(
ณ ตระกูลบวรเดช
สาวน้อยวัย 7 ขวบคนหนึ่งที่กำลังนั่งเรียนเปียโนกับคุณครูพิเศษที่ถูกจ้างมาสอนเป็นการส่วนตัว ‘นั่นมันฉันนี่นา ฉันกำลังอยู่ในฝันตัวเองอยู่งั้นเหรอ’
“คุณหนูคะ ตั้งใจเรียนหน่อยสิคะ” ครูสอนเปียโนดุฉันในวัยเด็กเสมอ
“ก็มันน่าเบื่อนี่นา...หนูจำได้หมดแล้วค่ะคุณครู”
“ถึงจะจำได้ก็ต้องทบทวนซ้ำ ๆ นะคะ”
ในขณะที่วัยเด็กของฉัน...กำลังนั่งเรียนเปียโนงก ๆ อยู่ ก็มีคุณอาคนหนึ่งที่มาบ้านฉันประจำ กับเด็กชายคนหนึ่งที่สุขุมเย็นชา เขาแก่กว่าฉันหนึ่งปี...(ไม่สิ ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ) และแน่นอนว่าเขาดีกับฉันมาก ๆ
“ภีม...มาหานีนถึงบ้านเลยเหรอคะ หนูคิดถึงจังเลย” วัยเด็กของฉันยิ้มร่าวิ่งไปเกาะแขนเขาด้วยความคุ้นเคย
“ลูกพ่อ...หนูภีมเขาแก่กว่าหนึ่งปีนะ เรียกพี่ชายสิ”
“ไม่ถึงปีซะหน่อยค่ะคุณพ่อ...นีนไม่อยากเรียกภีมว่าพี่ชายเพราะอนาคตภีมจะเป็นสามีของนีน...ฮี่...” เด็กสาวยิ้มร่าพูดออกมาไม่อายเพราะจดจำคำเหล่านี้มาจากละครในทีวี...ว่าโตขึ้นต้องมีคู่ครองอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิต และเด็กสาววัยเจ็ดขวบได้เลือกแล้วว่าอนาคตว่าที่สามีตอนโตจะเป็นภีมเด็กชายวัย 8 ขวบ ลูกชายของคุณอา เพื่อนของคุณพ่อตัวเอง
“เป็นเด็กเป็นเล็ก ทำไมพูดแบบนี้ออกมา ดูท่าพ่อต้องไปดุพวกแม่บ้านที่ปล่อยลูกดูอะไรไม่เข้าท่าแล้วล่ะ” พ่อของเด็กสาวถึงกับส่ายหัวก่อนจะหันไปมองเด็กชายที่ยืนนิ่งจ้องมองเด็กสาวด้วยใบหน้านิ่ง “ตาหนูอย่าใส่ใจคำพูดลูกของลุงเลยนะ”
“ไม่เป็นไรครับ” เด็กชายที่ท่าทางสงบเสงี่ยม ถูกสอนให้วางตัวเป็นอย่างดี
“คุณพ่อเห็นไหมคะ นี่แหละสามีในอนาคตของหนู”
“เฮ้อ!” พ่อของเด็กสาวกุมขมับตัวเอง... และนั่นก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับ คุณแม่ คุณอาวิทย์ และเหล่าแม่บ้านพ่อบ้าน ทุกคน
)
ดวงตาคู่สวยของฉันค่อย ๆ ปรือขึ้น มองเพดานห้องที่แต่งแต้มด้วยสีชมพูดก่อนจะกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงคว้าหมอนข้างมากอดหอมด้วยความเขิน
“ฝันถึงเขาอีกแล้วสินะ” ฉันที่อยู่ในชุดซีทรูสีหวาน กับห้องที่ตกแต่งด้วยสีชมพูทั้งห้อง แน่นอนว่าคุณหนูอย่างฉันวาดฝันไว้สวยหรู และปูทางให้อนาคตตัวเองเรียบร้อย อย่างเช่นเรียนจบมา ทำงานกับครอบครัว แต่งงานมีลูกกับชายในฝันอย่างเช่นภีม ที่เป็นทั้งเพื่อน พี่ และผัวในอนาคตไงล่ะ...
ฉันน่ะ...ตามไขว่คว้าหาคำว่าสมบูรณ์แบบมาทั้งชีวิต ตอนนี้ฉันมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีร่างกายที่สมบูรณ์แบบ ตอนนี้ขาดอย่างเดียวคือคนคู่ใจที่สมบูรณ์ เหลือเพียงเขาตอบตกลงมาอยู่ข้างกายฉันนั่นแหละ แต่คนเราจะมีสิ่งที่ง่ายดายไปหมดได้ไง พระเจ้าประทานความสมบูรณ์แบบให้ฉันไว้มากพอแล้ว ก็เลยเหลือให้ฉันได้พยายามอะไรบางอย่างในชีวิตเฉกเช่นจีบเขา แน่นอนว่า ‘ฉันสู้ตายค่ะ’
ไม่ว่าจะประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ฉันก็ติดสอยห้อยตามไปเรียนทีเดียวกับเขาทุกที่ อ้อนพ่อขอให้ไปเรียนกับภีม แม้พ่อจะมองว่าฉันควรจะไปเรียนที่ ๆ ดีกว่านั้น แต่ฉันก็ไม่ยอมเพราะความรักชนะทุกสิ่งค่ะ อิอิ
แต่มีแค่อย่างเดียวที่ฉันไม่สามารถตามเขาไปเรียนด้วยได้นั่นคือ สาขาที่เขาเรียนอย่างวิศวะคอมนั่นแหละ โง่เลขและเทคโนโลยีอย่างฉัน จะฝืนตัวเองไปให้ตกนรกทั้งเป็นได้ยังไง ฉันเจียมเนื้อเจียมน่ะ เลยเลือกเรียนคณะที่คิดว่าจะได้ช่วยเหลือเขาในยามที่เขาได้ทำธุรกิจบางอย่างในอนาคตแทน อย่างเช่น บริหารธุรกิจ เป็นไงสมเป็นว่าที่ภรรยาอันดับหนึ่งไหมคะ โฮะ...โฮะ...โฮะ...
ณ. มหาลัย
ปีหนึ่งอย่างฉัน วิชาที่ได้เรียนนั้นอัดแน่นสุด ๆ ไปเลยค่ะ แถมรุ่นพี่ในคณะก็พยายามให้ฉันที่เป็นคนสวยเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ หรือคอยเป็นหน้าเป็นตาให้เสมอ ถามว่าฉันปฏิเสธไหม ก็ไม่หรอกค่ะ ได้เป็นจุดสนใจดีจะตายไป
แต่ว่าน่ะ พอได้ทำกิจกรรมเยอะ ๆ การเรียนของฉันก็ดิ่งลงเหว คนเราจะเอาดีทุกอย่างได้ยังไงกัน ดีนะที่ได้เบลเพื่อนสุดที่รักที่เรียนดีเป็นที่หนึ่งคอยช่วยเหลือบ่อยครั้ง แม้นางจะไม่ยอมให้ฉันลอกเลยก็ตาม ออกแนวบังคับให้ฉันทำตามโดยที่นางพยายามจะสอนให้ฉันเข้าใจ มันก็ดีอยู่หรอกที่เบลพยายามจะฉุดให้ฉันขึ้นจากเหว ทำให้คนขี้เกียจก็ขยันขึ้นมาหน่อยแล้วค่ะ (ถึงมันจะนิดหน่อยจริง ๆ ก็ตาม)
“เพื่อนขา...ไปตึกวิศวะเป็นเพื่อนฉันทีสิ วันนี้สุดที่รักฉันเล่นบาสด้วยแหละ”
“ไม่ไป...” นั่นคือคำปฏิเสธที่ได้ยินบ่อยครั้งของเพื่อนเบลเมื่อฉันอยากให้นางไปคณะวิศวะคอมเป็นเพื่อนด้วย
“ทำไมล่ะ...หรือว่ากลัวเจอใครอย่างนั้นเหรอคะเพื่อน”
“ไม่อยากไปคือไม่อยากไปจะเซ้าซี้ทำไมเล่า...”
“โอเคค่ะ...ไม่ไปก็ไม่ไปเชอะ!” ฉันกับเบลเรากัดแบบนี้กันประจำแหละ เราไม่บังคับให้ต่างคนต้องทำตามหรอก เห็นฉันนิสัยคุณหนูแบบนี้ แต่เรื่องเข้าอกเข้าใจฉันมีมากนะยะ
ฉันรับรู้ได้ว่า เพื่อนเบลคือเพื่อนที่จริงใจที่สุดตั้งแต่ที่มีคนเข้าหาฉัน ดังนั้นฉันจะต้องรักษาน้ำใจเพื่อนไว้ให้มากไม่เอาแต่ใจกับเธอ
ดังนั้นวันนี้ฉันจะไปตึกวิศวะเอง ฉันจะไปตามหาหัวใจของฉัน ‘ภีมขา...’
ฉันเดินเลาะไปตามริมฟุตพาทของมหาลัย หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ต่าง เรียกชื่อทักทายกันไปทั่ว แน่นอนว่าฉันยิ้มและโบกมือให้ทุกคนตามประสาคนสวยมีชื่อในมหาลัย ผมบรอนด์พลิ้วที่ดูแลมาอย่างดีควรค่าแกการให้ทุกคนได้เห็น อิอิ
เมื่อเดินมาถึงสนามบาสของคณะวิศวะ เหล่าบรรดาสาว ๆ รวมไปถึงดาวคณะหลายคนต่างก็มาร่วมตัวกันที่นี่ เพราะวันนี้มีการแข่งบาสกระชับมิตรในคณะวิศวะด้วยกันเอง
และเมื่อฉันเดินมาถึงข้างสนามบาสเหล่าบรรดาผู้หญิงทั้งหลายต่างก็ตะโกนเชียร์คนที่พวกเขาชอบและหมายปองหวังจะได้เป็นแฟนพวกเขา หนึ่งในนั้นก็มีสามีในอนาคตของฉันด้วยค่ะ
“พี่ภีมสู้ ๆ พี่เทมป์สู้ ๆ” เสียงของผู้หญิงอีกหลาย ๆ คนที่เชียร์พี่ภีมอย่างออกหน้าออกตา
‘เชอะ สวยกันงั้นเหรอ ฉันเองก็สวยย่ะ’
และเมื่อฉันมองเห็นสามีในอนาคตของฉันที่อยู่ในสนามบาส ฉันก็ตะโกนดังลั่นทันที เอาให้ได้ยินกันให้ทั่ว
“พี่ภีม สามีของนีน สู้ ๆ นะคะ” เสียงนั้นดังไปทั่ว จนเหล่าบรรดาผู้หญิงรอบสนามหันมาจ้องฉันเป็นจุดเดียว ‘แล้วไงใครแคร์’ แถมสายตาของพี่ภีมที่อยู่ในสนามก็จ้องมาที่ฉันด้วยสายตาคมดุ ‘อุ๊ย หล่อบาดใจนีนมากค่ะ’