หลังจากที่ฉันให้เบอร์รุ่นพี่แม็กวิศวะเครื่องกลเสร็จ ฉันก็เดินเชิดออกจากสนามทันที แถมก่อนเดินปลีกตัวออกไปก็หันไปแลบลิ้นให้พี่ภีมไปหนึ่งยก และแน่นอนว่าที่ฉันกล้าทำแบบนี้เพราะคาดการณ์ไว้แล้วว่า...ทุกอย่างจะเป็นไปตามสัญชาตญาณของฉันแน่นอน...หึ พี่ภีมจะรอดจากฉันที่ชอบเขามาเป็นสิบปีได้ยังไง...ไม่มีทางหรอกย่ะ
ฉันเดินลั้นลาไปตามฟุตพาทเพื่อกลับคณะของตัวเองเพื่อเอารถที่จอดไว้ ทว่า...
“ห้า...สี่...สาม...สอง...หนึ่ง...” ฉันพึมพำนับเลขถอยหลังพลางยกยิ้มมุมปาก
‘เอี๊ยด!’ เสียงรถจอดเทียบข้างก่อนที่รถคันดังกล่าวจะเปิดกระจกรถเรียกอย่างที่ฉันคาดเดาไว้ไม่มีผิด...
“ขึ้นรถ...” เสียงทุ้มที่บ่งบอกได้ถึงอารมณ์ไม่ดีนัก...ตวาดออกมา คิดว่าฉันจะหวาดผวากลัวจนตัวสั่นเหรอ...หึ ฉันกลับทำสีหน้ายิ้มร่าอย่างไม่รู้สึกร้อนรู้สึกหนาวต่างหาก...
“ที่เรียก...มีอะไรรึเปล่าคะ”
“บอกว่าให้ขึ้นรถ” คำสั่งเดิม ๆ ยังพูดออกมา
“ไม่ดีกว่าค่ะ เกรงใจ...แล้วนี่ไม่แข่งบาสต่อเหรอคะ...พี่ภีมคนฮอต”
“อย่าพูดไม่รู้เรื่องได้ไหม...บอกว่าให้ขึ้นรถ” เสียงทุ้มยังคงคำราม ใบหน้าก็ขมวดคิ้วจ้องกันดุไม่วางตา ฉันยังคงมีท่าที่เล่นตัวแถมประจวบเหมาะที่พี่แม็ก รุ่นพี่วิศวะเครื่องกลที่เพิ่งให้เบอร์โทรกันไป โทรเข้ามาพอดี มีเหรอที่ฉันจะไม่อยากแหย่เขา นาน ๆ ทีมีโอกาสได้เล่นตัวบ้าง เพราะปกติได้แต่ตามเขาต้อย ๆ นี่นา
“พี่ภีมคะ...ขอตัวรับสายพี่แม็กสักครู่นะคะ” ฉันหันไปยิ้มให้เขา ก่อนจะหันหลังไปรับสายพี่แม็กหน้าตาเฉย...ทำเป็นไม่สนใจเขาไปเลย...
“สวัสดีค่ะ...พี่แม็กโทรหานีนมีอะไรรึเปล่าคะ”
(พี่ลองโทรดูครับว่าน้องนีนให้เบอร์พี่จริง ๆ หรือเปล่า) พี่แม็กพูด
“ทำไมกัน...พี่ไม่เชื่อว่านีนจะให้เบอร์งั้นเหรอคะ นี่นีนไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับน้องนีน...พี่แค่รู้สึกเหมือนฝันไป ไม่คิดว่าจะได้เบอร์น้องนีนคนสวยจริง ๆ ครับ”
“แหม...พี่แม็กพูดขนาดนี้นีนเขินนะคะ...แต่นีนรู้ตัวค่ะว่านีนสวย” ความมั่นใจเต็มอกของฉันไม่เคยคิดจะถ่อมตัวค่ะ...
(เย็นนี้น้องนีนว่างไหมครับ สนใจไปเที่ยวคลับกับพี่รึเปล่า)
“นี่เพิ่งได้เบอร์กันก็ชวนไปเที่ยวแล้วเหรอคะเนี่ย” น้ำเสียงหวานหยดของฉัน พยายามพูดให้ชัดถ้อยชัดคำเสียงดังฟังชัดเอาให้สะเทือนขี้หูใครบางคน
(พี่อยากจะรู้จักน้องนีนให้มากกว่านี่น่ะครับ)
“งั้นก็เป็นอัน...ตก...ว๊าย!”
ในขณะที่ฉันคุยกับพี่แม็กอย่างออกรส...เสียงประตูรถที่จอดข้าง ๆ ก็ปิดดัง ‘ปัง!’ ทำให้ฉันสะดุ้งเฮือกจนอุทานออกมา
“อะไรกันคะเนี่ยพี่ภีม ปิดประตูรถทำไมเสียงดังตกใจนะคะ” ฉันตกใจแรงจนยกมือกุมอก
“จะวางสายได้รึยัง...” เสียงตวาดดึงมาแต่ไกล แถมยังเดินเข้ามายึดมือถือที่ฉันคุยสายอยู่ปิดไปดื้อ ๆ
“พี่ทำอะไรเนี่ย เสียมารยาทนะคะ” ฉันพยายามจะคว้าเอามือถือที่เขายึดไป แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงเขาได้ จึงทำได้เพียงยืนกอดอกมองหน้าเขาแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“เอามือถือคืนมานะคะ” ฉันยังคงเดินหน้ามุ่ยตั้งหน้าเพื่อเอาโทรศัพท์คืนจากเขา
“ขึ้นรถก่อน...พี่ถึงจะคืนให้”
“แล้วทำไมต้องขึ้นรถไปกับพี่ด้วย นีนมีรถเหมือนกันคะแถมหรูกว่ารถของพี่อีก”
“ปัง! บอกให้ขึ้นรถก็ขึ้นดิวะ อย่าพูดไม่รู้เรื่อง” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไป ริมฝีปากเหยียดตรง มือทุบเข้ากับกระโปรงรถตัวเอง แต่การทำแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันจะเชื่อฟังเขาหรอก
“มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันให้ขึ้นรถไปกับพี่กัน ฝันไปเถอะ ไม่เอาก็ได้มือถือนั่น นีนมีตุนไว้เป็นสิบเครื่องค่ะ...ชิส์”
ฉันเดินออกจากตรงนั้น
“ก็แค่มือถือเครื่องไม่กี่หมื่น ซื้อใหม่เมื่อไหร่ก็ได้” ฉันพึมพำและเดินอย่างเฉิดฉายไปตามทางฟุตพาทต่อดังคำติดปากที่ฉันมักพูดเสมอว่า ‘แล้วไงใครแคร์’
แต่เดินได้ไม่ไกลนักหรอก ก็มีมือหนาฉุดรั้งฉันไว้
“ไม่ฟังกันใช่ไหม...”
“โอ๊ย...มันเจ็บนะคะพี่ภีม” พี่ภีมลากฉัน ก่อนจะผลักฉันเข้าไปในรถของเขา
“ถ้ายอมขึ้นดี ๆ ก็ไม่ต้องเจ็บตัว”
“ก็ไม่จำเป็นต้องบีบแขนกันแรงแบบนี้ก็ได้นี่คะ พูดดี ๆ นีนก็ฟังแล้ว...”
“ฟังงั้นเหรอ...พี่ให้ใช้สมองที่นีนมีน้อยนิดคิดอีกทีแล้วพูดใหม่ได้นะ”
“พี่ภีม!!! พี่กำลังด่าว่าฉันโง่เหรอคะ”
“...” พี่ภีมไม่พูดอะไรหันไปตั้งหน้าตั้งตาขับรถ สุดท้ายฉันก็นั่งอยู่บนรถเขาจนได้
“พี่ขับรถไปส่งฉันที่คณะก็พอค่ะ นีนไม่อยากทิ้งรถสุดที่รักไว้ที่นี่” ฉันหันไปพูดแบบนั้น แต่พี่ภีมก็ขับรถออกจากมหาลัยไปดื้อ ๆ
“พี่ฟังฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย แล้วนี่จะพาฉันไปไหน”
“เงียบ...นั่งอยู่เฉย ๆ ดิ” น้ำเสียงและสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ยังคงฉายบนใบหน้าพี่ภีมอยู่
พวกคุณคิดว่าฉันต้องทำหน้ามุ่ยอารมณ์เสียอีกคนใช่ไหมคะ แต่เปล่าเลยตอนนี้ฉันกำลังเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ยกยิ้มพร้อมกับคิดในใจ ‘เป็นไปตามแผน’