หวงเฉิงเยี่ยนติดธุระค้าขาย เขาจึงส่งลูกสาวกลับมาก่อนเพื่อร่วมงานเทศกาลชมดอกไม้
แม่บุญธรรมจับเย่อิงแต่งตัวตั้งแต่เช้า นางลงทุนแต่งหน้าให้เย่อิงด้วยตนเอง สาวใช้หลายคนช่วยกันเกล้าผมอย่างยากลำบาก ผมของเย่อิงทั้งหยิกหนาและยาวระสะโพก แม้สาวใช้จะพยายามหวีรวบอย่างไรก็จัดไม่ได้ทรง สุดท้ายจึงต้องใช้ผ้าคลุมผมปกปิดไว้
ชัวฮูหยินมองใบหน้าลูกสาวบุญธรรมแล้วได้แต่ทอดถอนใจ นางบรรจงแต่งหน้าอย่างประณีตที่สุด หากยังออกมาไม่งามดั่งใจ ใบหน้าของเย่อิงช่างแต่งแต้มยากเหลือเกิน หวังว่าคงมีชายสักคนมองผ่านภายนอกเห็นความสามารถอันเหนือล้ำของเย่อิงบ้าง
.........................................
บุตรีอัปลักษณ์ของหวงเฉิงเยี่ยนถูกปิดบังใบหน้าดำคล้ำด้วยผ้าบาง แม้เห็นรำไร หากมองระยะใกล้ก็พอทราบว่าสตรีผู้นี้ไม่งดงามนัก
เมื่อถึงกำหนดเวลาเย่อิงเล่นกู่ฉิน ลำนำเพลงแปลกหูดังกังวาน สะกดผู้คนเหลียวมามองต้นเสียง ผู้ร่วมงานหยุดกิจกรรมหันมามองดรุณีบรรเลงกู่ฉิน ต่างตั้งใจสดับฟังเพลงดั้งเดิมผสมผสานทำนองต่างถิ่นอย่างลงตัว คนทั่วไปสะดุดหูเพราะท่วงทำนองแปลกประหลาด หากผู้ลึกซึ้งด้านดนตรีตระหนักถึงพรสวรรค์อันล้ำเลิศของดรุณีอัปลักษณ์
กังวานเสียงก้องดังไกล เพราะผู้คนหยุดเสียงลงเพื่อฟังบทเพลงของนางธรรพ์ ผู้ขับกล่อมดนตรีบนทิพย์วิมาน แว่วเสียงกู่ฉินทำนองเสนาะกระทบโสต ขงเบ้งเงยหน้ามองตามเสียง
บัณฑิตรูปงามกับบังทองเพื่อนรัก รวมกลุ่มสนทนากับขุนนางผู้พยายามฝากฝังบุตรีกับขงเบ้ง ทั้งกลุ่มหยุดฟังจนสิ้นบทเพลง
“นี่มันเพลงอะไรกัน ช่างแปลกประหลาดนัก จะว่าศึกอาชาไนย(ม้าศึก)ก็มิใช่” บังทองขมวดคิ้วขบคิด
“คล้ายกระบวนทัพอาชา แต่ใหญ่กว่าอาชา เคลื่อนทัพพิสดารมาก ช้าแต่หนักหน่วงทรงพลังยิ่งนัก” ขงเบ้งหมกมุ่นกับทำนองเพลงจนลืมเลือนบุตรีของขุนนางตรงหน้า
“ขงเบ้ง เจ้าชำนาญดนตรีกว่าข้านัก เจ้าลองคิดสิว่ามันคือกระบวนทัพของสิ่งใด” บังทองจนปัญญาจะคิดจึงปัดให้สหายสนิท
“สัตว์ที่คล้ายอาชา ตัวใหญ่กว่าอาชา ทรงพลังดั่งสัตว์เทพ อาจเป็น... กิเลน” ขงเบ้งลองคาดเดา
“กิเลนหรือ ใช่...น่าจะเป็นไปได้” บังทองเห็นด้วย
“บุตรสาวบ้านใดกัน สามารถบรรเลงเพลงได้เลิศล้ำเยี่ยงนี้” ขงเบ้งรำพึง
“เราไปดูกันเถอะ” บัณฑิตบังทองชวนสหายไปตามหานางธรรพ์เจ้าของเสียง
ขงเบ้งสาวเท้าตามบังทองไปยังจุดศูนย์กลางของนาง บัดนี้ เสียงดนตรีแปรเปลี่ยนเป็นเพลงสามัญทั่วไป
ดรุณีงดงามบรรเลงเพลงกลางวงล้อมงานเทศกาลบุปผา หากผู้คนแวดล้อมกลับโจษจันถึงนางธรรพ์คนก่อนหน้า ขงเบ้งกับบังทองจึงพอรู้ว่าดรุณีที่เล่นเพลงกิเลนคือบุตรีของหวงเฉิงเยี่ยน
ขงเบ้งแย้มยิ้ม บุตรีของบ้านท่านหวงงั้นรึ เห็นทีเขาต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนบ้านนั้นสักครา นอกเหนือจากไปหาสาวใช้เย่อิง ขงเบ้งมาดหมายจะสืบว่าดรุณีคนใดของบ้านท่านหวงเฉิงเยี่ยนคือผู้บรรเลงเพลงประหลาดกันแน่
.........................................
ณ สถานที่รับรองมุมหนึ่งของสวนบุปผา ซึ่งจัดให้บ้านสกุลหวงพักผ่อนเป็นส่วนตัว
วี่... วี่... วี่... เงียบเชียบ มิมีผู้ใดมาเยือนแม้สักครึ่งคน มีเพียงแมงหวี่แมงวันบินร่อนไปมา
มารดาบุญธรรมของเย่อิงยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเศร้าสลดมากขึ้น เย่อิงบรรเลงดนตรีเพราะพริ้งเหนือดรุณีอื่น ท่วงทำนองดนตรีสอดแทรกศึกยุทธหัตถี (ศึกชนช้าง) และศาสตร์พิชัยสงครามลงไปอย่างแยบคาย หากมิมีผู้ใดตระหนักรับรู้ถึงความหมายลึกซึ้งแห่งการจัดกระบวนทัพคชสาร
“เย่อิง งานเทศกาลหนหน้า เจ้าบรรเลงเพลงทั่วไปดีหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ หากมิสามารถเข้าใจบทเพลงยุทธหัตถีของข้า ก็มิสมควรเป็นคู่ครองข้า”
“จะให้คนเข้าใจบทเพลงของเจ้า คงต้องเป็นซัวหยงเท่านั้นกระมัง” มารดาบุญธรรมเอ่ยประชดประชัน นางหมายถึงปราชญ์ซัวหยงผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินของยุคนี้
“หากเป็นท่านซัวหยง ข้ายินดีเป็นภริยาอย่างเต็มใจเจ้าค่ะ”
เฮ้อ... ชัวฮูหยินถอนหายใจยาวเหยียด เด็กดื้อ อย่าว่าแต่ปราชญ์แห่งแผ่นดินเลย ชายหนุ่มสามัญทั่วไปยังมิมีชายใดต้องใจบุตรสาวบุญธรรมของนาง ทุกผู้คนล้วนชื่นชมเพลงบรรเลงของนาง หากมิต้องการเย่อิงเป็นภริยา
สาวใช้อาวุโสจากแดนไกลวัยชรา ติดตามแม่ของเย่อิงมาจากดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ นางขยับเข้ามาใกล้ชัวฮูหยินและกระซิบด้วยสำเนียงแปร่ง
“ฮูหยินเจ้าคะ เย่อิงเพิ่งออกงานเป็นครั้งแรก ความคาดหวังย่อมสูงส่ง หากนางรู้ว่ามิมีชายใดต้องการ สาวน้อยคงลดคุณสมบัติของชายผู้เป็นว่าที่สามีลงบ้าง” อารตีเอ่ยเตือนสติ
“เป็นอย่างเจ้าว่า” ชัวฮูหยินจึงสงบใจลงได้
“ฮูหยินเจ้าคะ ฮูหยินใหญ่บ้านสกุลซุนต้องการพบแม่นางเย่อิง” สาวใช้คนหนึ่งตะลีตะลานเข้ามาแจ้ง
“รีบเชิญเข้ามา” ชัวฮูหยินยินดียิ่งนัก
บ้านสกุลซุนเป็นตระกูลแม่ทัพ แม้มิใช่สายตระกูลหลักชื่อเสียงเกรียงไกร หากสาขาย่อยของตระกูลซุนแห่งเกงจิ๋วก็มีแม่ทัพนายทหารสามารถอยู่พอสมควร ไม่แปลกหากมีสักคนเข้าใจบทเพลงของเย่อิง
“ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ” มารดาบุญธรรมของเย่อิงเชื้อเชิญฮูหยินใหญ่บ้านสกุลซุนด้วยความยินดี
“รบกวนท่านแล้ว” ฮูหยินใหญ่ตระกูลซุนนั่งอย่างสำรวม “เมื่อครู่ลูกชายคนโตของข้าได้ฟังบทเพลงของเย่อิงแล้วประทับใจนัก เขาขอร้องให้ข้ามา...”
ชัวฮูหยินตั้งใจฟังอย่างตื่นเต้นจนดวงตาเบิกกว้างหัวใจเต้นรัว
“...ถามว่าครูสอนดนตรีคือผู้ใด เขาใคร่อยากเรียนบ้าง”
“คะ ?”
“หากไม่รังเกียจ ช่วยติดต่อครูดนตรีท่านนี้ให้บุตรธิดาของข้าบ้างจะได้หรือไม่”
“รังเกียจเจ้าค่ะ” ชัวฮูหยินถลึงตาใส่ฮูหยินตระกูลซุน
“ชัวฮูหยิน คือ...” ฮูหยินใหญ่สกุลซุนเอ่ยวาจาไม่ออก อาจเป็นนางเองที่เสียมารยาทมาไถ่ถามเรื่องครูดนตรีในเทศกาลหาคู่ เอ๊ย เทศกาลชมดอกไม้
“งะ-งั้นข้ามิกล้ารบกวนเจ้าค่ะ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ฮูหยินสกุลซุนหาทางปลีกตัว
“เชิญเจ้าค่ะ” ชัวฮูหยินผายมือไปยังทางออกอย่างไร้มารยาท ปกตินางไม่นิยมแสดงกิริยามารยาทเช่นนี้ แต่หนนี้นางเหลือทนจริงๆ
พอฮูหยินซุนพ้นสายตา แม่บุญธรรมของเย่อิงเอามือปิดหน้าพร่ำรำพัน
“หากท่านพี่กลับมา ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะบอกท่านพี่ได้เยี่ยงไรว่าบุตรีเย่อิงของท่านไม่มีชายใดเหลียวมอง”
เย่อิงกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เอาอีกแล้ว ท่านแม่เริ่มอีกคราแล้ว หนนี้น่าจะยาวไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงเป็นแน่แท้ ดรุณีน้อยคิดหาวิธีหลบหนี
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอออกไปเดินชมบุปผาได้หรือไม่”
“อะไรนะ เจ้ายังมีแก่ใจเดินชมดอกไม้อีกรึ” แม่บุญธรรมกรีดร้อง
“ชมบุปผาเจ้าค่ะ มิใช่ชมดอกไม้ ข้าจะได้ชมว่าบุตรีบ้านอื่นประพฤติตนเยี่ยงไร เผื่อข้าจะได้เลียนแบบมาบ้าง”
“เรื่องดี เป็นเรื่องดี เจ้าสมควรเลียนเยี่ยงบุตรีบ้านอื่นบ้าง อย่ามัวหมกมุ่นแต่เพียงตำรับตำราพิสดาร” แม่บุญธรรมโบกชายแขนเสื้อไล่เย่อิง
ดรุณีน้อยเผ่นแผ่วออกมาอย่างรวดเร็ว ข้ารอดแล้ว
.........................................
กว่าขงเบ้งจะปลีกตัวจากบรรดาแม่สื่อแม่ชักและบิดามารดาของบุตรีทั้งหลายมาได้ก็นานโข เขาสอบถามบ่าวรับใช้แถวนั้นว่าสถานที่พักรับรองของเศรษฐีสกุลหวงอยู่ที่ใด และเดินมาตามทางที่บ่าวรับใช้แจ้ง
บัณฑิตรูปงามสะดุดกึก เมื่อเห็นหญิงอัปลักษณ์นั่งยองเหม่อมองดอกไม้ริมทาง ถึงจะเห็นเพียงแผ่นหลัง มิได้เห็นใบหน้า เขาก็จำได้อย่างแม่นยำว่าเธอคือใคร ขงเบ้งแย้มยิ้มเปรมปรีดิ์ย่างเท้าเข้าไปหานาง
มิคิดว่าจะได้เจอก็ได้เจอ ช่างน่ายินดีนัก
.........................................
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า
“มิมีชายใดต้องการเย่อิง ยกเว้นขงเบ้ง”
.........................................