บทที่ 1

1696 Words
เยว่ไป๋ฮวา บุตรสาวคนโตของตระกูลเยว่ เงยหน้ามองเหล่าพี่น้องเล่นกันอย่างสนุกสนาน ด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง ก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือที่อยู่ในมือต่อ ไม่ได้สนใจคนกลุ่มนั้นอีก เด็กน้อยที่อายุเพียงสิบหนาว ไม่ไปเล่นสนุกกับเด็กรุ่นเดียวกัน แต่เลือกที่จะนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ไม่สนใจผู้ใด มารดาของนางจากไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทิ้งให้เด็กน้อยอยู่เพียงลำพังกับสาวใช้สองคน เพราะหลังจากที่มารดาจากไป คนใช้เก่าแก่ของมารดาก็ถูกขายออกไปจนหมด ปล่อยให้สองนายบ่าวดูแลกันเอาเอง เยว่อิงฮวา บุตรสาวคนรองของตระกูล ที่กำลังเล่นกับเหล่าพี่น้องอยู่ มองมาเห็นคนที่ตนเองไม่ชอบหน้า นั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกล ก็ชวนเหล่าพี่น้องมากลั่นแกล้งเยว่ไป๋ฮวา “เอามานี่!” เด็กสาวแย่งหนังสือจากมือของเยว่ไป๋ฮวา ก่อนจะโยนไปมาอย่างสนุกสนาน “อิงฮวา เอาหนังสือของพี่มานะ” เยว่ไป๋ฮวาพยายามเข้าไปแย่งหนังสือ จากมือของน้องสาวแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายโยนหนังสือของนางไปมา “เจ้ากล้าเรียกตนเองว่าพี่หรือ เกิดก่อนข้าไม่กี่เดือน อย่าริอ่านมาเป็นพี่สาวของข้า” เยว่อิงฮวาพูดอย่างถือดี หากไม่เพราะเยว่ไป๋ฮวา นางก็จะได้เป็นคุณหนูใหญ่ของจวน ตอนนี้แม้ว่ามารดาของนางจะได้ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่ แต่ตอนที่เกิด นางได้ชื่อว่าเป็นบุตรคนรองจากฮูหยินรอง “เอาหนังสือพี่มานะ” เยว่ไป๋ฮวาไม่ได้สนใจคำพูดของน้องสาว แล้วเข้าไปยื้อแย่งหนังสือจากน้องสาว “อยากได้ก็ลงไปเอา” เยว่อิงฮวาโยนหนังสือของเยว่ไป๋ฮวาลงไปในน้ำ แล้วหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เหล่าพี่น้องที่ติดตามเยว่อิงฮวามา ก็พากันหัวเราะอย่างชอบใจไม่ต่างกัน แม้จะเป็นพี่คนโตของตระกูลแล้วอย่างไร ในเมื่อไม่มีมารดาคอยหนุนหลัง พวกนางก็สามารถทำอันใดกับอีกฝ่ายก็ได้ เยว่ไป๋ฮวาเห็นเช่นนั้นก็ผลักน้องสาวล้มลงกับพื้น แล้วรีบวิ่งไปดูหนังสือที่ตกลงไปในน้ำ แต่ก็ไม่ทัน เพราะมันได้จมลงไปในน้ำแล้ว เยว่อิงฮวาร้องไห้เสียงดังเพราะถูกผลักจนล้ม สาวใช้ข้างกายจึงได้รีบวิ่งไปแจ้งนายหญิงของจวนทันที “เกิดเรื่องอันใดขึ้น” ฟางซินหรูเมื่อรู้ข่าวว่าบุตรสาวถูกรังแกจนร้องไห้ ก็รีบมาจัดการทันที ในจวนนี้ไม่กล้ามีผู้ใดลงมือกับบุตรสาวของนาง นอกจากนางเด็กไม่มีแม่ผู้นั้น “ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย พี่หญิงผลักข้าจนล้มเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่มาชวนไปเล่นด้วยกันเท่านั้น” เยว่อิงฮวาร้องไห้อย่างน่าสงสาร และกอดมารดาเอาไว้เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรมารดาก็ต้องจัดการเยว่ไป๋ฮวาให้ตน “เจ้ากล้ามากที่ทำร้ายบุตรสาวข้า” ฟางซินหรูมองไปที่ลูกเลี้ยงด้วยสายตามาดร้าย ก่อนจะสั่งลงโทษอย่างไม่คิดไต่สวน “โบยนางสิบไม้ แล้วกักบริเวณสิบวัน” นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเยว่ไป๋ฮวาไม่มีทางเริ่มก่อน แต่ในเมื่อกล้าทำบุตรสาวของนางบาดเจ็บ นางก็จะไม่ปล่อยไปง่าย ๆ “เจ้าค่ะฮูหยิน” จงซินรีบเข้ามาจัดการอย่างรู้หน้าที ทำการโบยเด็กสาวที่อายุเพียงสิบหนาวเต็มแรง เยว่ไป๋ฮวาทำได้เพียงข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ไม่ว่าจะเจ็บเพียงใดก็ไม่คิดที่จะร้องขอความเมตตา เพราะรู้ว่าร้องขอความเมตตาไปก็เท่านั้น คนพวกนี้ไม่มีทางเห็นใจนาง เมื่อลงโทษเสร็จก็ให้คนมาส่งตัวเด็กสาวที่เรือน โดยไม่คิดจะดูดำดูดี “คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” ลี่จินร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะสงสารเจ้านาย คนพวกนั้นทำรุนแรงไปมาก คุณหนูของนางก็อายุเพียงเท่านี้ เหตุใดต้องลงมือหนักเช่นนี้ด้วย “อย่าร้องไปเลย ทำแผลให้ข้าเถิด” นางถูกลงโทษจนชินชาไปเสียแล้ว ดีหน่อยที่มารดาของนางทิ้งสินเดิมเอาไว้มาก นางจึงมีเงินมากพอที่จะซื้อยาดี ๆ มารักษาตนเอง มิเช่นนั้นร่างกายของนางก็คงจะมีแต่รอยของแผลเป็น “คุณหนูไม่น่าไปยอมพวกนั้นง่าย ๆ เลยนะเจ้าคะ” ลี่จินยังอดที่จะบ่นไม่ได้ นางไม่อยากให้คุณหนูต้องมาทนทุกข์เช่นนี้อีก “หรือพวกเราจะไปแจ้งนายท่านดีเจ้าคะ” “ท่านพ่อน่ะหรือจะสนใจ ไม่ว่าฮูหยินใหญ่จะทำอันใดกับข้าเขาก็ไม่คิดตำหนิ ขอเพียงข้าไม่ตายเป็นพอ” บิดาไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของนางอยู่แล้ว ความเมตตาเดียวของเขา ก็คงจะเป็นให้นางสามารถดูแลสินเดิมของมารดา นอกนั้นเขาก็ไม่คิดจะสนใจ “เราจะต้องทนอยู่เช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” ลี่จินได้แต่ถอนหายใจ ไม่ว่ามองไปทางใดก็ล้วนแต่มืดสนิท ตระกูลเดิมนายหญิงก็ออกไปตั้งรกรากที่ต่างเมือง จะให้ไปขอความช่วยเหลือ ก็เกินความสามารถของเด็กเช่นนางมากไป “หากเจ้าไม่อยากอยู่ เจ้าก็สามารถไปได้เลย ข้าจะให้เงินเจ้าเพื่อไปตั้งตัว” นางรู้ดีว่าอยู่กับนางนั้นลำบาก ไม่รู้ว่าวันหน้าจะพบเจอเรื่องอันใดบ้าง หากเป็นไปได้นางก็ไม่อยากให้คนอื่นมาลำบากเพราะนาง “บ่าวไม่ไปไหนทั้งนั้น บ่าวจะอยู่สู้ไปกับคุณหนู” นางเป็นเด็กสาวที่อายุเพียงสิบห้าหนาวที่ไม่มีพ่อแม่ ออกไปก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งพาผู้ใด นางจะขออยู่รับใช้คุณหนูไปชั่วชีวิต หลังจากนั้นเยว่ไป๋ฮวาก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในเรือน แม้จะมีคนเข้ามากลั่นแกล้งก็ไม่สนใจ นางเป็นบุตรคนโตของตระกูล แต่ไม่มีน้องคนไหนเลยที่ให้เคารพนาง แม้แต่บุตรอนุก็สามารถมารังแกนางได้ แต่นางก็หาได้สนใจ และพยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด จนเมื่อถึงวันปักปิ่น งานปักปิ่นของเยว่ไป๋ฮวาถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เชิญเฉพาะตระกูลที่สนิทสนมเท่านั้น และนี่ก็จะเป็นครั้งแรกที่นางจะได้พบหน้าคู่หมั้นของตนเอง หลังจากที่ได้หมั้นหมายกันมาตั้งแต่ตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่ “คุณชายใหญ่เซี่ย” เยว่ไป๋ฮวาทักทายคู่หมั้นอย่างมีมารยาท นางพอจะมองออกว่าเขาไม่ค่อยจะสนใจในตัวนาง แต่นางก็ไม่ได้สนใจ เพราะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว พวกเราสองคนก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี พอใจหรือไม่แล้วอย่างไร สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดขัดคำสั่งของบิดามารดาได้อยู่ดี “เชิญคุณหนูใหญ่เยว่นั่งก่อน” เซี่ยเหยียนไห่ผายมือเชิญคู่หมั้นของตนเองให้นั่งลง ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม ไม่ได้สนใจเลยว่าคู่หมั้นสาวจะมีสีหน้าอย่างไร “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เยว่ไป๋ฮวานั่งลงตามคำเชิญของคู่หมั้น และบทสนทนาของทั้งสองก็จบลงเพียงเท่านั้น ไม่มีผู้ใดคิดอยากชวนคนตรงหน้าคุยเลยสักนิด ท่าทีเมินเฉยของทั้งสองล้วนตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้อาวุโส แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะงานแต่งครั้งนี้ล้วนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าทั้งสองจะเต็มใจหรือไม่ อย่างไรก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี เยว่อิงฮวามองว่าที่พี่เขยด้วยสายตาที่หลงใหล คิดไปว่าหากตนเองเกินมาเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูล ก็จะได้แต่งงานกับเขาใช่หรือไม่ ยิ่งคิดเช่นนั้น ความเกลียดชังที่มีต่อเยว่ไป๋ฮวาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น นางอยากเป็นคนที่ได้แต่งงานกับเขา นางอยากเป็นฮูหยินเอกของเขา รุ่งเช้าเยว่อิงฮวาก็ให้คนไปเรียกพี่สาวมาพบที่ศาลาริมน้ำ บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องการที่จะสนทนาด้วย “มีเรื่องอันใดหรือ” เยว่ไป๋ฮวาแม้ว่าจะไม่ได้อยากไปตามคำเชิญของน้องสาว ก็จำต้องไป เพราะหากนางไม่ไป อีกฝ่ายก็จะให้คนมาลากตัวของนางไปอยู่ดี “เจ้าไปขอถอนหมั้นเสีย ข้าจะเป็นคนแต่งงานกับพี่เหยียนไห่เอง” เยว่อิงฮวาบอกอย่างไม่อ้อมค้อม นางจะต้องเปลี่ยนตัวคนแต่งงานให้ได้ “หากเจ้าอยากแต่ง ก็ไปบอกท่านพ่อเอาเอง” เยว่ไป๋ฮวาปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด นางไม่อยากเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย หากอยากแต่งก็ไปจัดการเอาเอง นางไม่ขอยุ่งด้วย “เจ้ามันดื้อด้าน” เยว่อิงฮวาพูดอย่างโมโห “จับนางโยนลงไปในน้ำ” นางสั่งให้จับเยว่ไป๋ฮวาโยนลงไปในน้ำ ตอนนี้เข้าช่วงเหมันตฤดู ทำให้อากาศและน้ำค่อนข้างเย็น เยว่ไป๋ฮวาถูกให้แช่อยู่ในน้ำกว่าครึ่งชั่วยาม ก่อนจะถูกพาขึ้นมาจากน้ำ เพราะเยว่อิงฮวารู้ดีว่าขีดจำกัดอยู่ที่ใด “ช่วยนางขึ้นมา อย่าให้นางตาย” นางรู้อยู่แก่ใจว่าไม่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามแทงใจผู้นี้ได้ มิเช่นนั้นบิดาต้องจัดการนางเป็นแน่ หญิงสาวเดินกลับเรือนของเองด้วยสภาพทุลักทุเล ร่างกายของนางทนไม่ไหวจึงได้สลบลงที่หน้าเรือน “คุณหนู” ลี่จินเห็นเจ้านายนอนสลบอยู่ที่หน้าเรือน ก็รีบเข้ามาดูอย่างร้อนใจ เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายนอนตรงนี่มานานเพียงใดแล้ว เยว่ไป๋ฮวารักษาอาการป่วยอยู่เกือบครึ่งเดือน กว่าจะหายเป็นปกติ แต่ก็ไม่มีผู้ใดมาสนใจ นอกจากสาวใช้ที่เติบโตมาด้วยกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD