บทที่ 25 แผ่นดินไหว 1

931 Words
สายลมเย็นพัดแรงมาหนึ่งระลอกกระทบผิวหน้า ทำให้คนที่ได้หลับสนิทเต็มตื่นไปเกือบชั่วยาม[1] ลืมตาตื่นขึ้น พร้อมรู้สึกถึงตักนิ่มที่หนุนนอนอยู่ เจ้าของตักนั่งมองเหม่อไปที่สระบัวด้านหน้า อยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง ดวงตาที่เหม่อไปไกลดูเศร้า ลมพัดผ่านมาอีกระลอก พัดเอาเส้นผมยาวปลิวสยาย เป็นความงามที่ดูเศร้าจนเขารู้สึกได้ “ซีซี...เจ้าคิดอะไรอยู่” จ้าวรั่วซีสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเรียกให้ตื่นจากภวังค์ ก้มลงมองชายหนุ่มบนตัก “ตื่นแล้วหรือเพคะ รู้สึกสดชื่นขึ้นไหมเพคะ” “ดีมากเลย ไม่ได้หลับสนิทแบบนี้มานานแล้ว ขอบใจเจ้ามาก” เขายันตัวลุกขึ้น มานั่งข้างๆ เธอ “ทำเจ้าเมื่อยขาแย่ ทำไมไม่ปลุกข้า” “เห็นฝ่าบาทหลับสนิท อยากให้ทรงพักบ้างเพคะ เมื่อสักครู่นี้ท่านลู่เจ๋อมา ฝากจดหมายไว้ให้ฝ่าบาทเพคะ” แล้วเธอก็หยิบส่งให้ เขารับไปอ่านแล้วก็พับเก็บไป “เมื่อสักครู่เจ้าคิดอะไรอยู่ บอกข้าได้หรือไม่” “ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยเพคะ คิดถึง...พ่อ... คิดถึงชีวิตข้างหน้า ไม่รู้จะเป็นอย่างไร” ปลายเสียงเครือด้วยอารมณ์ที่ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความ ‘เดียวดาย’ “เมื่อเจ้า...ได้กลับไป” เขารู้สึกใจหายกับประโยคนี้ ไม่อยากจะนึกถึงเลยด้วยซ้ำ “เจ้าจะทำอะไรต่อไป คิดไว้บ้างหรือไม่” “หม่อมฉันก็คงสานต่อในสิ่งที่พ่อเริ่มไว้เพคะ หม่อมฉันไม่กลัวอำนาจมืดทั้งหลาย ถึงมันจะพรากไปแล้วทั้งแม่...แล้วก็พ่อ...อย่างมากหม่อมฉันก็ได้ไปอยู่กับท่าน ณ ที่ใดที่หนึ่ง” หญิงสาวตอบด้วยน้ำตาคลอ ...ซีซีคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกินค่ะ “เจ้ามี...เอ่อ...ใคร...ที่รอเจ้าอยู่ที่โน่นหรือไม่” เขากลั้นใจถามไป “ถ้าฝ่าบาทหมายถึง ‘คนรัก’ แบบที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน หม่อมฉันไม่มีใคร แล้วจริงๆ แล้วหม่อมฉันก็...ไม่เหลือใคร เรียกได้ว่า ไม่มีแม้แต่ครอบครัวด้วยเพคะ” คำตอบสะเทือนใจตนเองจนน้ำตาเอ่อคลอดวงตาโตหวานนั้น “เมื่อสักครู่ ที่ทรงถามว่าคิดอะไรอยู่ หม่อมฉันแค่รู้สึกว่าชีวิตหม่อมฉัน ‘ไม่มีใครเหลือ’ เลย...” เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อไป “...ที่โน่น...มีคนรู้จักมากมาย แต่คนที่รักและหวังดีกับหม่อมฉันมีเหลือเพียงคุณอาสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทของพ่อ เห็นหม่อมฉันมาตั้งแต่เกิด นอกนั้นก็ไม่มีใคร ส่วนที่นี่...นอกจากฝ่าบาท ท่านลู่เจ๋อ เหม่ยลี่ ท่านพ่อบ้าน หม่อมฉันก็ไม่รู้จักใครอีกเลย มันก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตต่อไปจะต้องอยู่อย่างไร ต้องทำอะไร และมันจะโดดเดี่ยวขนาดไหนเพคะ” มือใหญ่วางลงบนมือเรียว แล้วบีบให้กำลังใจ “อยู่ที่นี่ เจ้ามีข้าเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งพิง ถึงเจ้าจะมีคนรู้จักเพียงสี่คน แต่เป็นสี่คนที่มั่นใจได้ว่าจะเป็นเพื่อนให้เจ้าได้” ...ข้ายังเป็นครอบครัวให้เจ้าได้ หากเจ้าเลือกที่จะอยู่... ความในใจที่ผุดขึ้นมาเองอีกประโยค ที่แม้แต่ตัวเขาเองยังตกใจ ดอกกล้วยไม้สีขาวดอกหนึ่ง ถูกสายลมพัดปลิวมาตกลงบนตักจ้าวรั่วซี ทำให้เธอนึกได้ “ในจวนของฝ่าบาท มีดอกกล้วยไม้หลายพันธุ์ แต่ที่เห็นเยอะที่สุดน่าจะพันธุ์นี้ที่เป็นสีขาวนวล กลิ่นอ่อนๆ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะมาก กลิ่นหอมสดชื่น หม่อมฉันจะขอเก็บมาส่วนหนึ่งได้ไหมเพคะ” “เจ้าจะเอาไปทำอะไร” “หม่อมฉันอยากลองเอามาสกัดทำน้ำมันหอมผสมกับน้ำหมึกเพคะ ช่วงนี้ที่หม่อมฉันขอให้ฝ่าบาทสอนคัดตัวอักษรด้วยพู่กัน เลยคิดว่าหากเวลาคัด หมึกมันมีกลิ่นหอมด้วยน่าจะรื่นรมย์ดีเพคะ” “เจ้านี่ช่างประดิษฐ์นะ ไหนจะพู่กันไม้ไผ่ของเจ้า ไหนจะน้ำส้มเมื่อกลางวัน ที่...อร่อยมาก ได้สิ เจ้าอยากเก็บเท่าไหร่ก็เก็บไปได้เลย พันธุ์ที่ข้าเลือกมาปลูกในจวน ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ออกดอกเกือบทุกฤดู แม้กระทั่งฤดูหนาวบางปีก็มีดอกให้เห็นได้เหมือนกัน เจ้าสี่...เอ่อ ข้าหมายถึงองค์ชายสี่ ก็ทำหมึกกลิ่นดอกไม้ไว้ใช้เหมือนกัน รู้สึกจะเป็นดอกชงโค เป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของเขาเลย สีของหมึกก็จะไม่ดำสนิท แต่จะออกเป็นน้ำตาลเข้มจนเกือบดำมากกว่า ที่สำคัญกลิ่นติดกระดาษดีมาก จดหมายที่มาจากเจ้าสี่เปิดซองมาก็หอมแล้ว” “จริงเหรอเพคะ!” ดวงตาตื่นเต้นเป็นประกายแบบเด็กน้อยกลับมาอีกแล้ว “ฝ่าบาท...ช่วยขอสูตรมาให้หม่อมฉันทำบ้างได้ไหมเพคะ” จากประกายตาอยากรู้อยากเห็น เปลี่ยนเป็นประกายตาปริบๆ อ้อนวอน จนเขาต้องหัวเราะ แล้วขยี้หัวเธออีกครั้ง ภาพของทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวคุยเล่น ทำให้คนเก่าคนแก่ที่อยู่กับองค์ชายมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ต้องยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน เวลานี้ทั้งจวนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะพระสนมจ้าว ทำให้องค์ชายเปลี่ยนไป จากที่ทรงเคร่งขรึม จริงจัง เริ่มมีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และมีความอ่อนโยนมากขึ้น พวกเขาคิดว่าคงอีกไม่นานตำแหน่งพระชายาคงไม่ว่างอีกต่อไป *** --------------- เชิงอรรถ: [1] หนึ่งชั่วยาม = ประมาณสองชั่วโมง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD