“เจ้ามาอยู่ในตำแหน่งพระสนมก็จริง แต่ด้วยนิสัยและบุคลิกของข้าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ในสายตาคนนอก เจ้าต้องเป็น ‘ที่โปรดปราน’ ของข้ามากๆ ถึงจะเข้ามาในห้องทำงานอยู่กับข้าได้ตลอดเวลา เช่นนั้น...แม่นางจ้าว ต่อไปนี้ข้าควรจะเรียกเจ้าให้สนิทสนมมากกว่านี้ ข้า...อยากเรียกเจ้าว่า ‘ซีซี’ ได้หรือไม่”
คำว่า ‘ซีซี’ ที่ออกจากปากชายหนุ่มมีความอบอุ่น กระแทกหัวใจจนหญิงสาวเงยหน้ามองเขา แล้วน้ำตาก็เอ่อคลอด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ประดังประเดเข้ามาในหัวใจ
ไป๋หลงหลานตกใจว่าเขากล่าวสิ่งใดผิดไป เหตุใดอยู่ๆ ดวงตาที่มีแววหวานเมื่อสักครู่ถึงมีน้ำตาเอ่อคลอ
“เจ้าเป็นอะไร ข้าพูดอะไรผิด ไม่เรียกซีซีก็ได้ เจ้าอยากให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไรก็ตามใจเจ้า ข้าไม่บังคับหรอก” เขารีบพูดด้วยความตกใจ
จ้าวรั่วซี รีบเช็ดน้ำตา แล้วยิ้มให้เขา ก่อนจะค่อยเล่าความรู้สึก
“เรียก ‘ซีซี’ ก็ได้เพคะ แค่...คนที่เรียกชื่อนี้ นอกจากพ่อ แม่ แล้วก็มีเพียงผู้ใหญ่อีกสองท่านที่รักและเอ็นดูข้ามาตั้งแต่เกิดเท่านั้นเพคะ พอได้ยินคนเรียกชื่อนี้อีกครั้ง ก็อดคิดถึงพ่อกับแม่ไม่ได้เพคะ” ประโยคสุดท้ายสั่นเครือด้วยความรู้สึกคิดถึงลึกล้ำ
“เจ้าให้ข้าช่วยตามหาตราพยัคฆ์ดำที่เกี่ยวข้องกับ เอ่อ...การตายของบิดาเจ้า พอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“เพคะ...คือเรื่องมันเริ่มตั้งแต่แม่ของหม่อมฉันถูกฆาตกรรม...” หญิงสาวเล่าเรื่องทั้งหมดตามความจริง โดยพยายามให้เข้าใจง่ายที่สุด หากก็เลี่ยงให้ในหัวมีภาพเก่าๆ จากเหตุการณ์ในอดีตมันลอยเด่นขั้นมาอีกไม่ได้...
แม่ของเธอหายตัวไประหว่างเดินทางกลับจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน พ่อและเพื่อนตำรวจระดมแรงกันตามหาเท่าไหร่ก็ไม่ได้เบาะแส สัปดาห์หนึ่งหลังจากนั้น ก็มีคนพบศพแม่อยู่ริมถนนสายหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่รู้กันทั่วไปว่าเป็นแหล่งซ่องสุม และเป็นที่รวมของเหล่าการค้าสีดำแทบทุกประเภท ผลชันสูตรศพยืนยันว่าแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยการได้รับเฮโรอินเกินขนาด ช่วงนั้นเธอกำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมีโอกาสได้เข้าร่วมฝึกงานกับทีมงานนิติเวชของอาจารย์ที่ปรึกษา ที่ทำงานร่วมกับกรมตำรวจของกรุงปักกิ่ง จึงพอได้รับรู้รายละเอียดของคดีของมารดาไปด้วย
ในช่วงเวลานั้น พ่อและทีมสืบสวนกำลังทำคดีเรื่องการค้ามนุษย์ของนักธุรกิจตระกูลดัง ที่เบื้องหน้าทำธุรกิจแหล่งบันเทิง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าเขาไม่ใช่คนมือสะอาด แต่ด้วยอำนาจเงินทำให้กฎหมายยังทำอะไรเขาไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุร้ายกับแม่ หัวหน้าของพ่อเคยได้รับจดหมายขู่ให้เลิกทำคดี แต่ทุกคนไม่ยอมเลิก เหตุร้ายที่เกิดกับแม่ของเธอจึงเป็นเสมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู ประกอบกับแรงกดดันจากระดับสูงๆ ที่สั่งให้เลิกสืบคดีนั้น ทำให้การตายของแม่กลายเป็นคดีที่จำต้องถูกเพิกเฉย เป็นคดีแช่แข็ง หาคนกระทำผิดไม่ได้
เธอกับพ่อกอดกันร้องไห้แทบขาดใจ เราสองคนเสียคนที่เรารักที่สุดไปอย่างกะทันหัน...และโหดร้าย พ่อเสียใจจนแทบคลั่ง แต่พ่อก็พยายามเข้มแข็งเป็นหลักให้เธอได้พึ่งพิง เป็นอ้อมกอดให้เธอได้ระบายความสูญเสีย เธอรู้ว่าพ่อยังเสียใจจนทุกวันนี้ หลายครั้งที่เธอเห็นพ่อแอบร้องไห้ต่อหน้ารูปของแม่
“นั่นก็เป็นสาเหตุให้หม่อมฉันเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านแพทย์นิติเวช...คือ เรียนเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพเพคะ” จ้าวรั่วซีเงยหน้าเพื่อกล้ำกลืนน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาตามความรู้สึกสะเทือนใจ ยามต้องพูดเรื่องเศร้าในใจ เหมือนสะกิดแผลที่อักเสบอยู่ภายใน แม้ภายนอกจะตกสะเก็ดแล้ว แต่ภายในก็ยังเจ็บเสมือนแผลสด สักครู่หญิงสาวจึงพูดต่อ “ตั้งแต่ตอนนั้น หม่อมฉันก็ตั้งปณิธานกับตนเองว่าจะใช้วิชาชีพของตนเอง ทวงคืนความยุติธรรมให้กับบรรดาเหยื่อฆาตกรรมอันเลวร้ายทั้งหลาย คนตายแล้วพูดไม่ได้ หม่อมฉันจะเป็นคนที่จะช่วยเรียกร้องให้เอง”
“ถ้าเจ้าไม่สบายใจที่จะพูดถึง ยังไม่ต้องเล่าก็ได้นะ” ไป๋หลงหลานรู้สึกไม่อยากให้ ดวงตาหวานนั้นมีน้ำตาเลย มัน รู้สึกบาดใจเขาอย่างไรพิกล
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันยังเล่าไม่ถึงความเกี่ยวข้องกับตราพยัคฆ์ดำนั่นเลย หากฝ่าบาทเข้าใจที่มาอาจจะพอเห็นทางช่วยหม่อมฉันได้บ้างเพคะ”
“บิดาหม่อมฉันเป็นตำรวจ...เอ่อ เป็นเจ้าหน้าที่หลวงที่คอยสอดส่อง จับผู้ร้าย สืบคดี อะไรทำนองนั้น” เธอพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุด “ถึงแม้ว่าจะโดนอิทธิพลของกลุ่มคนชั่วทำร้ายแม่เพื่อข่มขู่ให้พ่อและเพื่อนๆ เลิกสืบคดีพวกมัน แต่พ่อไม่เคยหยุด เพียงแต่ต้องค่อยๆ แอบสืบความจริงไปทีละนิด เพราะเกรงว่าถ้าพวกมันรู้ว่าพ่อยังขุดคุ้ยเรื่องของพวกมันต่อ มันอาจจะทำร้ายหม่อมฉัน เหมือนกับที่มันทำกับแม่ พ่อส่งหม่อมฉันไปเรียนต่อที่อเมริกา...เอ่อ...ที่แคว้นที่ไกลมากๆ เพื่อให้ปลอดภัยจากพวกมัน หม่อมฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นห้าปีได้ จนวันหนึ่ง ก็ได้รับข่าวว่า...พ่อเกิดอุบัติเหตุจากหม่อมฉันไปแล้ว...” ถึงตรงนี้หญิงสาวจำต้องหยุดพูด เพราะน้ำตาที่เอ่อล้นมาอีกระลอก
ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปลูบหลังของเธอเบาๆ เพื่อหวังปลอบโยนให้หญิงสาวคลายโศกลงบ้าง ครู่หนึ่งเธอจึงเล่าต่อ
“จนข้ามาพบจดหมายและหลักฐานที่พ่อทิ้งเอาไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือรูปตราประทับโบราณที่เป็นรูปพยัคฆ์สีดำเพคะ หม่อมฉันรู้ว่าการตายของพ่อ...ไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะหม่อมฉันก็ฝันเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมนั้นเช่นกัน และที่น่าแปลกก็คือ การตายของพ่อหม่อมฉันเหมือนกับท่านเสนาบดีหยวนเสี้ยวทั้งวิธีการ และวัตถุประสงค์ มีนักการเมือง...เอ่อ...ขุนนางตงฉินที่ถูกใส่ร้ายว่าสังหารพ่อของหม่อมฉัน เหมือนที่ฝ่าบาทโดยป้ายสีในคดีท่านหยวนเสี้ยวเพคะ”
ตลอดเวลาที่เล่า น้ำเสียงเธอสั่นเครือ และมีน้ำตาไหลโดยไม่มีเสียงสะอื้น เขารู้ว่าเธอพยายามกดเอาไว้ ไป๋หลงหลานนึกถึงตอนที่เธอขอให้เขาช่วยตามหาตราพยัคฆ์นี้ ดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอ เขาคิดว่าเธอต้องเก็บงำ กดเอาความเศร้า ความอ่อนแอเอาไว้ภายใน เพื่อที่จะได้สู้และหาความจริงต่อไปได้ จากที่เธอเล่ามา ชีวิตเธอไม่เหลือใครจริงๆ เขารู้สึกได้ว่าเธอมีความเหมือนกับเขาตรงที่ ต้องเข้มแข็ง ต้องสู้ หลายครั้งที่อยากระบาย อยากร้องไห้กับใครสักคน...แต่ทั้งเขา ทั้งเธอ ‘ไม่มี’ ใครคนนั้น
และไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจ เขารู้สึกว่าวันนี้เขาอยากเป็น ‘ใครคนนั้น’ ให้เธอ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยใช้กับใครเลย...นอกจากเสด็จแม่
“ซีซี...ร้องไห้ออกมาก็ได้ ที่นี่ กับข้า เจ้าระบายมันออกมาได้”
เพียงประโยคนี้ หญิงสาวสบตากับเขาแล้วก็เหมือนชายหนุ่มได้ทำลายทำนบที่กั้นสึนามิน้ำตาเอาไว้ หญิงสาวสะอื้นไห้แรง จนเขาต้องเอื้อมมือลูบศีรษะของเธอเพื่อปลอบประโลม ทำให้จ้าวรั่วซีเสมือนลืมตัวเอนตัวซุกกับอกแกร่งนั้น คล้ายต้องการความอบอุ่นจากใครสักคน แล้วปลดปล่อยน้ำตาแห่งความเศร้าที่กดเอาไว้มาตั้งแต่รู้ข่าวการจากไปของบิดา เธอกักเก็บมันเอาไว้ในอก บอกตัวเองว่าต้องเข้มแข็ง ต้องทวงความยุติธรรมให้พ่อให้ได้ แต่บัดนี้ ด้วยอะไรก็ไม่รู้ ทำให้เธอสามารถปลดปล่อยมันออกมาได้
ไป๋หลงหลานทำสิ่งใดไม่ถูก หากด้วยความที่นางสะอื้นไห้แรงจนเขาต้องโอบกระชับร่างน้อย เพื่อช่วยปลอบโยน เขาเองก็ไม่รู้เหตุใดถึงรู้สึกอยากปกป้องหญิงสาวจากความทุกข์ทั้งมวล
เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนหญิงสาวคลายสะอื้นลงและเริ่มรู้สึกตัวจึงค่อยผละจากอ้อมกอดแสนอบอุ่นนั้น ด้วยคิดว่าเธอมิควรอาจเอื้อม
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ”
“ไม่เป็นไร อยู่ที่นี่ก็คิดเสียว่าข้าเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่จริงใจต่อเจ้าก็แล้วกัน อ้อแล้วเจ้าไว้ใจลู่เจ๋อได้”
“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพคะ”
เขาเห็นเธอเริ่มคลายความเศร้าลง จึงเปลี่ยนเรื่อง
“ขอบใจ ระหว่างรอท่านพ่อบ้านกับลู่เจ๋อไปเตรียมการตามที่เจ้าบอกเมื่อเช้า เจ้านั่งเล่นไปก่อนก็แล้วกัน ขอข้าอ่านรายงานกองใหญ่นั่นเสียหน่อย ก่อนที่มันจะสะสมจนข้าอ่านไม่ไหว” พูดพลางชี้นิ้วไปที่กองหนังสือรายงานบนโต๊ะ ด้วยสีหน้า ‘แสร้ง’ เหนื่อยหน่าย จนหญิงสาวหัวเราะขำออกมาได้
“เพคะ หม่อมฉันจะหัดคัดตัวอักษรด้วยพู่กันเสียหน่อย จะได้ไม่โดนฝ่าบาทว่าเอาอีกเพคะ” เธอพูดยิ้มๆ