บทที่ 10 ความลับของพ่อ 2

1581 Words
จริงๆ แล้วจดหมายน้อยของพ่อ เพียงต้องการให้เธอเข้าใจและรับรู้เหตุผลของการจากไป หากไม่ได้ต้องการให้เธอสานต่องานของเขา พ่ออยากให้เธอกลับไปใช้ชีวิตต่อไปในนิวยอร์ค ให้ห่างไกลจากอันตราย เธอรู้ว่าพ่อเขียนเพื่อปลอบประโลมไม่ให้เธอโศกเศร้าจนเกินไป ยังลงท้ายจดหมายด้วยมุขตลกๆ ตามสไตล์คนอารมณ์ดี คงเป็นภาพที่พ่อต้องการให้ซีซีเห็น ให้ซีซีหัวเราะ ให้ซีซีจำพ่อแบบนั้น...ใช่มั้ยคะพ่อ? แต่หนูทำใจปล่อยไปไม่ได้ค่ะพ่อ ถึงจะขัดคำสั่งพ่อ หนูต้องสานต่อ และทำในสิ่งที่พ่อเริ่มเอาไว้ให้สำเร็จจนได้ หากทำไม่ได้ สุดท้ายหนูก็แค่ไปอยู่ที่บ้านของแม่กับพ่อ กลับไปอยู่กันสามคนไงคะพ่อ ไม่เห็นต้องกลัวเลย ด้วยข้อความในจดหมายน้อยของพ่อ ทำให้เธอเปลี่ยนใจจากเพียงแค่การลางานระยะยาว เปลี่ยนเป็นลาออกแทน ด้วยความแน่วแน่ว่าเธอต้องสานต่องานที่พ่อเธอทำให้สำเร็จ ถึงแม้จะขัดต่อสิ่งที่พ่อต้องการก็ตาม ด้วยเหตุนี้ หลังจากงานศพบิดาได้สี่สัปดาห์ จ้าวรั่วซีบินก็กลับไปทำเรื่องลาออกจากงานที่นิวยอร์ค เพื่อกลับมาอยู่ที่เมืองจีนอย่างถาวร ครอบครัวของเธอถึงแม้จะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่พ่อกับแม่ก็บริหารการเงินได้ดีมาก เธอเองก็เรียนรู้จากมารดา และทำได้ดีจนเธอมีเงินเก็บ และรายได้หมุนเวียนจนสามารถอยู่โดยไม่ทำงานได้เป็นปี ตอนเธอกลับไปนิวยอร์ค ทั้งซ่งจินและหลิวเหว่ยไปส่งเธอที่สนามบิน จงใจให้มีคนรู้เห็นว่าเธอกลับไปอยู่นิวยอร์ค หากหลังจากนั้นเพียงสองเดือน คุณหมอสาวก็แอบเดินทางกลับเมืองจีนอย่างเงียบๆ โดยใช้วิธีบินมาลงที่เวียดนาม แล้วใช้เส้นทางรถไฟเข้าสู่เมืองจีน แม้จะค่อนข้างหลายต่อ แต่ก็ปลอดภัยจากการพบเห็นของพวกมาเฟียได้ดี บ้านเดิมของเธอในกรุงปักกิ่ง ซ่งจินจัดการขายให้เรียบร้อย และคราวนี้ที่กลับมาเธอไปเช่าห้องคอนโดมิเนียมที่เพื่อนสมัยเรียนเป็นเจ้าของอยู่ที่เมืองไคเฟิง[1] มณฑลเหอหนาน ซึ่งอยู่ไกลจากปักกิ่งพอควรทีเดียว ทั้งหมดก็เพื่อให้คนรู้น้อยที่สุดว่าเธอได้กลับมาแล้ว เดิมทีหญิงสาวตั้งใจจะไม่บอกใคร หากซ่งจินที่เห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก กินนอนที่บ้านเธอเป็นประจำ ทำไมเขาจะดูไม่ออก สุดท้ายเขาคาดคั้นจนเธอต้องเล่า และเอาจดหมายของพ่อกับแฟลชไดรฟ์ให้เขา แล้วก็เป็นอย่างที่พ่อคาดไว้นั่นแหละ ทั้งเขาทั้งหลิวเหว่ยพร้อมใจกันเข้ามาช่วย เพียงแต่ต้องพยายามให้เงียบที่สุด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน สี่เดือนผ่านไป เธอพยายามสืบค้นข้อมูลต่อจากที่พ่อบันทึกทิ้งเอาไว้โดยที่มีเพียงซ่งจินและหลิวเหว่ยเท่านั้นที่รู้ และคอยช่วยเรื่องข้อมูลที่อยู่ในระบบของราชการ ส่วนคดีของพ่อเธอ กรมตำรวจเปิดเผยหลักฐานที่พบว่าเป็นการฆาตกรรม และสาวไปถึงเฉินจิ้งเหยียน ซึ่งเป็นนักการเมืองมือสะอาดที่กำลังขัดแย้งกับนักการเมืองอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอิทธิพล และเป็นที่รู้กันว่ามือไม่สะอาดนัก ที่สำคัญเป็นตระกูลที่เป็นแบ้คอัพให้กับมาเฟียตระกูลเว่ยที่ฆ่าแม่ของเธอ! จากที่ได้พูดคุยกับอาซ่งจิน เขามั่นใจว่าการตายของพ่อเธอต้องมีเงื่อนงำมากกว่านี้ เขาถูกวางยาพิษไซยาไนด์ แล้วจัดฉากให้เป็นการฆ่าตัวตาย ในห้องโรงแรมที่เกิดเหตุ มีหลักฐานที่ผูกมัดนักการเมืองมือสะอาดอย่างเฉินจิ้งเหยียน ในข่าวสรุปคดีว่าพ่อของเธอกำลังสืบและจะเปิดโปงเรื่องธุรกิจค้ามนุษย์ของตระกูลเฉิน จึงโดนเฉินจิ้งเหยียนสั่งฆ่า แต่ที่ซ่งจินรู้ก็คือพ่อเธอสืบจนได้หลักฐานว่า คดีธุรกิจค้ามนุษย์นั้นเป็นของกลุ่มนักการเมืองขั้วตรงข้ามของเฉินจิ้งเหยียนต่างหาก เพราะฉะนั้น การฆ่าพ่อของเธอแล้วใส่ร้ายให้เฉินจิ้งเหยียนเป็นแพะรับบาปนั้น เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว จ้าวรั่วซี เชื่อในทฤษฎีที่ซ่งจินคิด เพราะเท่าที่เธอใช้เวลาศึกษาประวัติเฉินจิ้งเหยียนอย่างละเอียด รวมทั้งสมาชิกครอบครัวตระกูลเฉินตั้งแต่รุ่นปู่มา คนในตระกูลนี้ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย แม้เป็นตระกูลที่ร่ำรวยจากการทำการค้า แต่ก็เป็นธุรกิจที่สุจริต ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องสกปรกใดๆ เฉินจิ้งเหยียนเองก็เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มีอุดมการณ์เพื่อชาติ และไม่มีประวัติด่างพร้อย การทำธุรกิจค้ามนุษย์ไม่น่าจะเป็นไปได้ รวมถึงว่าหากพ่อของเธอสืบคดีเกี่ยวกับเฉินจิ้งเหยียนจริง ทำไมในเอกสารและข้อมูลที่พ่อรวบรวมเอาไว้ ไม่มีเรื่องราว หรือข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวโกรธแค้นความอยุติธรรมที่เกิดกับแม่ มาจนถึงพ่อ และตอนนี้กับตระกูลเฉินอีกด้วย เธอพุ่งความสนใจไปที่การตามหาฆาตกรตัวจริงมากกว่า จ้าวรั่วซีตามดู ศึกษา และหาข้อมูลเพิ่มจากหลักฐาน ที่พ่อเธอรวบรวมเอาไว้ พอจะเดาเรื่องราวได้เป็นห้วงๆ มีเรื่องคดีเก่าๆ รวมถึงคดีของแม่ด้วย ที่เสมือน “ถูกแช่แข็ง” เงียบหายไปจากสังคมหลายคดี ซึ่งล้วนกับพัวพันกับตระกูลดังๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจชื่อดังหลายตระกูล ซึ่งข้อสังเกตที่พ่อโน้ตเอาไว้ก็คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องที่ ‘ดูเหมือน’ จะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเหล่านั้น ล้วนเป็นคนของตระกูลใหญ่เหล่านี้ ซึ่งเป็นตระกูลที่เก่าแก่ สืบสาวย้อนไปได้หลายรุ่น แล้วในแต่ละรุ่นก็มีคดีทำนองเดียวกันเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อย เรียกได้ว่าสืบทอดความชั่วกันทางสายเลือดเลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ แม้แต่ซ่งจินที่เป็นตำรวจคู่หูของพ่อมาตลอดยังไม่เข้าใจ เพราะถึงแม้จะมีข้อมูลคดีหลายคดี หากดูเหมือนสิ่งที่บิดาเธอสืบหาอยู่กลับไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คดีใด คดีหนึ่ง หากดูเหมือนเป็นการสืบข้อมูลของกลุ่มบุคคลเหล่านี้มากกว่า รวมถึงตราประทับในภาพถ่ายนั้น มันมีความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างไร ทำไมพ่อเธอถึงให้ความสำคัญกับมัน เธอนำภาพนั้นไปลองค้นหาในอินเตอร์เน็ต ก็ไม่พบข้อมูลใดๆ มีเพียงข้อมูลที่บอกว่ามันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานประจำกรุงปักกิ่งเท่านั้น เมื่อเธอตามไปดูโบราณวัตถุชิ้นนี้ที่พิพิธภัณฑ์ ก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดสังเกต หรือแตกต่างจากตราประทับโบราณชิ้นอื่นที่วางแสดงอยู่เลย เธอรู้เพียงแค่ตัวอักษรที่เป็นตราประทับอ่านว่า ‘พยัคฆ์ดำ’ ซึ่งตรงกับรูปลักษณ์โดยรวมที่เป็นหยกสีดำที่ค่อนข้างหายาก ที่สำคัญ เธอยังไม่สามารถเชื่อมโยง หลักฐานเหล่านี้ กับการตายของบิดาได้ มีเพียงประเด็นเดียวที่สะกิดใจเธอก็คือคำบรรยายที่แสดงอยู่คู่กันคือ เป็นโบราณวัตถุที่สันนิษฐานว่ามาจากช่วงยุคราชวงศ์ไป๋...ราชวงศ์นี้อีกแล้ว คุณหมอสาวหาความเชื่อมโยงของข้อมูลไม่ได้เลย ไม่สามารถหาจุดที่ข้อมูลแต่ละส่วนมันจะมาเกี่ยวข้องกันได้ ยิ่งกับตราประทับ ‘พยัคฆ์ดำ’ นั้น ยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเลย นอกจาก... ‘ราชวงศ์ไป๋’ ความฝันที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ของเธอที่มีคนในยุคนั้นถูกฆาตกรรม แล้วโยงมาถึงพ่อเธอในยุคนี้ได้อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งหาทางออกไม่เจอ เธอใช้เวลาเกือบทั้งหมดศึกษา ไล่เรียงหลักฐาน หมกมุ่นอยู่กับการหาข้อมูลจนจำภาพทุกภาพ เอกสาร ทุกชิ้นได้ขึ้นใจ วันนี้ก็เช่นเดิม เธอพยายามสืบค้นข้อมูลทั้งต่อยอดจากที่บิดาเธอทิ้งไว้ในทุกช่องทางที่เป็นไปได้ เธอให้ ไรอัน เพื่อนตำรวจชาวอเมริกันของเธอ ช่วยสืบข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลดังๆ เหล่านี้ด้วยซ้ำไป ประกอบกับศึกษารายละเอียดคดีของบิดาเธออย่างละเอียด เผื่อจะมีช่องโหว่หรือจุดที่เธอยังพลาดหรือมองข้ามไป จนรู้สึกปวด ต้นคอ ปวดหัวไหล่ จากการนั่งก้มหน้าอ่านเอกสารต่างๆ และจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ในที่สุดเธอก็ต้อง ยอมแพ้ต่อความเหนื่อยล้า เข้านอนไปตอนเกือบตีสอง ก่อนจะฝันเห็นฆาตกรรมคุณลุงท่านนั้นอีกครั้ง และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้นอนบนที่นอนในห้องของเธอ ก่อนที่เธอจะมาตื่นบนแคร่ไม้ไผ่ที่คุกภายในจวนขององค์ชายรอง...ไป๋หลงหลาน! ------------------------------------- เชิงอรรถ [1] เมืองไคเฟิง หรือชื่อเดิมคือ เมืองเปี้ยนจิง ซึ่งเป็นราชธานีของราชวงศ์ซ่งเหนือตั้งแต่ปี ค.ศ. 960 ถึง ค.ศ. 1127 เป็นเมืองใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า ศิลปะ และวัฒนธรรมในยุคนั้น มีคลอง สะพาน และถนนกว้างขวาง จนได้รับสมญาว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์ที่สุดในโลกยุคกลาง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD