หลังอาบน้ำ หญิงสาวรีบเข้านอน พยายามข่มตาให้หลับ หากยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ที่เดียวกว่าจะหลับไปได้ แต่เธอก็ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้งด้วยเสียงโทรศัพท์ที่แผดร้องดังลั่นท่ามกลางความเงียบของยามดึก แล้วก็เหมือนโดนกระแทกด้วยพลังที่มองไม่เห็นอย่างรุนแรงเข้าที่หัวใจ เมื่อเห็นชื่อผู้ที่โทรเข้ามา “ซ่งจิน” เพื่อนรักของพ่อเธอ
“สวัสดีค่ะอา” เธอทักไป ด้วยใจที่ว้าวุ่น รู้สึกกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้มาก่อน
หากปลายสายยังเงียบ มีเสียงคล้ายอีกฝ่ายผ่อนลมหายใจ..สั่นๆ ตามด้วยเสียงถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ “ซีซี...” ด้วยความที่เป็นเพื่อนรักและสนิทสนมกับครอบครัวเธอมาตั้งแต่เธอยังไม่เกิด เขาจึงเรียกเธอด้วยชื่อเดียวกันกับที่พ่อเรียก และแม้เธอจะโตเป็นสาวแล้ว เขากับพ่อก็ยังเรียกเธอด้วยชื่อนี้ด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเหมือนเธอยังเป็นเด็กน้อยอยู่เสมอ หากเสียงซ่งจินที่ปลายสายวันนี้ กลับจริงจัง สั่นเครือ ฟังดูเต็มไปด้วยอารมณ์เครียด
เพียงเท่านี้ หัวใจของจ้าวรั่วซีก็ดำดิ่งลึก เพราะเธอคิดว่าเธอรู้และ ‘ได้เห็น’ สิ่งที่ซ่งจินจะพูดต่อไป
“อาเทียน... เสียงซ่งจินสั่นเครือจนเหมือนไม่สามารถจะพูดต่อได้
“คะ..อา...พ่อเป็นอะไรคะ” เธอยังแอบมีความหวังว่าคำตอบจะไม่เป็นไปตามที่เธอสังหรณ์ใจ แม้ความหวังจะแสนริบหรี่ก็ตาม
ปลายสายมีเสียงสูดลมหายใจ กลืนเสียงสะอื้นก่อนจะตอบกลับมา
“เกิดอุบัติเหตุ รถคว่ำตกหน้าผา พ่อเรา...เค้าจากพวกเราไปแล้ว อา...อาเสียใจด้วยนะ ซีซี” คราวนี้ซ่งจินไม่สามารถกลั้นความอ่อนไหวได้ เสียงที่ตอบกลับมาจึงเป็นเสียงปนสะอื้น ด้วยจ้าวจิ้งเทียนเป็นทั้งเพื่อนรักที่เรียนมาด้วยกัน เป็นทั้งคู่หูที่ทำงานร่วมกันมาสามสิบกว่าปี ความผูกพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงลึกซึ้งเสมือนพี่น้องท้องเดียวกันเลยทีเดียว
เธอนิ่งเงียบด้วยความรู้สึกเกินจะบรรยาย มันอัดแน่นในอก แต่พูดออกมาไม่ได้ ภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาที่ไหลบ่าเหมือนสายน้ำตก ความรู้สึกมันเหมือนโลกรอบตัวมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หากไร้เสียงสะอื้น เป็นอาการช็อก ความรู้สึกเหมือนตอนที่รู้ว่าแม่เธอเสียชีวิต ครั้งนั้นมีอ้อมอกของพ่อที่ให้เธอซุกซบ ร้องไห้ปลดปล่อยความทุกข์ และอ้อมกอดปลอบประโลมว่าเธอยังมี ‘พ่อ’ อยู่กับเธอ หากวันนี้... ชีวิตเธอสูญสิ้นหมดแล้ว ไม่มีอ้อมกอดอบอุ่นปลอบโยน ไม่มีเสียงเรียก ‘ซีซี’ ที่เหมือนเธอเป็นเด็กแปดขวบอีกต่อไป เธอกลายเป็นคนไม่มีครอบครัว รู้สึกเหมือนถูกปล่อยให้ลอยเคว้งอยู่คนเดียวท่ามกลางจักรวาลที่กว้างใหญ่ มืดมิด และอ้างว้าง
เธอเงียบงันไปพักใหญ่ จนอีกฝ่ายส่งเสียงทักอีกรอบ
“ซีซี...”
“มันเกิดอะไรขึ้นคะอา อุบัติเหตุอะไร”
“จากสภาพเบื้องต้น ตำรวจในพื้นที่สันนิษฐานว่า พ่อเราเค้าขับรถแหกโค้งอันตราย แล้วน่าจะเสียหลัก ควบคุมรถไม่ได้ ตกหน้าผาไป”
“อา...เชื่อเขามั้ยคะ”
“บอกตามตรงนะซีซี อาไม่อยากจะเชื่อ เพราะพ่อเราไม่ใช่คนขับรถเร็ว แล้วถ้าเค้าขับไล่จับใคร ก็ต้องมีอาอยู่ด้วย หรือไม่ก็ต้องรายงานในระบบ ตามกระบวนการทำงานของตำรวจ แต่นี่...อาเทียนลาพักร้อนยาวตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว มันบอกอาแค่ว่า เหนื่อยๆ อยากไปเที่ยว แต่ไม่บอกใครเลยแม้แต่กับอา ว่ามันไปเที่ยวที่ไหน อายังเคืองมันอยู่เลยว่ามันแอบทำอะไรอยู่แล้วไม่บอกอา”
“มันมีอะไรตื้นลึกหนาบางกว่านี้หรือเปล่าคะ ... เหมือน...เหมือนเมื่อตอนที่แม่เสีย” กว่าเธอจะกลั่นคำพูดออกมาได้พร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “เมื่อเย็นหนูพยายามจะโทรหาพ่อ พ่อไม่รับสายเลย โทรตั้งหลายครั้ง”
“ตอนนี้ อาก็ยังไม่รู้อะไร อาได้ข่าวก็รีบมาที่เกิดเหตุ แล้วก็รีบส่งข่าวให้ซีซี นี่ล่ะ แต่อาก็ไม่คิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุนะ มันผิดวิสัยพ่อเราจริงๆ นี่ตำรวจกับทีมช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่งเคลียร์พื้นที่เสร็จ เดี๋ยวอาจะรับร่างอาเทียนส่งไปชันสูตร... แล้วก็ต้องตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่ดูแล้วน่าจะยากเพราะเป็นช่วงโค้งถนนริมเขา ดูแล้วมีโอกาสว่าจะไม่อยู่ในรัศมีของกล้องตัวที่ใกล้ที่สุด”
“อาคะ...ร่างของพ่อ...ยัง..ยัง...” เธอไม่สามารถพูดคำนั้นออกมาได้ แต่ผู้สูงวัยกว่ากลับเข้าใจดีว่าเธอจะถามอะไร
“ร่างของเขาน่าจะกระเด็นออกมาจากรถตอนที่มันตกลงไปก่อนที่มันจะระเบิด แม้จะเสียชีวิต แต่ก็ยังอยู่...ครบสภาพ มีเพียงบาดแผลตามตัวเท่านั้น” เขาพูดให้เธอเห็นภาพที่ไม่เจ็บปวดจนเกินไป ทั้งที่ความจริง สภาพศพของจ้าวจิ้งเทียนแม้จะอยู่..ครบสภาพ... แต่บาดแผลที่เกิดกับทุกอณูของร่างกาย กับสภาพกระดูกที่หัก ร่างกายบิดเบี้ยวผิดร่างมนุษย์ น่าสยดสยองจนเขาจำต้องโกหก ไม่ให้หญิงสาวเห็นมโนภาพอันโหดร้ายนั้น
“อาคะ...อาให้เขาตรวจสารพิษในร่างพ่อด้วยนะคะ”
“ทำไมเหรอ หนูสงสัยอะไร”
“หนูแค่...เอ่อสังหรณ์ใจว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ ช่วงนี้หนูเจอเคสที่เป็นการวางยาพิษ ก่อนจัดฉากฆาตกรรม ถ้าตรวจดูไว้ก่อนได้ก็จะได้ไม่พลาดประเด็นทำคดีนะคะ”
“ได้...ตอนรู้เรื่องอาอยู่ที่สถาบันนิติเวชพอดี เลยลากไอ้หมอมันมาด้วย เดี๋ยวอาให้มันสั่งให้ อาควรตรวจหาอะไรเป็นพิเศษไหม” อาหมอที่ว่าก็คือ ดร.หลิวเหว่ย คุณหมอนิติเวชมือหนึ่งของกรุงปักกิ่ง ซึ่งก็เป็นเพื่อนสนิทอีกคนของพ่อ ที่ร่วมงานกับซ่งจินและพ่อมาหลายสิบปี สนิทสนมกับครอบครัวเธอมาเนิ่นนานเช่นกัน
“หนูก็ไม่รู้หรอกค่ะ แต่หนูเคยเจอเคสไซยาไนด์ เพราะฉะนั้นถ้าทำได้ ต้องให้อาหมอรีบเก็บเลือดและของเหลวทุกชนิดจากร่างแล้วใส่หลอดปิด ถ้าหาสารโซเดียมฟลูออไรด์ หรือโซเดียมไฮดร็อกไซด์ ผสมลงไปได้จะดีมาก อาหมอน่าจะรู้ดี แต่ปกติสารพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ในรถพยาบาลทั่วไป เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือต้องแช่น้ำแข็งให้เย็นที่สุด แช่ให้แข็งได้ยิ่งดี แล้วรีบส่งเข้าห้องแล็บทันที เพราะถ้าเป็นไซยาไนด์จริง ระดับสารในร่างมันจะหายไปเร็วมากค่ะ”
“ได้ เรื่องนั้นอาจัดการให้ ซีซี...หนูจะเอายังไงต่อ จะกลับมาได้มั้ย”
“หนูจะรีบกลับไฟลท์ที่เร็วที่สุดพรุ่งนี้ค่ะ เอ่อ...อาคะ หนู...ฝากพ่อด้วยนะคะ” ประโยคสุดท้ายสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ
“มันคือเพื่อนที่รักที่สุดของอา ซีซีไม่ต้องห่วง อาจะจัดการให้ดีที่สุด กลับมาแล้วรีบโทรบอกอา เดินทางปลอดภัยนะ”
กว่าที่จ้าวรั่วซีกลับมาถึงกรุงปักกิ่งก็เกือบเป็นเวลาเช้ามืดของวันถัดไป เธอไม่สามารถเข้าร่วมชันสูตรศพบิดาเธอได้ แต่ถึงจะเข้าไปได้ เธอก็คงใจไม่แข็งพอ จึงได้แต่รอ ด้วยจ้าวจิ้งเทียนเป็นนายตำรวจที่มีฝีมือ เป็นตำรวจ น้ำดีที่มีเพื่อนฝูงในกรมตำรวจมากมาย การชันสูตรและการวิเคราะห์ผลทางพิษวิทยาที่ซ่งจินและ ดร.หลิวเหว่ยช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น จึงเป็นเคสเร่งด่วนที่กรมตำรวจให้ความสำคัญ แต่ถึงการชันสูตรจะสามารถเร่งดำเนินการเสร็จภายในหนึ่งวัน แต่ก็ยังร้องรอผลตรวจพิษวิทยาอีกหลายวัน