพาะ องค์ชายรองเฝ้ามองเธอทำงานอย่างกึ่งทึ่งกึ่งชื่นชม...ช่างเตรียมพร้อมจริงๆ ในระหว่างที่เธอเคลื่อนย้ายไปรอบๆ โลงศพ ก้มๆ เงยๆ เพื่อสำรวจศพในทุกๆ จุดอย่างคล่องแคล่ว และเป็นระบบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นการทำงานแบบ ‘รู้จริง’ ไม่ใช่การแสดง เขาไม่เคยพบเจอสตรีใดที่มีท่าทางฉลาดเฉลียว ปราดเปรียว แถมไม่เกรงกลัว "ศพ" เช่นนี้มาก่อน เธอวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างโลงศพกับโต๊ะตัวเล็กที่เธออาศัยวางขวดน้ำหมึกและสมุด สักพักเขาจึงเดินไปหยิบทั้งขวดหมึก พู่กันไม้ไผ่ และสมุดมาถือเอาไว้ให้ เธอจะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาให้เสียเวลา เขาแอบดูเวลาที่เธอจดความคิดของเธอ ตัวอักษรที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาฮั่นที่เขาอ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง และหลายๆ ตัวดูคลับคล้ายคลับคลากับตัวอักษรชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายในแคว้น แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว ผู้หญิงคนนี้มีอะไรซ่อนอยู่ในตัวอีกนะ ยิ่งอยู่ใกล้ ก็ยิ่งมีความประหลาดใจให้เขาได้ทึ่งอยู่เสมอ ไหนจะพู่กันไม้ไผ่ ที่เธอนั่งทำอยู่ตลอดช่วงบ่าย ก็ดูจะใช้เขียนตัวหนังสือได้ว่องไวกว่าการใช้พู่กันธรรมดามากนัก และสามารถเขียนหนังสือตัวเล็กๆ ได้ดี หมึกที่ใช้เธอก็จัดเตรียมมาล่วงหน้าโดยฝนแล้วเทน้ำหมึกใส่ขวดยาเล็กๆ ติดตัวมา ทำให้การสำรวจของเธอในวันนี้ดูคล่องแคล่วมากจริงๆ จนเวลาผ่านไปประมาณชั่วก้านธูป หญิงสาวจึงหันมาบอกเขา “หม่อมฉันสามารถไปดูในห้องที่เกิดเหตุได้ไหมเพคะ เหตุเกิดเมื่อคืนวาน ห้องจะได้รับการทำความสะอาดไปหรือไม่ จะเหลือหลักฐานอะไรให้ตรวจบ้างก็ไม่รู้” ประโยคสุดท้ายเหมือนหญิงสาวบ่นกับตนเองมากกว่า “ข้าขอท่านฮูหยินกับท่านมู่หย่งอี้ ผู้ตรวจการหน่วยต้าหลี่ซื่อเอาไว้ หลังจากหน่วยต้าหลี่ซื่อเข้ามาตรวจดูเมื่อวาน ให้เขาสั่งให้ปิดห้องนี้เอาไว้ก่อน ยังไม่ให้ทำความสะอาด หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น” “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย ท่านผู้ตรวจการมู่ได้สั่งเอาไว้แล้วพะย่ะค่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องกับนายท่าน ฮูหยินก็สั่งให้ปิดห้อง มิให้ผู้ใดกร้ำกรายเข้าไปอีกเลย มีบ่าวสองคนที่ไว้ใจได้ เฝ้าหน้าห้องตลอดเวลาพะย่ะค่ะ” จากนั้นพ่อบ้าน จึงนำพวกเขาไปที่เกิดเหตุตามคำขอของหญิงสาว เมื่อเข้าไปในห้อง จ้าวรั่วซีก็ทำเช่นเดิม คือเดินสำรวจรอบๆ โดยเฉพาะบริเวณที่พบศพหยวนเสี้ยวนอนตายอยู่ที่พื้นใกล้ๆ กับโต๊ะกลางห้อง มีรอยเลือด จากตรงที่คาดว่าเป็นส่วนศีรษะ และบริเวณที่ศพนอนอยู่ ซึ่งกินบริเวณไม่กว้างไปกว่าขนาดร่างกายของเขา มากนัก แล้วเธอก็นำภาพห้องที่เธอวาดเอาไว้จากความทรงจำจากความฝันออกมาเทียบ พบว่ามันแทบไม่คลาดเคลื่อนไปแม้แต่นิดเดียว นี่ยิ่งเป็นการยืนยันกับชายหนุ่มทางอ้อมอีกครั้งว่าหญิงสาวมิได้พูดปดแม้แต่น้อยเลย นอกจากนั้น ก็ไม่มีรอยเลือดกระเด็นที่ใดอีกในห้อง นอกจากรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดที่ขอบหน้าต่าง ที่น่าจะเกิดจากฆาตกรใช้มือเปื้อนเลือดเปิดบานหน้าต่างเพื่อกระโดดหนีไป “ฝ่าบาท ท่านลู่เจ๋อ มาดูรอยเลือดนี้สิคะ” จ้าวรั่วซีชี้ให้ทุกคนดูรอยนิ้วมือเลือดนั้น เธอมั่นใจว่าเป็น หลักฐานสำคัญในการหาคนร้าย เพราะเป็นรอยนิ้วมือที่มีเพียง “สี่นิ้ว” เท่านั้น หญิงสาวพยายามวาดภาพบริเวณหน้าต่าง พร้อมรอยนิ้วมือ ลงสมุด หากเธอไม่ได้เก่งด้านการวาดรูปนัก ภาพที่ออกมาจึงไม่ได้ดั่งใจ เธอจึงส่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ พร้อมกับบ่นในใจ ชั้นอยากได้โทรศัพท์มือถือ! เมื่อสำรวจและจดโน้ตจนมั่นใจว่าไม่ได้ตกหล่นประเด็นหรือส่วนไหนแล้ว จ้าวรั่วซีจึงหันมาหาองค์ชาย “เรียบร้อยแล้วเพคะ ให้หม่อมฉันอธิบายให้ฝ่าบาทกับท่านลู่เจ๋อฟังเลยไหมเพคะ” “ดี เจ้าอธิบายมาให้ละเอียด” “ท่านเสนาบดีตายด้วยยาพิษแน่นอนค่ะ ส่วนบาดแผลทั้งห้าเป็น postmortem ...เอ่อ..เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังการตายทั้งสิ้น” มันเริ่มยากขึ้นไปอีก กับการที่หมอนิติเวชจากนิวยอร์คจะอธิบายให้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกัน แถมเทคโนโลยีห่างกันถึงพันกว่าปี! “เจ้ารู้ได้อย่างไร อธิบายได้หรือไม่” “ดูได้จากสภาพการกระจายตัวของเลือดเพคะ จากที่ท่านพ่อบ้านเล่าให้ฟังว่าสภาพศพนอนหงาย จมกองเลือด” หญิงสาวเดินนำย้อนมาที่บริเวณที่ศพนอนเสียชีวิต แล้วใช้นิ้วชี้ไปที่บริเวณนั้น “อย่างแรกคือ หากบาดแผลทั้งห้าเกิดจากการจ้วงแทงด้วยมีดสั้น ‘ก่อน’ เสียชีวิต...” เธอเน้นย้ำคำว่าก่อนเสียชีวิต “...จะต้องเกิด blood splash….” อีกแล้ว…มันคืออะไรนะ... อ้อ.. “หม่อมฉันหมายถึงต้องมีรอยเลือดที่กระจายตัวบนพื้น บนสิ่งของ หรือบนผนังใกล้ๆ มากกว่านี้ เพราะร่างกายยังสูบฉีดเลือด เมื่อถูกจ้วงแทง เลือดจะต้องพุ่งกระฉูดออกจากบาดแผล โดยเฉพาะแผลที่บริเวณหัวใจ จะทำให้เกิดรอยเลือดที่กระเด็นไประยะไกลกว่าบริเวณศพเพคะ” “ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการกระจายตัวของเลือดที่เจ้าบอก แต่เคยแทงทหารฝ่ายศัตรู เมื่อคราวออกรบไปกับท่านแม่ทัพ เคยเห็นเลือดพุ่งออกมาแบบที่เจ้าว่า” องค์ชายพยักหน้าหงึกหงัก ... หากจ้าวรั่วซีกลับเหวอไปเล็กน้อยกับการนึกภาพตาม ก่อนจะทำหน้าสยดสยอง หวาดเสียว ทำให้ไป๋หลงหลานรู้สึกขำในใจ ...เออนะ ดูศพ จับศพ เข้าไปใกล้ศพไม่กลัว ไม่สะทกสะท้าน แต่ทำหน้ากลัวกับภาพในหัวตัวเอง “เอาไว้พรุ่งนี้ หม่อมฉันจะหาวิธีอธิบายให้เข้าใจเพคะ แต่วันนี้เอาเป็นว่าหม่อมฉันมั่นใจ และยืนยันได้ว่าท่านลุงหยวนเสี้ยวเสียชีวิตด้วยยาพิษ ก่อนจะโดนทำร้ายด้วยมีดเพคะ” “อย่างที่สองคือ หากไม่ได้รับยาพิษก่อนการโดนจ้วงแทงถึงห้าแผล ต้องบาดเจ็บสาหัส และด้วยอายุของท่าน ต่อให้สุขภาพแข็งแรงแค่ไหนก็ไม่น่าจะประคองตัวได้ไหว เมื่อล้มตัวลง ศพควรจะอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้า หรือเอียงตัวในลักษณะพยายามใช้มือหรือเข่าพยุงตัวเอาไว้ก่อนล้มลงไป แต่ไม่ใช่นอนหงายตัวตรง ตามที่ท่านพ่อบ้านเล่ามา และคราบเลือดอีกจุดที่คือบริเวณที่เป็นศีรษะ ซึ่งตรงกับบาดแผลและรอยฟกช้ำด้านหลังศีรษะ ที่เป็นจ้ำเลือดกระจายเป็นวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงการล้มที่เป็นลักษณะการหงายหลังลงจนศีรษะกระแทกพื้นเพคะ” “และสุดท้าย หากห้องนี้ไม่ได้ถูกจัดใหม่ ยังคงสภาพเหมือนตอนที่เกิดเหตุจริงๆ ยิ่งเป็นข้อที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะเครื่องเรือนในห้องทุกอย่างแทบจะอยู่ในสภาพปกติ ไร้ร่องรอยการต่อสู้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ท่านเสนาบดีก็มิใช่คนร่างเล็ก และมีสุขภาพแข็งแรง จะไม่เกิดการต่อสู้ได้อย่างไร ต่อให้โดนแทงไปแผลแรก ก็ต้องหาทางสู้ หรือวิ่งหนีเอาตัวรอด เครื่องเรือนควรต้องระเนระนาดมากกว่านี้เพคะ” “ที่เจ้าเล่ามา ก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ แต่ว่าเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านถูกพิษเสียชีวิต ลำพังความฝันของเจ้าคงใช้เป็นหลักฐานไม่ได้” “เช่นนั้น เรากลับไปที่บริเวณตั้งศพอีกครั้งนะเพคะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD