หลังอาหารเช้า ทั้งพ่อบ้านและลู่เจ๋อต่างก็ไปจัดการเตรียมงานตามที่จ้าวรั่วซีต้องการ ส่วนองค์ชายยังมีราชกิจที่ยังต้องจัดการ มีรายงานที่ต้องอ่าน เขาจึงให้เธอตามไปที่ห้องทรงพระอักษรที่เขาใช้นั่งพิจารณารายงานต่างๆ ได้คุยเรื่องคดีกับเธอไปพลางๆ
ระหว่างทาง เพื่อให้คนในจวนได้เห็นความสนิทสนม และความโปรดปรานของ ‘พระสนมคนใหม่’ องค์ชายหนุ่มจึงพาเธอเดินชมบริเวณต่างๆ ในจวน ที่เธอเพิ่งรู้ว่ามันมีชื่อที่เพราะมาก ‘จวนหลานอวิ๋น’ ... กล้วยไม้ในหมู่เมฆา...โรแมนติกจัง
จากบริเวณที่เป็นตัวบ้านไม้ที่แสนอบอุ่น เมื่อเดินผ่านรั้วและประตูโค้งออกมา จ้าวรั่วซีรู้สึกเสมือนกับเดินออกมาสู่อีกโลกหนึ่ง ภายนอกมีความใหญ่โตเป็นวังหลวงฉบับย่อได้เลย ภายในจวนแบ่งเป็นสอง ‘โซน’ อย่างเห็นได้ชัด คือส่วนที่ดูเป็นทางการ มีความหรูหรา สวยงาม กับส่วนที่ดูเป็น ‘บ้าน’ โดยมีทางเดินเชื่อมต่อถึงกันหมด หากมีรั้วชั้นในและแนวต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยแบ่ง ‘โซน’ อย่างชัดเจน และวันนี้เธอเพิ่งสังเกตเห็นป้ายชื่อ ‘เรือนชู่ซิน’ ที่อยู่เหนือซุ้มประตูโค้งนั่น
ทว่าระหว่างทั้งสอง ‘โซน’ มีศาลาใหญ่กลางสระบัว ที่เชื่อมต่อตรงกับบริเวณประตูบ้านไม้ ตัวศาลาเป็นเรือนสองชั้นไม่ใหญ่มาก ชั้นล่างรอบด้านเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีเพียงเสาและคานรับน้ำหนัก ด้านบนเป็นห้องที่ดูแล้วมีหน้าต่างหลายบาน ซึ่งถ้าเปิดออกทุกบานก็น่าจะให้ความโปร่ง โล่ง สบายเช่นกัน
“ศาลากลางสระบัวนี่สวยจังนะเพคะ ใช้ทำอะไรหรือเพคะ”
“ปกติ ข้าเอาไว้เวลาอยากวาดภาพ เล่นดนตรี หรือเวลาต้องการความคิดเงียบๆ ก็จะไปนั่งเล่นที่นั่น หรือบางทีก็ใช้เป็นที่รับรองแขกที่เป็นคนกันเอง คนสนิท เพื่อนฝูงบ้าง เพราะบรรยากาศดี ห้องรับรองด้านหน้าจวนเอาไว้รับคนที่ไม่ค่อยอยากคุยด้วย หรือไม่สนิทเท่านั้น”
“แล้วด้านบนล่ะเพคะ”
“เป็นที่เก็บพวกอุปกรณ์ศิลปะ เครื่องดนตรี แล้วก็ภาพวาดของข้า มีที่นอนด้วย บางครั้งข้าไปนั่งวาดรูปคนเดียวจนดึกดื่น ก็นอนบนนั้นได้เลย”
....มีอาร์ต สตูดิโอ ด้วยเหรอพ่อคุณ... ผู้ชายคนนี้มีหลายมุมจัง... หญิงสาวอดทึ่งอยู่ในใจไม่ได้
ด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนประหลาดใจของหญิงสาว ทำให้องค์ชายหนุ่มต้องอธิบายให้เธอฟังด้วยใบหน้าอมยิ้ม
“ทำไม ไม่เชื่อว่าข้าวาดรูปได้เช่นนั้นหรือ เอาไว้จะพาไปดู ข้าว่าฝีมือข้าไม่เลวเลยนะ” เขาพูดพร้อมยักคิ้วเล่นให้เธอ ทำให้เธอต้องหัวเราะให้กับบุคลิกขี้เล่นแบบนี้ ที่ไม่เคยเห็น แล้วก็สงสัยว่าเคยมีใครได้เห็นบ้างไหมนะ นอกจากลู่เจ๋อ ซึ่งดูจะเป็นทั้งองครักษ์และพระสหายสนิทเพียงคนเดียว
ทั้งสองเดินชมบรรยากาศเลียบสระบัวที่มีศาลากลางน้ำ มาสู่อีก ‘โซน’ ที่ดูเป็นทางการ เริ่มมีผู้คนทั้งบ่าวไพร่ และทหารเดินไปมา น่าจะเป็นบริเวณที่ใช้ทำงาน และให้คนมาเข้าเฝ้ามั้ง
ชายหนุ่มเดินผ่านเข้ามาจนถึงห้องใหญ่ ลักษณะคล้ายๆ กับห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้ หรือขุนนางใหญ่ในซีรี่ส์ที่เคยดู มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่อยู่บนพื้นสูงด้านในสุด หันหน้าเข้าประตูทางเข้า ตรงตามฮวงจุ้ยที่ดีเป๊ะ มีเก้าอี้เรียงรายทั้งสองด้าน หน้าห้องมีทหารยืนเวรทั้งด้านซ้ายและขวาของประตูห้อง และยืนตรงทำความเคารพเมื่อองค์ชายเดินผ่านเข้าไป
เนื่องจากโต๊ะใหญ่ตรงกลางมีเพียงตัวเดียว และก็มีเก้าอี้ที่นั่งขององค์ชายเพียงที่เดียว เขาจึงเรียกทหารมาสั่งให้ไปหาโต๊ะและเก้าอี้มาอีกชุด มาตั้งไว้ด้านข้างๆ ของโต๊ะตัวใหญ่ พร้อมให้นางกำนัลไปเตรียมอุปกรณ์พวกพู่กัน หมึกและจานฝนหมึก กระดาษมาให้พร้อมสำหรับให้พระสนมได้ใช้งาน
“ต่อไปนี้ เจ้านั่งตรงนี้ก็แล้วกัน เราจะได้หารือกันได้ง่าย หรือเจ้าจะเขียน จะบันทึกอะไรก็จะได้สะดวก”
“ขอบพระทัยเพคะ”
หญิงสาวตอบไปทั้งๆ ที่ยังมองสำรวจสภาพรอบๆ ห้องด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น จนชายหนุ่มชวนคุยต่อ จึงหันมา
“แล้วเจ้าก็คงแปลกใจว่า ‘ที่ประทับส่วนพระองค์’ ขององค์ชายอย่างข้าทำไมดูเรียบง่ายมาก แล้วด้านนอกที่ประทับนี่...” เขากวาดมือไปรอบๆ ประกอบคำอธิบาย “...ทำไมถึงช่างแตกต่าง ทั้งๆ ทั้งหมดอยู่ในจวนหลานอวิ๋นของข้าทั้งหมด ใช่หรือไม่”
“เพคะ หม่อมฉันถามเหตุผลได้ไหมเพคะ”
“ได้สิ จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก จวนนี้สร้างตอนข้าอายุประมาณยี่สิบสี่ ก่อนหน้านั้นมีข้าศึกมาทางด้านเหนือ ข้ารับคำสั่งนำทัพออกไปปราบและป้องกันเมือง เมื่อได้ชัยชนะกลับมา เสด็จพ่อก็ทรงประทานอนุญาตให้ข้าได้สร้างจวนของตัวเอง แล้วได้ย้ายออกมาจากวังหลวง”
“ก็ยังอธิบายไม่ได้อยู่ดีนะเพคะว่าทำไมถึงแตกต่าง” หญิงสาวรีบถามด้วยดวงตากลมโต ที่ส่อแววอยากรู้ เหมือนเด็กน้อยฟังนิทาน แต่คนเล่ากลับเล่าไม่ทันใจ
ชายหนุ่มจึงเอานิ้มจิ้มที่หน้าผากของหญิงสาวหนึ่งที “ก็ข้ายังเล่าไม่จบ”
หญิงสาวทำปากจู๋ พร้อมเอามือคลำรอยจิ้มที่หน้าผาก ทำให้องค์ชายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเล่าต่อ
“ตอนช่วงที่ออกไปทำศึก ข้าต้องหนีศัตรูที่ตามล่า และได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส ข้ากับลู่เจ๋อได้รับความช่วยเหลือจากผัวเมียชาวบ้านคู่หนึ่ง ข้าพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านของพวกเขาอยู่ประมาณสิบวัน ได้เห็นความสงบ ความเรียบง่ายของชีวิตในแต่ละวันของพวกเขา ได้เห็นความรักของคนทั้งสอง เรียกได้ว่าในบ้านไม้หลังเล็กนั้นมีแต่กลิ่นอายของความสุข ความอบอุ่น เลยรู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลยที่จะมีความสุขได้ มีคนที่รัก ที่เข้าใจกัน ใช้ชีวิตกับธรรมชาติ เป็นสิบวันที่ข้าได้รับความรัก ความเอาใจใส่ ได้รับน้ำใจจากคนแปลกหน้า ข้าเลยอยากได้ ‘บ้าน’ ที่ให้ความรู้สึกแบบนั้นบ้าง ไม่ได้อยากอยู่ ‘วัง’ ที่มีแต่อะไรก็ไม่รู้ วุ่นวายไปหมด หาความสงบส่วนตัวแทบไม่ได้ อยากมีพื้นที่ที่สามารถตื่นเช้ามา ยืนกางแขนกว้างสูดอากาศอย่างสบายใจ เหมือนเจ้าเมื่อเช้านี้นั่นล่ะ”
“ทรงเห็นได้อย่างไรเพคะ!”
“ข้าเห็นเจ้าจากด้านบนตั้งแต่เจ้าเดินไปที่โต๊ะหินนั่นแล้วล่ะ”
“ทรงแอบดูหม่อมฉัน!”
“ข้ายืนคิดอะไรที่หน้าต่างตรงนั้นเป็นประจำทุกเช้า เจ้าต่างหาก...ที่เดินเข้ามาอยู่ในสายตาข้าเอง” ประโยคหลังเขาก้มลงมองเธอด้วยสายตาเข้มเจือแววหวาน
สายตาทั้งสองคู่สบกันชั่วครู่ กลิ่นหอมของดอกไป๋อวี้หลานจากเรือนชู่ซินเสมือนลอยมาโอบล้อมบรรยากาศรอบตัว จนชายหนุ่มเห็นหญิงสาวเริ่มรู้สึกเก้อเขิน ไม่รู้จะหลบสายตาไปทางใด จึงเอ่ยขึ้นเพื่อดึงสายตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยกลับมาแทน
“และนั่นก็คือสาเหตุที่ข้าสร้างบ้านไม้หลังนั้นซ่อนเอาไว้ด้านในสุดของจวนใหญ่ ข้าตั้งชื่อบ้านไม้นั้นว่า ‘เรือนชู่ซิน’...เรือนที่มีแต่ความบริสุทธิ์ในหัวใจ” เขาพูดพลางยิ้มน้อยๆ ชั่วเวลาสั้นๆ ที่เหมือนเขาหลุดกลับไปที่ไหนสักแห่งที่ทำให้เกิดรอยยิ้มอบอุ่นนั้น เธอเดาว่าคงเป็นบ้านของผัวเมียคู่นั้นแน่ๆ
จ้าวรั่วซีมองชายหนุ่ม แล้วรู้สึกว่าในเวลานี้เขาคือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่รักความสงบอย่างยิ่ง หากภาระและหน้าที่ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ความสงบที่ต้องการ ถูกจำกัดอยู่เพียงในบริเวณบ้านไม้สองชั้น กับไป๋อวี้หลานต้นใหญ่ และม้าหินริมบ่อปลาเล็กๆ เท่านั้น
“เจ้าไม่ต้องทำหน้าสงสารข้าขนาดนั้นก็ได้ท่านหมอจ้าว” เขาพูดยิ้มๆ เมื่อหันกลับมามองหน้าเธอ
“ทรงเหนื่อยมากใช่ไหมเพคะ” นั่นเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกได้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยปล่อยออกเบาๆ ทางปาก พร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะตอบเธอ
“ก็...ถ้าบอกไม่เหนื่อยก็คงจะเป็นการโกหก”
“ไม่ได้เหนื่อยกับการทรงงาน แต่เหนื่อยกับการเมือง การที่ต้องระวังตัวตลอดเวลาใช่ไหมเพคะ”
ทันทีที่พูดจบ ไป๋หลงหลานหันหน้ามาจ้องเธอทันที ด้วยสายตาที่แปลกไป เกือบจะดุ แต่เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นสายตาลึกซึ้งเหมือนเดิม
“เจ้า...เข้าใจ?”
“คิดว่าเข้าใจเพคะ หม่อมฉันมาจากโลกอนาคตเกือบพันปีจากเวลานี้ เรื่องราวในประวัติศาสตร์แทบจะเหมือนกันทุกยุค ทุกสมัย มนุษยชาติไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยเพคะ แต่ในเมื่อทรงเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรากำหนดชีวิตเราได้นี่เพคะ เหมือนที่พระองค์สร้าง ‘เรือนชู่ซิน’ อย่างน้อย เหนื่อยจากที่ใด ก็มี ‘บ้าน’ ที่สุขสงบให้ได้พัก พ่อสอนหม่อมฉันเสมอว่า เหนื่อยนักก็พัก ตื่นมาวันใหม่ค่อยสู้ใหม่เพคะ”
...เจ้ากำลังพยายามให้กำลังใจข้าอยู่ใช่ไหม...ซีซี... ประโยคที่ผุดขึ้นเองในใจของชายหนุ่มทำให้หัวใจเขาอุ่นวาบอีกครั้ง กับชื่อ...ซีซี...อยากเรียกนางเช่นนั้น