ห้องอาหารอยู่อีกด้านหนึ่งของตัวบ้านที่เป็นเหมือนรูปตัวแอลในภาษาอังกฤษ อยู่ด้านทิศตะวันตก เป็นห้องกว้าง ประตูบานพับใหญ่สองบานกินพื้นที่เกือบทั้งหมดของความยาวของห้อง อีกด้านของตัวแอลด้านทิศเหนือเป็นส่วนที่พักขององค์ชายซึ่งอยู่ชั้นสอง ส่วนห้องของเธออยู่ชั้นล่างใต้ห้องของเขา ตรงส่วนที่หักมุมฉากเป็นโถงบันไดที่น่าจะใช้เป็นการส่วนพระองค์เท่านั้น เพราะอีกด้านก็มีบันไดเช่นกัน แต่ไม่ได้ใช้ไม้ฉลุลวดลายวิจิตรเหมือนบันไดอีกด้าน ดูแล้วน่าจะเอาไว้ให้บ่าวไพร่ขนของ ขึ้นลง ทำความสะอาดเสียมากกว่า
ทรงเดินนำไปสู่ส่วนห้องอาหารที่ท่านพ่อบ้านให้บ่าวมาเปิดประตูบานพับเอาไว้แล้วทั้งสองบาน จึงให้ทำให้ด้านหน้าเปิดกว้างให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย และได้รับลมตะวันออกเฉียงใต้จากด้านหน้าอาคาร ทำให้แม้จะนั่งอยู่ด้านในก็เย็นสบาย ภายในมีโต๊ะอาหารไม่ใหญ่ไม่เล็ก นั่งได้ประมาณหกถึงแปดคน มีอาหารวางบนโต๊ะอยู่พอสมควร
ไป๋หลงหลานประทับลงที่หัวโต๊ะด้านหนึ่ง หญิงสาวหยุดเดินเพราะไม่แน่ใจว่าเธอควรจะนั่งที่ตำแหน่งไหนดี ลู่เจ๋อจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปาก “เชิญพระสนมพะย่ะค่ะ” พร้อมผายมือไปยังที่นั่งด้านซ้ายมือขององค์ชาย ส่วนตัวเขามานั่งทางด้านขวา และให้ท่านพ่อบ้านนั่งถัดไปจากเขา
หญิงสาวรู้สึกค่อนข้างประดักประเดิด เพราะเมื่อวานนี้เธอยังเป็นนักโทษในคุกอยู่เลย มาวันนี้ ด้วยตำแหน่งที่นั่งบ่งบอกความสำคัญชัดเจน แถมท่านลู่เจ๋อยังให้ความเคารพกับเธอแทบไม่ต่างจากองค์ชาย ...ทำตัวไม่ถูกเลย
เมื่อเธอนั่งลง ไป๋หลงหลานจึงโน้มตัวไปใกล้ๆ แล้วกระซิบพอให้ได้ยินกันสองคน
“เจ้าไม่ต้องกังวล บัดนี้เจ้าคือพระสนม เพราะฉะนั้นนั่งตรงนี้น่ะ ถูกแล้ว”
เมื่อทุกคนนั่งกันเรียบร้อย องค์ชายจึงเริ่มเปิดวงสนทนา
“เอ้า ทานไปคุยไปก็แล้วกัน” แล้วชายหนุ่มก็เริ่มคีบอาหารให้ทั้งตนเอง และให้หญิงสาว เพื่อให้ทุกคนสามารถเริ่มทานได้ ก่อนจะคุยไปด้วย
“แม่..เอ่อ...รั่วซี...” เขาเกือบเผลอเรียกแม่นางจ้าวไปแล้ว เพราะแม้ว่าจะทรงให้ความไว้วางใจในตัวท่านพ่อบ้าน หากที่มาของเธอมันเหลือเชื่อเกินจะอธิบาย เขาจึงคิดว่าเก็บเรื่องนี้ให้รู้แค่เขากับลู่เจ๋อน่าจะดีกว่า เช่นนั้น เรียกนางให้ดูสนิทสนมสักหน่อยน่าจะสมจริงกว่า
“เมื่อคืนเจ้าบอกจะหาวิธีพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เรารู้ เราเห็น เจ้าคิดออกหรือยังว่าจะทำด้วยวิธีใด”
“เริ่มจากการทดสอบเรื่องกลิ่นที่เกิดจากพิษเป่ยซิ่ง แล้วค่อยทดสอบเรื่องการกระจายตัวของเลือด หม่อมฉันคิดว่าสามารถสร้างพิษจากเป่ยซิ่งออกมาให้ทดสอบกับสัตว์ได้ แล้วสังเกตกลิ่นและอาการ ว่าเหมือนกับกลิ่นที่ได้จากศพหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องให้ทางท่านพ่อบ้านและฮูหยินช่วยยืนยันเพคะ”
“เราใช้เข็มเงินตรวจสอบน้ำชาที่นำกลับมาจากจวนท่านราชครูมิได้หรือขอรับ” ลู่เจ๋อถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเจอพิษใดที่ใช้เข็มเงินตรวจสอบไม่ได้
“เราสามารถลองได้ค่ะ ท่านลู่เจ๋อ หากเป็นพิษชนิดอื่นตรวจด้วยเข็มเงินก็จะแสดงผลได้ แต่หากเป็นพิษจากสมุนไพรเป่ยซิ่ง ตรวจด้วยเข็มเงินจะไม่แสดงผลค่ะ เพราะพิษจะทำงานกับกระเพาะของคนเราแล้วถึงเปลี่ยนสภาพเป็นพิษค่ะ แล้วต่อให้ท่านนำน้ำชานั่นมาทดลองให้สัตว์ดื่มกินดู ก็อาจจะไม่แสดงผลเช่นกัน เพราะพิษเป่ยซิ่งจะระเหยไปไวมาก แม้ข้าจะขอให้ท่านพ่อบ้านเก็บป้านชานั้นไว้อย่างดี แต่ก็คิดว่าผ่านไปเพียงสองสามวันพิษก็จะไม่เหลือแล้วค่ะ”
“แสดงว่าเราต้องพิสูจน์ด้วยสภาพศพที่เสียชีวิตด้วยเป่ยซิ่ง โดยต้องให้ทางคนตระกูลหยวนช่วยยืนยัน ใช่หรือไม่” องค์ชายสรุปรวบเป็นคำถาม
“ถูกต้องเพคะ เราทำได้ดีที่สุดแค่นั้น แต่ที่สำคัญมากกว่า คือต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าท่านเสนาบดีเสียชีวิตด้วยยาพิษ จะเป่ยซิ่งหรือพิษใดก็ตาม ‘ก่อน’ จะได้รับบาดแผลเหล่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่ใช้ป้ายสีพระองค์เพคะ”
“เช่นนั้น เจ้ามีวิธีการแล้วหรือไม่”
“พอมีเพคะ ยังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่เราไม่ลองก็ไม่รู้”
“พระสนมจ้าวสั่งมาได้เลยว่าต้องการให้พวกเราทำอะไรบ้าง หรือต้องการอะไรบ้าง” ลู่เจ๋อกล่าวอย่างหนักแน่น เขาร้อนใจแทนองค์ชายที่ยังดูสงบอยู่มาก
“อย่างแรกเลย ข้าว่าเราต้องเตรียมหาหมอสมุนไพรเก่งๆ เพราะต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญมากๆ จึงจะสามารถใช้สมุนไพรที่เป็นทั้งการรักษาและการสร้างพิษได้ รู้อาการของพิษแต่ละประเภทดี จึงจะสามารถช่วยฝ่าบาทยืนยันได้เพคะ”
“เมื่อครู่ เจ้าเองก็บอกว่าสร้างพิษนี้ได้มิใช่หรือ”
“แต่หม่อมฉันเป็นเพียงสาวชาวบ้าน คำพูดของหม่อมฉันคงไม่มีใครฟังหรอกเพคะ”
“กราบทูลองค์ชาย แถวบ้านเดิมของข้ามีหมอสมุนไพรที่เก่งมากจนคนร่ำลือว่าเป็นหมอเทวดา ไม่ว่าใครป่วยเป็นอะไรมา หมอผู้นี้รักษาได้หมด ชื่อเสียงร่ำลือไปไกลทีเดียวพะย่ะค่ะ”
“ข้าก็เคยได้ยินคำร่ำลือเช่นนี้เหมือนกัน ท่านพ่อบ้านพอทราบหรือไม่ว่าหมอท่านนี้ ตอนนี้อยู่ที่ใด” ลู่เจ๋อรีบหันไปถาม
“ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ท่านหมอผู้นี้มีครอบครัว มีบุตรชายและบุตรสาวตั้งรกรากอยู่ในเมือง ไม่ได้ย้ายไปที่อื่น ข้าจึงไม่คิดว่าเขาจะทิ้งครอบครัวไปที่ใด ยกเว้นย้ายถิ่นฐานกันไปทั้งบ้าน ข้าเองก็ไม่ได้กลับไปนานมากแล้ว”
“บ้านเก่าท่านพ่อบ้านนี่ ใช่เมืองหยางหรือไม่”
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีเลย ลู่เจ๋อ เจ้าไปจัดทหารที่ไว้ใจได้ ให้ไปหาท่านแม่ทัพที่เมืองหยาง ข้าจะเขียนจดหมายให้สองฉบับ ฉบับหนึ่งเพื่อไหว้วานให้ท่านแม่ทัพช่วยนำจดหมายอีกฉบับของข้าไปเชิญท่านหมอผู้นี้ แล้วคุ้มครองพากลับมาที่เปี้ยนจิง นี่” ลู่เจ๋อพยักหน้ารับคำ
เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสามหาทางออกเรื่องการพิสูจน์ยาพิษจากเป่ยซิ่งได้แล้ว จ้าวรั่วซีจึงหันไปทางพ่อบ้าน ก่อนจะพูดต่อ
“ข้าจะรบกวนท่านพ่อบ้านช่วยเตรียมของให้ข้าหน่อยค่ะ”
“เชิญพระสนมสั่งการมาได้เลยขอรับ”
“ในเมืองเปี้ยนจิง[1] นี่ มีร้านขายยาหรือขายสมุนไพรสักกี่ร้านคะ”
“มีสามสี่ร้านที่เป็นร้านใหญ่ และร้านเล็กๆ อีกหลายร้านขอรับ ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ามีกี่ร้านกันแน่”
“งั้นข้ารบกวนท่านพ่อบ้านให้คนไปซื้อสมุนไพรเป่ยซิ่ง มาให้ได้สัก...” เธอไม่รู้หน่วยนับของที่นี่ จึงยกสองมือขึ้นประกบกันให้โค้งเป็นอุ้งมือ แสดงให้เห็นว่าปริมาณที่ต้องการคือหนี่งอุ้งมือนี้ แล้วกำชับต่อว่า “...กระจายตัวกันไปซื้อจากหลายๆ ร้านนะคะ ซื้อร้านละนิดละหน่อยก็พอ ซื้อจากร้านใหญ่บ้าง เล็กบ้าง จะได้ไม่เป็นที่สงสัย”
“ไม่มีปัญหาขอรับ”
“แล้วก็ ช่วยหาที่บดยา แล้วก็...” หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะพูดต่อไป “แล้วก็ช่วยหาหนูให้ข้าสักสองตัวนะคะ”
“ข้าจะรีบไปจัดการให้เลยขอรับ”
-----------------------------
เชิงอรรถ:
[1] เปี้ยนจิง (**) หรือเมืองไคเฟิงในปัจจุบัน เป็นเมืองหลวงสำคัญของจีนในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ ตั้งอยู่มณฑลเหอหนาน มีชื่อเสียงด้านความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองของราชสำนักในยุคนั้น