บทที่ 17 เรือนชู่ซิน 1

1269 Words
กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของดอกไป๋อวี้หลานสีขาวต้นใหญ่กระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณเรือนชู่ซิน ด้วยสายลมยามเช้าที่โชยอ่อนๆ จ้าวรั่วซียืนกางแขน เงยหน้าแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ด้านหน้า ‘บ้าน’ ที่เธอดูอย่างไรก็ไม่สามารถเรียก ‘ที่ประทับส่วนพระองค์’ ขององค์ชายได้เลย เพราะมันช่างเรียบง่าย ธรรมดา บ้านคนรวยบางคนยังใหญ่กว่าหลายเท่าเลย องค์ชายน่าจะเป็นคนสมถะมากเลยนะ เลยมาสร้างบ้านอยู่แบบนี้ หญิงสาวสูดอากาศอีกครั้งให้เต็มปอด รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งปักกิ่ง ทั้งนิวยอร์ค แม้แต่เมืองไคเฟิง ก็หาอากาศแบบนี้ไม่ได้เลย ไม่มีมลพิษมันสดชื่นอย่างนี้นี่เอง กลิ่นดอกไป๋อวี้หลานที่บานสะพรั่งเต็มต้น จนแทบจะไม่เหลือสีเขียวของใบ นอกจากจะทำให้บรรยากาศหอมอวลไปทั่วแล้ว ความสูงใหญ่ของต้นยังทำให้เรือนชู่ซินนี้ยิ่งดูอบอุ่นมากขึ้นไปอีก เธอนั่งลงที่โต๊ะหินใต้ต้นไป๋อวี้หลานต้นใหญ่นั้น ปล่อยอารมณ์ ปล่อยความคิด หลับตาแล้วเริ่มนับลมหายใจทำสมาธิ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่เธอทำทุกเช้าหลังตื่นนอนทุกวัน เพื่อเคลียร์สมอง เป็นการสั่งการร่างกายให้มีสมาธิ หลังจากนั้นเธอจะไปทำงานอย่างมุ่งมั่น มีเป้าหมาย และตื่นตัวเสมอ วันนี้บรรยากาศยิ่งเป็นใจ เธอตั้งใจตั้งแต่ตอนเข้านอนแล้วว่า จะลงมานั่งทำสมาธิก่อนเริ่มวันใหม่ที่นี่ ครู่ใหญ่หลังจากเธอรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ แล้วลืมตา หากก็ต้องตกใจจนสะดุ้ง เพราะสบตรงเข้ากับดวงตาสีเข้มอีกคู่ที่มองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ดวงตาที่ครั้งแรกเธอรู้สึกว่าดุ แต่วันนี้กลับดูเหมือนดวงตาเด็กผู้ชายที่มีแววอยากรู้อยากเห็นมากกว่า หญิงสาวจึงรีบลุกขึ้นเพื่อถวายความเคารพ หากมือใหญ่คว้าแขนเธอเอาไว้ก่อน “บอกแล้วไง อยู่กันเองสองคน เราเป็นเพื่อนกัน เจ้าไม่ต้องทำความเคารพข้าทุกครั้งที่เจอหน้ากันหรอก” เขาพูดยิ้มๆ จึงได้ยิ้มน่ารักตอบกลับเป็นรางวัลอีกครั้ง “ขอบพระทัยเพคะ” “เจ้าตื่นเช้าเหมือนกันนะ แสงแดดยังไม่เต็มฟ้าเลย” “เคยชินเพคะ สมัยทำงานต้องเข้างานแปดโมงครึ่ง แล้วรถก็ติด ก็เลยต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพคะ” “เจ้าพูดอะไร ฟังไม่เข้าใจเลย” “คือ จำได้ไหมเพคะ ที่หม่อมฉันเคยบอกว่าที่โน่น ชายหญิงต้องทำงานเหมือนกัน หม่อมฉันก็ต้องออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน ทีนี้...เอ่อ...การเดินทางมันค่อนข้างหนาแน่น ทำให้เกิดความล่าช้า จึงต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อเผื่อเวลาเดินทางไปทำงานให้ทันเวลาที่แต่ละหน่วยงานกำหนดเพคะ...หม่อมฉันอธิบายแบบนี้ ทรงเข้าพระทัยไหมเพคะ” “ก็พอเข้าใจ แต่ฟังดูชีวิตต้องรีบร้อนเหลือเกิน แล้วที่บอกการเดินทาง...หนาแน่น...นี่เป็นอย่างไร” “อืม...ฝ่าบาทลองนึกภาพถนนที่มีคนพลุกพล่านก็ได้เพคะ ถ้าทุกๆ คนที่เดินทางสัญจรไปมาใช้รถม้าทุกคน เดินทางมุ่งหน้าเข้าไปใจกลางเมืองพร้อมๆ กัน ทรงลอง imagine เอ้ย ลองจินตนาการดูว่ามันจะหนาแน่น คับคั่ง และเคลื่อนตัวไปได้ช้าขนาดไหนล่ะเพคะ” “อืม ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าลงจากรถม้าแล้วเดินเอาดีกว่า ฟังแล้วเหนื่อยแทน” หญิงสาวหัวเราะขำ “ใช่เพคะ เหนื่อยจากการเดินทาง มากกว่าเหนื่อยจากงานอีกเพคะ” “ว่าแต่เมื่อสักครู่ ข้าเห็นเจ้าเดินมานั่งที่นี่ แล้วก็นั่งหลับตามาสักพักล่ะ ทำอะไร นั่งสมาธิหรือ อย่าบอกนะว่าฝึกฌานจะเป็นเทพเซียนน่ะ” “ไม่ใช่เพคะ” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “หม่อมฉันยังบาปหนา มิบังอาจจะฝึกเทพ บำเพ็ญเซียนหรอกเพคะ แต่ทุกเช้าการได้นั่งสมาธิก่อนจะเริ่มทำงาน ทำให้เราทำงานได้ดี มีใจจดจ่อ แล้วก็เป็นการฝึกให้ใจเราสงบได้ด้วยเพคะ หม่อมฉันทำทุกวันหลังตื่นนอนจนเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว แต่เมื่อวานรู้สึกตรงนี้นั่งสบายดี เลยตั้งใจว่าวันนี้จะลงมานั่งสมาธิที่ตรงนี้เพคะ” เธอตอบเขายิ้มๆ “อืม...ฟังดูน่าสนใจ ไหนทำสมาธิอย่างไร สอนข้าหน่อย” “งั้นฝ่าบาทลองนั่งให้สบายๆ หลับตานะเพคะ” เมื่อชายหนุ่มหลับตาลง เธอจึงพูดต่อ “ปล่อยตัวสบายๆ แล้วใช้ความรู้สึกรับรู้ถึงสัมผัสของลมอ่อนๆ ที่กระทบใบหน้า รับรู้ถึงความสดชื่นจากธรรมชาติ แล้วลองหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกถึงลมที่ผ่านจมูกเข้าไปในร่างกายเราไหมเพคะ” “อือ” เขาพยักหน้าตอบรับ “นั่นล่ะเพคะ ทีนี้ลองหายใจเข้าช้าๆ นับหนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วกลั้นลมหายใจไว้...หนึ่ง...สอง...สาม...สี่ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ นับ หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า...หก....เจ็ด นั่นล่ะเพคะ ตลอดเวลาที่ทำ พยายามพุ่งใจไปที่ความรู้สึกที่ปลายจมูกที่ลมผ่านเข้า-ออก ลองอีกครั้งนะเพคะ...หายใจเข้านับ หนึ่ง...” หญิงสาวช่วยใช้เสียงนำให้เขาค่อยๆ ทำตามอยู่สามสี่รอบ แม้ชายหนุ่มจะรู้สึกถึงสมาธิที่เธอพยายามสอน หากเสียงหวานที่คอยนับลมหายใจให้กับเขามันเป็นสิ่งที่ทรงพลังกว่า เพราะใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ลมหายใจ แต่มันไปอยู่ที่เสียงเจื้อยแจ้วนั้นแทน! “...สี่...ห้า...หก...เจะ” เสียงนับหยุดกะทันหัน เพราะนับยังไม่ครบรอบที่สี่ จู่ๆ ชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้น เมื่อตอนเขาหลับตา หญิงสาวจึงเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ เพื่อช่วยนำจังหวะการหายใจ เมื่อเขากลับลืมตาขึ้นกลางคัน ทำให้เธอถอยใบหน้าออกมาไม่ทัน แล้วก็เหมือนถูกตรึงไว้ด้วยสายตาที่ลึกล้ำดั่งห้วงจักรวาล ที่แม้เป็นเวลายามเช้าตรู่ หากในแววตากลับเต็มไปด้วยดาวพร่างพราวกระพริบระยิบไหว จนเธอไม่อาจถอนสายตาออกไปจากดวงตาเข้มเจือแววหวานนั้นได้...จนกระทั่งมีเสียงซุบซิบเบาๆ บริเวณใกล้ประตูโค้งทางเข้า ที่อยู่เยื้องๆ กับโต๊ะหินที่หนุ่มสาวนั่งอยู่ ชายหนุ่มจึงเป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน “ใครน่ะ” ทรงตรัสถามพร้อมหันไปมอง “กราบทูลฝ่าบาท ท่านพ่อบ้านเตรียมพระกระยาหารเช้าให้เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ” เป็นลู่เจ๋อที่เป็นหน่วยกล้าตายที่ถูกผลักให้ออกมารับหน้าแทนท่านพ่อบ้าน ที่จะเดินเข้ามากราบทูลอยู่สักพักแล้ว แต่เห็นบรรยากาศเช่นนั้น เลยไม่กล้า และเกี่ยงกันไปมาจนองค์ชายได้ยิน “ดี เจ้าและท่านพ่อบ้านมาทานข้าวด้วยกัน” จากนั้นเขาจึงหันไปทางหญิงสาวที่สีแดงเรื่อๆ บนแก้มนวลยังทันไม่จางหายไป ก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนบรรยากาศ “ไปทานข้าวเช้าด้วยกัน จะได้ปรึกษาว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องขอให้...เอ่อ...เจ้าเรียกตัวเองว่าอะไรนะ...หมอนิติเวช...ใช่หรือไม่” “ใช่เพคะ หม่อมฉันเรียนแพทย์...เอ่อ...เรียนเป็นหมอมาเพคะ” “เช่นนั้น คงต้องขอให้ท่านหมอจ้าวช่วยแนะนำด้วย” ทรงตรัสล้อหญิงสาวยิ้มๆ แล้วยื่นมือไปด้านหน้า แต่กลับทำให้แก้มนวลที่เพิ่งจะกลับเป็นปกติ มีสีชมพูเรื่อๆ ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ วางมือบางลงในมือใหญ่นั้น ยืนขึ้น แล้วเดินตามเขาไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD