@หลายเดือนต่อมา
@โรงเรียนประถมคันคาย
“อย่าดื้ออย่าซนนะครับ แล้วตอนเย็นแม่จะให้ยายมารับ” พิมพ์มาดาแวะส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้า ก่อนจะขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน เข้าวันที่สามแล้วของการเปิดเทอมใหม่
ลูกชายเธอขึ้นชั้นอนุบาลหนึ่งที่โรงเรียนประถมคันคาย ซึ่งก่อนหน้านั้นเรียนเตรียมอนุบาลที่โรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก
เด็กชายตัวน้อยทำหน้าเศร้า ทำตาปริบ ๆ เพราะไม่อยากมาโรงเรียน อยู่ที่บ้านสนุกกว่าตั้งเยอะ
“เขต...”
“ค้าบ...เขตจะไม่ดื้อไม่ซน เป็นคนดีของแม่กับยายค้าบ”
“ดีมาก” พิมพ์มาดาได้ยินอย่างนั้นโล่งใจ ดีที่ลูกชายของเธอว่าง่าย ก็ตามประสาเด็ก อาจมีงอแงบ้างเป็นธรรมดา
นั่งยอง ๆ ลงที่ด้านล่าง สำรวจความเรียบร้อยให้ลูกชาย
มีผ้ากันเปื้อนสีชมพูสวมทับเสื้อนักเรียนสีขาว กระดุมเสื้อติดกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน สวมรองเท้าหนังเทียมสีดำ กับถุงเท้าที่ขาวสะอาดเพราะคนเป็นยายซักมือให้ สะอาดเอี่ยมอ่องตั้งแต่หัวจรดเท้า
ลูกชายเธอเป็นคนผิวพรรณขาวสะอาด เพราะทั้งเธอและพ่อของลูกเป็นคนผิวขาวกันทั้งคู่ เขตจึงมีผิวที่ขาวมาก แถมริมฝีปากยังเป็นสีชมพู
“แม่ต้องไปทำงานแล้วนะครับ เย็นนี้เจอกันนะครับ”
“อ่าหะ” เขตพยักหน้ารัว ๆ ก่อนจะโบกมือให้แม่แล้วเดินเข้าห้องเรียนไป
ส่วนคนที่กำลังจะไปทำงาน กลับต้องตกใจเมื่อเห็นใครบางคนยืนมองมาทำท่าทางสงสัย
“พิมพ์”
“อะ...อาจารย์ปราชญ์...” หญิงสาวในชุดพนักงานของห้างสรรพสินค้าทำตัวไม่ถูก พอนึกขึ้นได้จึงรีบยกมือไหว้อีกฝ่ายไป
“สวัสดีค่ะ” บอกพร้อมใจที่เต้นแรง เธอรู้จักอาจารย์ปราชญ์ เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นญาติกับคนที่เธอเคยสนิท แถมอาจารย์ยังรู้เรื่องราวของเราทั้งคู่ดีว่าเธอกับ ‘นายแพทย์อาณาจักร แสนร้าย’ อยู่ในสถานะไหนกัน
“มาส่งใครเหรอครับ” เขาเห็นพิมพ์มาดาคุยกับเด็กน้อย พอเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ เด็กคนนั้นกลับเดินเข้าห้องเรียนไปเสียแล้ว เลยไม่ทันได้พูดคุย
เมื่อหลายปีก่อนเขาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของอาณาจักร ว่ายุติความสัมพันธ์กับพิมพ์มาดาในฐานะผู้ซื้อกับผู้ขายแล้ว เพราะหญิงสาวมีความตั้งใจจะลงไปทำงานกรุงเทพหลังจากเรียนจบ จากนั้นเขาก็ไม่ได้เจอหน้าฝ่ายนี้อีกเลย
จนกระทั่งวันนี้ ผ่านมาแล้วหลายปี เขาเพิ่งได้เจอหน้าพิมพ์มาดาเป็นครั้งแรก อย่าบอกนะว่าอีกฝ่ายแต่งงานมีลูกแล้ว
“อะ...เอ่อ...” คนตัวเล็กทำตัวไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะบอกอีกฝ่ายยังไงดี ถ้าเธอบอกว่ามาส่งลูก อาจารย์ปราชญ์จะถามต่อไหมว่าใครคือพ่อของเด็ก
แต่ถ้าบอกว่ามาส่งหลาน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องรู้อยู่ดี เพราะลูกชายเธอต้องเรียนที่นี่ไปจนกว่าจะจบป.6
“พิมพ์มาส่งลูกค่ะ” พิมพ์มาดาตัดสินใจบอกออกไปตรง ๆ เพราะคิดว่ามันไม่ได้เสียหายอะไร
“มาส่งลูก?”
พิมพ์มาดาพยักหน้า ทำเอาคนที่ได้ฟังคำตอบชัด ๆ ถึงกับพูดไม่ออก ทว่าความอยากรู้ทำให้ต้องถามออกไป
“พิมพ์แต่งงานแล้วเหรอครับ”
“ค่ะ แต่พิมพ์เลิกกับพ่อของลูกไปแล้วนะคะ”
“อ๋อ...” อาจารย์หนุ่มพยักหน้า กำลังจะถามว่าพ่อของเด็กคือใคร แต่พิมพ์มาดากลับเอ่ยดักทางเหมือนรู้ว่าเขาจะถาม
“พี่เสียใจด้วยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ งั้นพิมพ์ไปทำงานแล้วนะคะ พอดีต้องรีบไปเข้างานค่ะ” รีบยกมือไหว้อีกฝ่ายแล้วเดินจากไป ทว่ากลับได้ยินคนข้างหลังเรียกชื่อ
“เออเดี๋ยวพิมพ์!”
หญิงสาวหลับตาลงนิ่ง ก่อนจะพยายามทำตัวไม่ให้อีกฝ่ายสงสัย แล้วหันกลับไปฉีกยิ้มให้บาง ๆ
“คะ”
“พิมพ์กลับมาอยู่ที่เนินอูมนานแล้วเหรอ ตอนนั้นไอ้จักรมันบอกพี่ว่าพิมพ์ลงไปทำงานที่กรุงเทพ”
“กลับมาได้สักพักแล้วค่ะ” ความจริงราว ๆ หนึ่งปี แต่เธอไม่ได้มาเหยียบที่หมู่บ้านคันคาย เพราะไม่มีธุระต้องมา
หากเป็นของกิน ก็จะซื้อร้านค้าแถวบ้านที่มารับจากตลาดสดหมู่บ้านคันคายกลับไปขาย
“อ๋อครับ”
“งั้นพิมพ์ขอตัวไปทำงานแล้วนะคะ”
“ครับ” อาจารย์หนุ่มพยักหน้า ไม่ลืมมองโลโก้ของยูนิฟอร์มบนกระเป๋าเสื้อตรงอกว่าพิมพ์มาดาทำงานอยู่ที่ไหน
‘ห้างสรรพสินค้าคันคาย’ เป็นห้างเปิดใหม่ในตัวอำเภอคันคายนี่เอง