บทที่ 3 จ้าวรั่วซี 1

1687 Words
มหานครนิวยอร์ค ปี ค.ศ. 2025, ห้าเดือนก่อน ภายในห้องแล็บอาชญากรรมของสถาบันนิติเวชแห่งเมืองนิวยอร์ค ‘ดร.จ้าวรั่วซี’ หรือที่เพื่อนๆ ชาวอเมริกันเรียกเธอว่า “ลูซี่” ยืนอยู่เหนือร่างไร้วิญญาณของชายวัยกลางคนบนเตียงชันสูตรศพ ร่างบนเตียงสแตนเลสมีรอยแผลลึกหลายแผล คุณหมอสาวใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบรอยแผลเหล่านั้น ก็สามารถบ่งบอกถึงอาวุธที่ใช้ รวม ถึงการตรวจสอบสภาพทั่วไป เช่น เวลาที่เสียชีวิต และสาเหตุการเสียชีวิต แต่ที่ทำให้คิ้วของเธอขมวดเป็นปม ก็คือผลชันสูตรทางพิษวิทยาบนแท็บเล็ตในมือ ที่ยืนยันข้อสมมติฐานของเธอว่าศพนี้เสียชีวิตจากการได้รับสารพิษ "ไซยาไนด์" ไม่ใช่จากบาดแผลบนร่างกาย จริงๆ ทีมสืบสวนได้ลงความเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าชายผู้นี้ถูกฆาตกรรมด้วยการถูกแทงด้วยของมีคมหลายจุด แค่เพียงรอให้ฝ่ายนิติเวชตรวจสอบรายละเอียดเพื่อยืนยัน รวมถึงหาร่องรอยและหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบหาฆาตกร ซึ่งควรใช้เวลาไม่นาน แต่หญิงสาวกลับขอเวลาจากทีมสืบสวนในการตรวจสอบ เพิ่มเติมในสิ่งที่เธอสงสัย แล้วมันก็เป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้จริงๆ ดร.จ้าวรั่วซี คุณหมอนิติเวชสาวผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพิษวิทยา และด้านสมุนไพรจีน มือฉมังคนหนึ่ง ของสถาบันนิติเวชแห่งเมืองนิวยอร์ค เธอเป็นลูกครึ่งจีน-ไทย วัยยี่สิบแปดปี จบปริญญาโทเฉพาะทางด้านนิติเวชศาสตร์ พร้อมได้ฝึกงานกับอาจารย์ที่ได้รับเชิญไปทำงานร่วมกับกรมตำรวจสืบสวนของกรุงปักกิ่ง จึงทำให้ผลการเรียนของเธอมีความโดดเด่น จนได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปคินส์ มาเรียนต่อในระดับปริญญาเอก และจบมาด้วยคะแนนสูงสุดในรุ่น ประกอบกับบุคลากรในสาขาเฉพาะทางด้านนี้ยังมีค่อนข้างน้อย เธอจึงได้รับข้อเสนอให้ทำงานกับสถาบันนิติเวชแห่งเมืองนิวยอร์คตั้งแต่เรียนจบ “เป็นไปตามที่ฉันคิดเลยนะ ไรอัน ผู้ตายเสียชีวิตจากพิษไซยาไนด์ที่เข้มข้น บาดแผลทั้งหมดบนร่างกายเป็น postmortem[1] เขาเสียชีวิตด้วยภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน น่าจะไม่เกินสามนาทีหลังจากได้รับสารไซยาไนด์ เพราะมีสารนี้ในเลือดเหลืออยู่ในปริมาณที่สูงทีเดียว” จ้าวรั่วซียื่นแท็บเล็ตที่แสดงผลชันสูตรและรายงานพิษวิทยาให้ร้อยตำรวจโทไรอัน คัลลาเวย์ นายตำรวจสืบสวนของกรมตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์คที่คุ้นเคยกับคุณหมอสาวดี เพราะได้ร่วมงานกันมาหลายคดีแล้ว เขายื่นมือรับเอาแท็บเล็ตมาอ่านรายละเอียดในรายงานผลชันสูตรนั้นอยู่สักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เงยหน้าขึ้นมา แล้วส่ายหน้าเบาๆ “ผมไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ลูซี่ เคสนี้ผมมั่นใจมากว่าคุณต้องสันนิษฐานผิด แผลเต็มตัวขนาดนั้น ไม่น่าจะเป็นสาเหตุอื่นไปได้เลย คุณนี่ตาทิพย์จริงๆ รู้ได้อย่างไร” “อืม...น่าจะเป็นเพราะกลิ่นกลับสีผิวผู้ตาย มันเป็นลักษณะเฉพาะที่เด่นชัดของศพที่ได้รับพิษนี้น่ะ ฉันเลยสงสัยเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่เป็นอย่างที่คิด อย่างน้อยก็มั่นใจว่าได้ตัดประเด็นนี้ออกไปได้เลย” “ผลออกมาแบบนี้ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เดิมทีคดีนี้ผมพุ่งประเด็นไปที่การปล้นฆ่า เพราะหลักฐานและพยานที่ได้มามันบ่งชี้ไปทางนั้น แต่ผลชันสูตรออกมาแบบนี้นี่ ผมต้องกลับไปเริ่มที่ศูนย์เลย นี่ดูเป็นการจัดฉากเพื่อเบี่ยงเบนคดี...” ไรอันยังคงพูดความคิดเห็นของเขา หากจ้าวรั่วซีกลับไม่ได้ยิน เพราะเธอได้ย้อนรำลึกไปถึงภาพในฝันที่ยังติดตรึงอยู่ในสมอง...ชายชราผู้นั้น ที่เสียชีวิตหลังจากที่ดื่มชาไปเพียงเครึ่งถ้วย มั่นใจได้เลยว่าเขาเสียชีวิตด้วยยาพิษ เธอนึกไปจนถึงภาพการจ้วงแทงอย่างโหดร้าย ถึงแม้จะจะเป็นการกระทำกับร่างที่ไร้วิญญาณ ไร้ความเจ็บปวด แต่มันก็ยังส่งรังสีความโหดร้ายจนทำให้เธอสะดุ้งเฮือก กลับมาสู่ความจริงตรงหน้าอีกครั้ง หญิงสาวหัวใจเต้นแรง รู้สึกว่าสองคดีนี้หมือนกันเกินไป...อีกแล้ว ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มีหลายครั้งทีหญิงสาวฝันเห็นการฆาตกรรมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธ ใช้กำลัง หรือในครั้งล่าสุดนี้คือใช้ยาพิษ และทุกครั้ง...ทุกครั้งจริงๆ ในวันรุ่งขึ้นหรือไม่กี่วันหลังจากที่เธอฝัน ก็จะมีศพที่เกิดจากการฆาตกรรมในรูปแบบที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกันกับที่เธอเห็นในฝัน ส่งเข้ามาให้เธอชันสูตรหาสาเหตุการตาย ซึ่งนั่นทำให้การสันนิษฐานของเธอดูเหมือนมีความแม่นยำ จนร้อยโทไรอัน และทีมตำรวจสืบสวนล้วนชื่นชมในความสามารถของเธอ หากในความเป็นจริง เธอเพียงลองสำรวจตามที่เธอเห็นในฝัน และใช้ความรู้แพทย์นิติเวชในการตั้งสมมติฐาน แล้วผลสุดท้ายมันก็เป็นไปตามนั้นทุกครั้ง จนเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เธอเห็นในความฝัน…มันไม่น่าจะใช่ความบังเอิญ! และสิ่งที่เธอแปลกใจ และคิดไม่ตกอีกอย่างก็คือ นอกจากรูปแบบการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นทุกครั้งในฝันจะเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จากภาษาที่ได้ยิน ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน และที่น่าฉงนหนักเข้าไปอีกก็คือสภาพแวดล้อมและการแต่งกายล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นยุคสมัยที่เมืองจีนยังมีฮ่องเต้ปกครอง เหมือนที่เธอเคยเห็นตามภาพวาดในหนังสือประวัติศาสตร์ หรือในภาพยนตร์จีนย้อนยุคอย่างนั้นเลย ที่สำคัญที่สุดคือเหตุการณ์ทุกครั้ง เกิดขึ้นในยุคสมัยเดียวกันแน่นอน เพราะเครื่องแต่งกายเป็นแบบเดียวกัน เหมือนกับเวลาที่เห็นภาพแฟชั่นแล้วสามารถบอกได้คร่าวๆ ว่ามันเป็นยุคแปดศูนย์ เก้าศูนย์ หรือยุคฮิปปี้ และด้วยความสงสัยรุนแรง เธอจึงลองค้นคว้าดูเครื่องแต่งกายของชาวจีนในสมัยโบราณ เพื่อดูว่าการแต่งกาย เสื้อผ้า ในแบบที่เห็นในฝันมันตรงกับยุคสมัยใดกันแน่ เธอถึงขั้นไปพิพิธภัณฑ์ เพื่อค้นคว้า เปรียบเทียบข้อมูลที่หามาได้ว่าถูกต้องหรือไม่ แม้กระทั่งไปขอเข้าพบกับภัณฑารักษ์เพื่อขอคำยืนยัน “จากรูปภาพและข้อมูลที่คุณหามา ไม่ผิดแน่ค่ะ ชุด ‘เป้ยจื่อ’[2] ที่สวมทับเสื้อชั้นในสไตล์แบบนี้เป็นแฟชั่นช่วงราชวงศ์ไป๋[3] แน่ๆ” ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ อธิบายชี้ให้เธอดูเสื้อผ้าชุดที่จัดแสดงอยู่ในตู้กระจก รวมถึงชี้ชวนให้เธอดูภาพวาดอีกสองสามภาพที่แสดงชุดที่มีลักษณะคล้ายกัน “แล้วราชวงศ์นี้ มันกี่พันปีมาแล้วคะ” “ก็ประมาณพันกว่าปีได้ค่ะ” “โห จำไม่ได้เลยค่ะ คงเพราะตอนเด็กๆ ไม่ค่อยชอบเรียนวิชานี้เท่าไหร่” เธอตอบไปแบบเก้อๆ “ก็ไม่แปลกค่ะ” ภัณฑารักษ์สาวยิ้มให้เธอ ก่อนจะอธิบายต่อ “ราชวงศ์ไป๋มีฮ่องเต้อยู่แค่ไม่กี่พระองค์ ตั้งแต่ฮ่องเต้ยุคแรกปราบกบฏแล้วก่อตั้งราชวงศ์ไป๋ขึ้นมา บ้านเมืองก็สงบสุขดี แต่พอมาถึงยุคของฮ่องเต้ ‘ไป๋หลงเยว่’ ขึ้นครองราชย์ บ้านเมืองก็เข้าสู่ยุคมืด เพราะเป็นฮ่องเต้ที่บ้าอำนาจ ขุนนางเป็นใหญ่ ขูดรีดชาวบ้าน คนรวยเอาเปรียบคนจน บ้านเมืองเป็นกลียุค” เธอเล่าพลางชี้ไปที่บันทึกและหลักฐานต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่ “...ฮ่องเต้ไป๋หลงเยว่ครองราชย์อยู่ได้ไม่กี่ปี สุดท้ายก็โดนโค่นล้มบัลลังก์ด้วยเชื้อพระวงศ์นั่นแหละ ก็ไม่แปลกที่คนจะไม่ค่อยรู้จักราชวงศ์นี้สักเท่าไหร่ค่ะ” หลังจากนั้นประวัติศาสตร์เป็นอย่างไรเธอก็ไม่ได้ติดตามต่อ เพราะเดิมทีก็สนใจแค่ว่าเรื่องราวในฝันเธอมันอยู่ยุคใดกันแน่ พอทราบแล้วก็เลยไม่สงสัยว่าทำไมถึงเกิดฆาตกรรมมากมาย เธอคิดว่า “ก็คงเพราะมีฮ่องเต้ที่ไม่ได้เรื่องเช่นนี้นั่นเอง” หากคำถามที่ก่อกวนใจเธอไม่ใช่เรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้ หากเป็นคำถามที่เธอหาคำตอบไม่ได้ว่า...ทำไมอยู่ๆ เธอถึงฝันเห็นเหตุการณ์เหล่านั้น ที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลานั้น และมันเกี่ยวโยงอะไรกับคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน? จนแล้วจนรอด หญิงสาวก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ ก็ได้แต่รอคอยว่า คงจะมีสักวันที่สวรรค์จะอนุญาตให้เธอได้เข้าใจ หรือรู้ว่าเธอต้องทำอะไรกับการได้รู้เห็นเรื่องราวเหล่านั้น *** ------------------------- เชิงอรรถ [1] Postmortem หลังมรณะ/ภายหลังการเสียชีวิต (ในบริบทนี้ จึงหมายถึงบาดแผลเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตแล้ว ไม่ใช่สาเหตุของการตายโดยตรง) [2] เสื้อเป้ยจื่อ **(bèi zi) เป็นชุดการแต่งกายในสมัยซ่งเหนือที่เป็นชุดคลุมตัวยาวแบบตรง พบทั้งในผู้หญิงและผู้ชายแต่เป็นที่นิยมสำหรับผู้หญิงและหญิงสูงศักดิ์มากที่สุด เป็นเสื้อคลุมดีไซน์ ตรง พริ้วไหว เน้นความเรียบง่ายแต่ดูสง่า แฟชั่นนิยมเปิดเผยเสื้อชั้นใน หรือ โม่เซียง (*******ōng) ใต้ชุดเป่ยจื่อ เน้น “ความเป็นระเบียบเรียบร้อย เรียบง่าย สุภาพ” การแต่งตัวเลยเปลี่ยนจากโชว์ผิว (ในสมัยราชวงศ์ถัง) ไปสู่การจัด "เลเยอร์" อย่างประณีต เพื่อแสดงถึงความละเมียดละไมและจริยธรรมสตรี แสดงความงามตามอุดมคติใหม่ และความมั่นใจของสตรีในยุคสมัยนั้น [3] เป็นราชวงศ์สมมติ ไม่มีในประวัติศาสตร์จริง แต่ผู้เขียนใช้อ้างอิงสภาพบ้านเมือง ประเพณี วัฒนธรรม ระดับความเจริญและเทคโนโลยีจากยุคสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ซึ่งเป็นช่วงประมาณ ค.ศ. 960 - 1127
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD