พี่ภีมขับรถออกห่างจากมหาลัยไปเรื่อย ๆ แถมยังไม่ใช่เส้นทางที่ไปคอนโดของฉันหรือเขาอีกต่างหาก... มันทำให้ฉันเริ่มสับสนแล้วว่าเขากำลังจะพาฉันไปไหนกันแน่
“พี่ภีม พี่กำลังจะพานีนไปไหนคะ ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ทางไปคอนโดนีนนี่นา” ฉันยักคิ้วมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ไปสถานที่ ๆ ทำให้คนบางคนสงบสติได้”
“สงบสติได้? คนนั้นมันควรเป็นพี่รึเปล่าคะ” ฉันกอดอกยิ้มเย้าแหย่เขา เพราะตอนนี้คนที่หน้านิ่งเหมือนโกรธอยู่ตลอดเวลามันคือเขาต่างหาก ไม่ใช่ฉันสักหน่อย ตอนนี้ฉันอารมณ์ดีสุด ๆ ไปเลยต่างหากล่ะ
“...” พี่ภีมไม่พูดอะไร แต่กลับหันหน้าบึ้งตึงนั้นมาทางฉัน คนอะไรหน้าโกรธยังหล่อ สเปกในใจฉันสุด ๆ สมแล้วที่อยากได้เป็นสามีในอนาคต
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ พี่ภีมขา...นีนไม่ชอบเลย ยิ้มไว้นะคะสุดหล่อ” มือเรียวของฉันยื่นไปบีบแก้มเขา เพื่อให้เขายิ้ม ทว่า...เขากลับดุฉันกลับมาได้
“มันอันตรายนั่งดี ๆ” เขาหันมาเตือนฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปตั้งใจขับรถต่อ แต่ถามว่าฉันจะฟังเหรอ ก็ไม่... คนอย่างนีนอยากทำอะไรก็ต้องทำ อย่างเช่นตอนนี้ฉันอยากจะ...กับพี่ภีมฉันก็ต้องได้
มือฉันยังคงวางไว้บนตักเขา ก่อนจะลูบเบา ๆ ไปที่หน้าขาอย่างเย้าแหย่
“พี่ภีมขา...อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ ยิ้มหน่อยนะ...”
“เอามือออกไป พี่จะขับรถ”
“ก็ได้ค่ะ ถ้ายอมจูบนีน นีนจะเชื่อฟังทุกอย่าง...”
“หืม...อย่าไรสาระได้ไหมวะ นั่งอยู่ดี ๆ มันอันตราย” เขายิ่งพูดแบบนั้น ฉันยิ่งรุกหนัก มือที่ลูบเบา ๆ เริ่มกดหนักขึ้น แล้วก็ขยับสูงขึ้นและแน่นอนว่าแอบตั้งใจให้มือเล็ก ๆ ของฉันวางไว้บนกลางเป้ากางเกงของเขา ซึ่งมันได้ผล
‘เอี๊ยด!’ รถที่ขับอยู่ หักโค้งเข้าจอดข้างทางกะทันหัน ทำให้ฉันที่โน้มตัวไปหาเขาหน้าคมำแบบไม่ได้ตั้งใจ (จริง ๆ นะ) ดีที่เข็มขัดนิรภัยทำงานแต่ก็ทำให้ฉันจุกพอควร
“ทำอะไรของเธอเนี่ย...” เสียงดุด่าแรงออกจากปากพี่ภีม ใบหน้าแดงคร่ำเครียดมองมาที่ฉัน ลูกตาแทบกระเด็นออกจากเบ้า...
“ก็พี่นั่นแหละจู่ ๆ จอดรถกะทันหันแบบนี้ได้ยังไงคะ ถ้าหน้านีนเสียรูปหมดทำไงเนี่ย...” ส่วนฉันรีบยืดหลังตรงลูบท้องน้อยตัวเองเบา ๆ ด้วยอาการจุกเล็กน้อย
“ก็พี่บอกให้นั่งดี ๆ ทำไมไม่ฟัง”
“นีนก็นั่งอยู่ที่เดิมแล้วไง ไม่ได้ไปนั่งบนตักซะหน่อย” ฉันกอดอกพร้อมเถียงจ้า ก็ฉันนั่งอยู่กับที่จริง ๆ นี่นา
“แต่มือมันรบกวนการขับรถไม่เห็นรึไง”
“รบกวน? รบกวนอะไรเหรอคะ นีนไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย แค่วางมือไว้บนตักเฉย ๆ เองนะคะ”
“นีน!!!”
“ว่าแต่เพิ่งรู้นะคะว่าพี่ภีมสุดหล่อของนีนพกอาวุธด้วย อันนี้สิอันตรายกว่าเยอะ นีนต้องกลัวพี่สิคะ ถ้าเกิดพี่ภีมโมโหนีนขึ้นมาแล้วทุบตีด้วยของแข็งตรงนั้น หน้านีนได้แหกพอดี”
“เป็นผู้หญิงพูดอะไรหยาบคายจังวะ”
“นีนพูดอะไรผิด คำหยาบไม่มีสักคำ แทนที่พี่จะบอกว่านีนมีสมองอันน้อยนิด นีนว่าพี่นั่นแหละที่สมองมีปัญหา...” ใครจะยอมก็ยอมไปไม่ใช่ฉันแล้วหนึ่ง คุณหนูอย่างฉันต้องอยู่เหนือเขาสิ เขาเป็นแค่ลูกของลูกน้องพ่อฉัน และเป็นว่าที่สามีของฉัน อนาคตเขาต้องเชื่อภรรยาอย่างฉันอยู่แล้วดิ
“ทำไมเถียงจังวะ พ่อแม่ก็ออกจะผู้ดี แต่ทำไมถึงออกลูกพูดเป็นต่อยหอยแบบนี้ได้ สงสัยพี่ต้องไปถามคุณลุงว่าเก็บนีนมาเลี้ยงรึเปล่า”
“เหอะ...กล้าไปถามพ่อของนีนก็ไปถามเลยสินะ”
“ทำไมปากไม่เคยหุบเลยวะ”
“ไม่ใช่แค่ปากไม่หุบค่ะ แม้แต่หว่าง...อุปส์” จู่ ๆ ฉันก็เหมือนโดนอะไรทุบหัวเข้าอย่างจัง ปากที่กำลังง้างได้ที่ของฉันถูกริมฝีปากของคนข้าง ๆ ประกบอย่างไม่ทันตั้งตัวแถมริมฝีปากนั้นก็ยังขยับเล็ก ๆ พานให้หัวใจฉันหยุดเต็ม
‘นี่ฉันกำลังโดนจูบใช่ไหม...ไม่ได้ฝันไปใช่รึเปล่านะ’ เห็นฉันปากแซ่บเชิญชวนเขาขนาดนั้น แต่จริง ๆ แล้วฉันไม่เคยคิดว่าจะได้จากพี่ภีมจริง ๆ นะ ‘นี่มันจูบแรกของฉัน...แถมยังมาจากคนที่ฉันชอบมาก ๆ ด้วย ทำตัวไม่ถูกแล้ว...’
ฉันคิดว่า จูบกันมันก็เหมือนกับจุ๊บ ปากประกบกันสองสามวิก็ผละออกจากกัน แต่นี่ไม่เลย...มันเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แค่ว่าลิ้นของพี่ภีมกำลังลุกล้ำเข้ามาในโพรงปากฉัน...มันทำให้ฉันสตั้นทื่อปล่อยให้เขากระทำตามใจ
ผ่านไปราวนาทีกว่า ๆ เขาก็ละริมฝีปากที่ฉันโหยหามาตลอดออกไป ก่อนจะยักคิ้วโบกมือตรงหน้าฉันเมื่อเห็นฉันนั่งนิ่งตาค้างสติเตลิดไปแล้ว
“เหอะ...ทำเป็นปากเก่งเว้าวอนอยากจูบ พอได้จูบจริง ๆ ไก่อ่อนนี่หว่า” ตอนนี้ไม่ว่าพี่ภีมจะพูดอะไรฉันก็แบลงค์ไปหมด สมองตื้อ คิดคำเถียงไม่ออก นั่งนิ่งเงียบมองทางไปข้างหน้าด้วยใจเลื่อนลอย แต่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไปแล้วว่าตอนนี้เขากำลังขับรถพาฉันไปที่ไหน
ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้ได้ และคิดย้ำไปย้ำมานั่นคือ
‘ฉันได้จูบจากเขามาแล้ว...ในวัย สิบเก้าปีบริบูรณ์’