อาคารไม้สองชั้นหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ ตกแต่งอย่างเรียบง่าย บริเวณด้านหน้าตั้งแต่ประตูโค้งทางเข้า เปิดโล่งกว้าง อบอุ่นด้วยต้นไป๋อวี้หลาน[1] ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ความร่มรื่นกับโต๊ะหินโคนต้น พร้อมดอกสีขาวที่ผลิบานตลอดฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ดูสดใส สว่าง มีสระน้ำเล็กๆ ด้านข้าง ทุกด้านมีกำแพงหินสูงเกินศีรษะคนเล็กน้อย แต่โอบล้อมด้วยต้นไม้สูงอีกชั้นหนึ่งที่ให้ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยอย่างยิ่ง เมื่อเดินผ่านประตูโค้งที่เป็นทางเข้าออกเพียงทางเดียวเข้ามาแล้ว แทบจะสามารถลืมไปได้เลยว่า ณ เรือนชู่ซิน แห่งนี้คือส่วนหนึ่งของ จวนหลานอวิ๋น ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่จนอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘วัง’ ขนาดย่อมๆ ก็ไม่ผิดความจริงไปนัก เพียงแต่อาณาเขตของเรือนชู่ซินที่เหมือนบ้านธรรมดาๆ นี้ กลับเป็นส่วนที่พักส่วนพระองค์ของ ‘องค์ชายไป๋หลงหลาน’ หรือพระราชโอรสองค์ที่สองแห่งฮ่องเต้ไป๋อี้เฉิน
“องค์ชายทรงตื่นบรรทมหรือยัง” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สอบถามพ่อบ้านที่กำลังจัดเตรียมโต๊ะเสวย ด้วยเสียงแสดงความรีบเร่ง
“ตื่นแล้ว เจ้ามีอะไรลู่เจ๋อ มาหาข้าแต่เช้า มาทานอาหารเช้าด้วยกันเลย” เสียงทุ้ม นุ่ม หากทรงไปด้วยอำนาจดังออกมาจากทางห้องด้านใน เพียงครู่เดียวองค์ชายหนุ่มเจ้าของเสียงก็ปรากฏกายในห้อง
“กราบทูลองค์ชาย เมื่อเช้ามืด ทหารเวรพบหญิงสาวผู้หนึ่งหมดสติอยู่ด้านนอกขอบรั้วต้นไม้ของเรือนชู่ซินนี้ ตอนนี้นำร่างไปไว้ในคุกชั่วคราวพระเจ้าค่ะ” ชายหนุ่มร่างกายค่อนข้างสูงโปร่งกล่าวทันทีที่องค์ชายเปิดประตูเสด็จออกมา
“หญิงสาว?...แล้วเข้ามาได้อย่างไร มีทหารเวรยามอยู่ตลอด แล้วเจ้าบอกว่านาง...หมดสติ?”
“ตอนทหารไปพบ นางนอนหมดสติอยู่ที่ริมรั้วต้นไม้ของเรือนด้านทิศตะวันออก หม่อมฉันสอบถามเบื้องต้น ทหารเวรยามจากทุกจุดไม่มีใครพบเห็นผู้ใด หรือแม้แต่สิ่งผิดปกติใดก็มิมีรายงานเลยพะย่ะค่ะ”
“อืม...แปลก ถ้าผ่านทหารยามของเจ้าเข้ามาได้โดยไม่มีใครเห็น แสดงว่ามีฝีมือสูงส่งพอตัวทีเดียว แต่ทำไมถึงมาหมดสติอยู่ได้ บาดเจ็บมาหรือไม่ แล้วนางได้สติหรือยัง”
“ตอนที่กระหม่อมไปดู ก่อนจะมารอรายงานฝ่าบาท นางยังไม่ได้สติพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันเขย่าร่างนางก็ไม่ตื่น แต่เท่าที่ดูไม่มีบาดแผลและยังมีลมหายใจปกติพระเจ้าค่ะ”
“เจ้าเอานางไปขังคุกไว้แล้วใช่ไหม งั้นก็ทานอาหารเช้ากับข้าก่อน แล้วเดี๋ยวไปดูพร้อมกัน”
***
แสงสว่างยามรุ่งอรุณลอดผ่านช่องเล็กๆ ตกกระทบเปลือกตาบาง ปลุกจ้าวรั่วซีให้ตื่นจากการหลับใหล และเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญในความฝันที่เธอเพิ่งจากมา หญิงสาวค่อยลืมตา แล้วก็ต้องยกมือป้องทันที ด้วยแสงจ้าสว่างส่องตรงเข้าเต็มลูกตา เมื่อขยับร่างจะพลิกตัวหลบจากแสง ก็พบว่าเธอไม่ได้นอนบนที่นอนนุ่ม หากเธอนอนอยู่บนเตียงไม้ ที่สุดแสนจะแข็งกระด้าง จะเรียกว่าเตียงยังไม่ค่อยจะถูกต้อง จริงๆ มันเป็นแค่แคร่ไม้ไผ่ที่ทั้งสาก ทั้งแข็งเท่านั้นต่างหาก
เธอผุดลุกขึ้นมานั่งด้วยความตระหนก หันมองไปรอบด้าน สภาพแวดล้อมก็ดูแปลกตาอย่างยิ่ง นี่มันไม่ใช่ห้องนอนของเธอ! ทั้งห้องมีขนาดไม่เกินสองคูณสองเมตร มีเพียงผนังห้องด้านในสุดเท่านั้นที่เป็นผนังอิฐก่อหยาบๆ รอบด้านทั้งซ้ายขวาและด้านหน้าเป็นลูกกรงทำด้วยไม้ สภาพแบบนี้....นี่มันคุกชัดๆ!! คุกที่เหมือนกับที่เคยดูในซีรี่ส์โบราณด้วย
มันอะไรกัน! มันคือที่ไหน หญิงสาวเริ่มตื่นตระหนก...นี่เรา...เข้ามาอยู่ในฝัน หรือเราย้อนเวลามาในอดีตกันแน่นะ? เธอหยิกแขนตัวเองอย่างแรง หากก็เจ็บจนเนื้อเป็นจ้ำสีแดง ไม่...มันไม่ใช่ความฝัน
เสียงฝีเท้าคนเดินเรียกความสนใจของจ้าวรั่วซีจากความคิด ความตระหนก เงยหน้ามองลอดลูกกรงไม้นั้นออกไป เห็นชายหนุ่มแต่งกายเหมือนทหารโบราณเดินผ่านหน้าห้องไป ดูลักษณะเหมือนกับเป็นการเดินเวรยาม เธอจึงรีบถลาวิ่งไปเกาะลูกกรงเรียกเขา
“พี่ชาย...พี่ชาย”
เขาหยุด แล้วเดินย้อนกลับมา ใบหน้าเฉยเมย ไร้อารมณ์ มีเพียงคิ้วที่เลิกขึ้นเล็กน้อย ที่น่าจะแปลได้ว่า ‘มีอะไร’
“ที่นี่ที่ไหนคะ แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ใครพามา”
เขาขมวดคิ้ว ตอบด้วยเสียงห้วน “แอบเข้าจวนมา เจ้าก็ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าที่นี่ที่ไหน รอท่านลู่เจ๋อมาสอบสวนเองก็แล้วกัน” แล้วเขาก็เดินจากไป
ลู่เจ๋อ...ใครกัน? แล้วเราแอบเข้าจวน..จวนเหรอ? จวนของใคร...แล้วเรามาได้ยังไงกัน?
ในขณะที่เธอยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้เลยว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วนี่มันฝันหรือความ เป็นจริงกันแน่ ประตูด้านหน้าห้องก็เปิดออกโดยนายทหารอีกคน แล้วก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่ชุดผ้าไหมเนื้อดี หากเรียบง่ายไร้ลวดลาย สีครามเจือสีหมอกจาง แขนเสื้อกว้างทิ้งชายยาว ที่เอวผูกด้วยสายคาดผ้าสีหม่น มีเพียงป้ายหยกสีขาว และถุงเครื่องหอมใบเล็กที่มีกลิ่นอ่อนๆ ของดอกไป๋อวี้หลานเท่านั้น
เขามีใบหน้าคมคาย ดวงตารูปเม็ดอัลมอนด์ค่อนข้างโต สันจมูกโด่ง สันกรามที่เด่นชัดเป็นกรอบโครงหน้าที่ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาจนเผลอจ้องมองเขาดั่งต้องมนต์สะกด
เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ อากาศรอบๆ ข้างกลับเปลี่ยนไป เสมือนมันควบแน่น อึดอัดจนเกือบหายใจไม่ออก ทั้งใบหน้าและการแต่งตัวให้ความสง่างาม อ่อนโยน หากบุคลิกและแววตากลับทรงอำนาจ ดูเคร่งขรึมถึงขั้นดุ จนทำให้รู้สึกเหมือนร่างเธอจะเหลือเพียงตัวเท่ามด เกรงกลัวจนต้องหลุบสายตาลง เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยทีท่าองอาจ หน้าเกรงขาม และดูจะเป็นที่เคารพนบนอบจากทุกคนในสถานที่นี้ แค่นี้ก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาต้องเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ นายใหญ่ หรือเจ้าของที่แห่งนี้แน่นอน
จ้าวรั่วซียังคงยืนนิ่งๆ เหมือนต้องมนต์สะกด ด้วยสายตาที่เข้มดุนั้น หรือพลังอำนาจที่แผ่กระจายจากชายหนุ่มก็ไม่สามารถบอกได้ จนกระทั่งเขาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหน้า ห่างจากตัวเธอไปเพียงช่วงแขนเท่านั้น
“บังอาจ! ยังไม่คุกเข่าคารวะองค์ชายอีก” เสียงทหารที่เดินตามมาตวาดเสียงดังใส่หญิงสาว
เธอสะดุ้งสุดตัวกับเสียงนั้น แววตาฉายแววหวาดกลัวระคนกับความสับสน จนทหารคนนั้นเดินอ้อมมา แล้วกดบ่าของเธอให้ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น จนหัวเข่าเธอกระแทกกับพื้นหินเจ็บแปลบ จนน้ำตาคลอ
“เจ้าชื่ออะไร เป็นใคร เข้ามาทำอะไรในจวนข้า และใครส่งเจ้ามา” เป็นเสียงคุณชายคนนั้นถามเธอด้วยเสียงเข้ม ดุไม่แพ้สายตาเลย
“ที่นี่ ที่ไหนคะ” เธอเงยหน้าถามเขา หากทันทีที่เธอถาม นายทหารคนที่ผลักให้เธอคุกเข่าก็ตวาดใส่เธออีกครั้ง
“บังอาจ องค์ชายรับสั่งถามก็ตอบสิ” พร้อมกับเข้ามาใกล้ เงื้อมือขึ้นเหมือนจะตบหน้าเธอ
“หยุด!” คุณชายผู้นั้นกลับใช้มือของเขาคว้ามือนายทหารนั้นเอาไว้ก่อน “เจ้ายังไม่รู้อะไรจากนางเลย ก็จะตบตีเสียแล้ว”
“ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ” เขาโค้งคำนับแล้วถอยห่างออกไป
ระหว่างนั้น จ้าวรั่วซีที่นั่งคุกเข่าอยู่ สายตาเธอจึงอยู่ในระดับเดียวกันกับป้ายหยกที่แขวนห้อยจากผ้าคาดเอวของคุณชายท่านนี้ ป้ายหยกสีขาวแกะสลักเป็นรูปมังกรพันกล้วยไม้ ห้อยยาวบนอาภรณ์ของเขา เพราะมันเป็น รูปแกะสลักที่สวยงาม เธอจึงจำมันได้แม่นยำ ‘รูปสลักบนด้ามมีด’ ที่ฆาตกรใช้ฆ่าคุณลุงในฝันคนนั้น!
เธอหวนรำลึกถึงภาพฝันก่อนจะตื่นขึ้นมา ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝันถึงเหตุการณ์นี้ เธอฝันเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ฝันครั้งนี้เธอได้เห็นรายละเอียดเสมือนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ไม่ใช่การมองเหมือนดูละครในทีวีเหมือนครั้งก่อนๆ...
ในฝันนั้น...ภาพชายชราคนเดิม ภาพเหตุการณ์เดิมกลับมาในมโนภาพของจ้าวรั่วซีอีกครั้ง ... นี่เราอยู่ในฝันใช่ไหมนะ? เธอเห็นชายชราผู้นั้น เดินเข้ามาในห้องใหญ่ แล้วนั่งที่โต๊ะกลมกลางห้อง เปิดหนังสืออ่าน พร้อมรินน้ำชาดื่ม แต่ครั้งนี้...มันดูเหมือนจริงเหลือเกิน เหมือนเธอยืนอยู่ใกล้เขามากๆ ขนาดเห็นชื่อหนังสือที่เขาอ่านเลยทีเดียว เพียงชั่วอึดใจ อาการที่เหมือนเจ็บหน้าอกเฉียบพลันก็เกิดขึ้นตามที่เธอเคยเห็นแล้ว เขารีบยืนขึ้น พยายามหาคนช่วย หากร่างกับโอนเอน และล้มหงายหลังลงสิ้นสติไปในทันใด เธอยื่นมือไปจะพยุงเขา หากเหมือนเป็นฉากภพที่เหลื่อมซ้อนกัน ทำให้เธอคว้าเอาตัวเขาไว้ไม่ได้ เหมือนตวัดมือไปคว้าอากาศเท่านั้น และด้วยสายตา แพทย์นิติเวชของเธอ เธอคิดว่า เขาหัวใจวาย เสียชีวิตในช่วงนาทีก่อนหน้าที่จะล้มลงไปแล้ว
หลังจากที่ชายชราผู้นั้นล้มลง เพียงชั่วอึดใจ ชายชุดดำปิดหน้าที่หลบอยู่ที่มุมมืดของห้อง ก็เดินออกมา หญิงสาวไม่สามารถหลบได้ทัน เธอตกใจกลัวจนตัวแข็ง ไม่สามารถก้าวขาหลบหลีกไปได้ หากชายชุดดำกลับไม่เห็นเธอที่ยืนอยู่ตรงนั้น เขาเดินผ่านหน้าเธอไปแบบฉิวเฉียด จนเธอต้องเซหลบถอยหลังไปสองก้าว เขารุดเดินไปหยุดยืนอยู่เหนือร่างที่นอนแน่นิ่งที่พื้นห้อง จากนั้นก็เหมือนเหตุการณ์ในฝันครั้งก่อนๆ เขาหยิบเอามีดสั้นออกมา โยนปลอกทิ้งไว้ แล้วจ้วงแทงไปที่ศพของชายชราถึงห้าครั้งด้วยกัน แล้วเดินนำมีดสั้นเปื้อนเลือดนั้นไปวางไว้ที่พื้นริมหน้าต่าง จากนั้นเดินกลับมาที่บริเวณโต๊ะกลางห้อง ใช้เท้าถีบเก้าอี้ให้ล้มจนเกิดเป็นเสียงดัง แล้วใช้มือโหนตัวเองกระโดดออกนอกหน้าต่างหนีไป
สักครู่ คนรับใช้ในบ้านก็วิ่งเข้ามาพบศพนายท่าน ทั้งบ้านจึงเกิดความตื่นตระหนก โกลาหล ได้ยินว่ามีคนสั่งให้ไปตามฮูหยินมา หนุ่มรับใช้อีกคนก็วิ่งไปหยิบมีดสั้นเปื้อนเลือดที่เขาบอกว่าคนร้ายน่าจะทำหล่น เอาไว้ตอนรีบปีนหน้าต่างหนีไป ในฝันคราวนี้ เธออยู่ใกล้ชิดจนสังเกตเห็นรายละเอียดของหยกแกะสลักรูปมังกรพันดอกกล้วยไม้ที่ฝังอยู่บนด้ามมีดนั้นอย่างประณีต เธอได้ยินพวกเขาพูดกันว่า ลวดลายแกะสลักบนด้ามมีดนั้น เป็นตราประจำพระองค์ขององค์ชายรอง “ไป๋หลงหลาน” แสดงว่าฆาตกรต้องเป็นคนขององค์ชายรอง
-----------------------------
เชิงอรรถ
[1] ต้นไป๋อวี้หลาน (White Magnolia) หรือ ต้นแมกโนเลีย พันธุ์ดอกสีขาว