“บอสครับ! ไว้ชีวิตผมด้วย! ผมผิดไปแล้ว!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจดังแข่งกับเกลียวคลื่นที่ถาโถมเข้ากระทบฝั่ง ท่าเรือไพรีอัสยามวิกาลเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงลมทะเลหวีดหวิวเคล้าไปกับเสียงศีรษะของคนทรยศที่ถูกจับกระแทกอัดกับพื้นปูนหยาบกร้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปึ้ก! ปึ้ก!
เลือดสีสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนหน้าผากยับเยิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยคว้างในอากาศชวนให้สะอิดสะเอียน
นิคอส คาสซานเดอร์ พลิกข้อมือขึ้นรับแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าต้นเก่า เผยให้เห็นเรือนเวลาหรูอย่างปาเต็ก ฟิลิปป์ ที่สะท้อนประกายวาววับ... ตีสองสิบห้านาที
ปลายนิ้วแกร่งเคาะหน้าปัดเป็นจังหวะเนิบนาบ บ่งบอกชัดเจนว่าความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดกำลังจะมอดดับลงเต็มที เวลาป่านนี้เขาควรจะได้ทอดกายนอนแช่น้ำอุ่น จิบวิสกี้ชั้นดีบนเตียงคิงไซส์หนานุ่ม ไม่ใช่ต้องมาจัดการกับพวกเลี้ยงไม่เชื้อง!
“ของอยู่ไหน”
คำถามสั้นห้วนถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้การตะคอกหรือขู่ขวัญ แต่ความเย็นเยียบในน้ำเสียงกลับแทงลึกจนคนฟังหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก
เจ้าอ้วนสภาพดูไม่จืด เสื้อเชิ้ตราคาแพงขาดวิ่น เลือดสดๆ กบปาก เงยหน้ามองมัจจุราชเบื้องหน้าด้วยแววตาสิ้นหวัง น้ำหูน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มจนดูน่าสมเพชเวทนา
“ข...ขายไปแล้วครับ! พวกแก๊งรัสเซียมันมาตัดหน้า... ผม... ผมร้อนเงิน เมียผมป่วยหนัก หมอบอกต้องผ่าตัดด่วน...”
นิคอสถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนาล้วงลงกระเป๋ากางเกงสแล็ก พลางทอดสายตามองอีกฝ่ายราวกับกำลังมองกองมูลสัตว์
“มุกเดิม” เขาเปรยเสียงเบา “เมียป่วย แม่ตาย ยายติดหนี้... สมองพวกมึงไม่มีข้ออ้างอื่นที่มันสร้างสรรค์กว่านี้แล้วหรือไง”
“เรื่องจริงนะบอส! ผมสาบาน! ให้เวลาผมหน่อย ผมจะหามาคืนทุกบาททุกสตางค์!”
มันทำท่าจะพุ่งเข้ามากอดขาอ้อนวอน นิคอสยืนนิ่งเฉย ไม่ขยับหนี เป็นลูกน้องคนสนิทด้านหลังที่รู้งาน สวนเท้าเข้าชายโครงเปรี้ยงเดียว
โครม!
ร่างท้วมกลิ้งหลุนๆ ไปกระแทกกองลังไม้ ตัวงอเป็นกุ้ง นอนสำลักน้ำลายหน้าดำหน้าแดง นิคอสส่ายหน้าด้วยความระระอา
“วงการนี้... ความจำเป็นไม่ใช่ข้ออ้างของการหักหลัง”
ชายหนุ่มแบมือขวาออกไปด้านข้าง ลูกน้องวางปืนเก็บเสียงใส่มือทันที
“บอส! ไม่! อย่า—”
ฟุ่บ!
เสียงกัมปนาทที่ถูกกดไว้ด้วยกระบอกเก็บเสียงดังขึ้นเพียงแผ่วเบาราวกับเสียงเปิดขวดแชมเปญ ปลอกกระสุนดีดกระทบพื้นดังกริ๊ง รอยกระสุนเจาะเข้ากลางแสกหน้าแม่นราวจับวาง ร่างนั้นกระตุกเฮือกก่อนจะแน่นิ่งไป ดวงตายังเบิกโพลงค้างไว้ด้วยความหวาดกลัว เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมเจิ่งนองพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ
นิคอสส่งปืนคืนลูกน้อง ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดนิ้วมือทีละนิ้วอย่างประณีตบรรจง แม้ไม่มีเลือดกระเด็นใส่สักหยด แต่ความรู้สึกสกปรกมันฝังลึก... สกปรกที่ต้องมาเกลือกกลั้วกับคนพันธุ์นี้
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย” เขาสั่งเสียงห้วน โยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
“โยนลงทะเล ให้ปลามันกิน ดีกว่าปล่อยไว้รกโลก”
ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถเอสยูวีสีดำคันหรู ไม่แม้แต่จะเสียเวลาหันกลับไปมองซากศพด้านหลัง จบงานขยะไปหนึ่ง พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นมาลุยงานบริหารพันล้านต่อ... ชีวิตแม่งวนลูปน่าเบื่อชะมัด
ณ สนามบินนานาชาติเอเธนส์
“โอ๊ย! ไอ้ล้อบ้า! หมุนสิยะ หมุน!”
เสียงหวานแว้ดดังลั่นกลางเทอร์มินอล พิมพายืนเท้าเอววีนรถเข็นกระเป๋าเจ้ากรรมที่ดันมาพยศเอาตอนนี้ แดดเปรี้ยงยามบ่ายทะลุกระจกเข้ามาเล่นเอาเหงื่อกาฬซึมแผ่นหลัง นางแบบสาวลูกผู้ดีในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิง สวมแว่นกันแดดอันเท่าฝาบ้าน กำลังทำสงครามย่อมๆ กับภูเขากระเป๋าเดินทางสามใบยักษ์ที่หนักราวกะขนอิฐมาสร้างปราสาท
ผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามองเป็นตาเดียว ทั้งงุนงง ทั้งขบขัน แต่ระดับพิมพาแล้วหาได้แคร์ไม่ เธอเชิดหน้าขึ้น 45 องศา สวมวิญญาณตัวแม่เดินพรมแดงเมืองคานส์ สะบัดผมลอนสลวยไปหนึ่งที
“รู้งี้เอาคนติดตามมาด้วยดีกว่า ไม่น่าหาทำเลยยัยพิม! แขนฉันจะโป่งเป็นก้ามปูมั้ยเนี่ย!”
ปากบ่นพึมพำ มือเรียวสวยก็งัดไอโฟนรุ่นล่าสุดขึ้นมากดรับสายวิดีโอคอล หน้าจอเด้งปรากฏใบหน้าสวยเฉี่ยวของ ‘แพรวพราว’ พี่สาวคนรองที่กำลังนั่งจิบไวน์สวยๆ อยู่กรุงเทพฯ
(ถึงยัง ยัยตัวแสบ)
“ถึงแล้ว! สภาพเกือบขิตค่ะเจ๊” พิมพาเบะปากใส่กล้องอย่างน่าหมั่นไส้
“คนเยอะแตกแตน อากาศก็ร้อนนรกแตก ไหนบอกกรีซลมเย็นสบาย หลอกดาวชัดๆ”
(ช่วงนี้มันซัมเมอร์ย่ะ) แพรวพราวหัวเราะร่า (เลิกบ่นเป็นมนุษย์ป้าได้แล้ว สรุปเจอคนรถโรงแรมยัง หรือมัวแต่ส่องผู้ชาย)
“กำลังส่องอยู่นี่ไง... อ๊ะ! เจอละ!”
เรดาร์สแกนผู้ชายของพิมพาทำงานไวยิ่งกว่า 5G ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับเป้าหมาย... ชายหนุ่มในสูทดำสนิทถือป้ายชื่อ ‘MS. PIMPA’ หน้านิ่ง หุ่นล่ำ ไหล่กว้าง ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงจุดนัดพบ
“เจ๊... งานดีย์” เธอกระซิบป้องปาก นัยน์ตาคู่สวยเป็นประกายวิบวับ “คนขับรถยังเกรดพรีเมียมขนาดนี้ แล้วเจ้าของโรงแรมจะขนาดไหน นี่ถ้าหมอดูแม่นจริงนะ ปีนี้พิมต้องได้ผัวมาเฟียกรีซชัวร์ ทรงนี้ใช่เลย ดุๆ เถื่อนๆ”
(เพ้อเจ้ออีกละ) แพรวพราวส่ายหน้าเอือมระอา (ระวังตัวเถอะแก อย่าไปเที่ยวเดินตามผู้ชายต้อยๆ โดยเฉพาะถ้า เฮียปริญ รู้ว่าแกมาทำระริกระรี้แบบนี้นะ โดนหิ้วกลับไทยภายใน 24 ชั่วโมงแน่)
พิมพาทำหน้าสยองจนขนแขนลุกเกรียวเมื่อได้ยินชื่อพี่ชายคนโต
“หยุด! อย่าพูดชื่อมนุษย์ลุงนั่นตอนนี้ หมดอารมณ์!” พิมพารีบตัดบท “แค่นี้ก่อนนะ ผู้ชายรอนาน เดี๋ยวเขาจะหาว่าสวยแล้วหยิ่ง”
(เออๆ มีอะไรโทรมา)
พิมพากดวางสาย สูดหายใจลึกเรียกอินเนอร์นางแบบรันเวย์ ขยับเดรสให้เข้าที่ เชิดหน้า จิกปลายเท้า แล้วเดินนวยนาดตรงไปหาเป้าหมาย
“Hi! I'm Pimpa.”
โปรยยิ้มการค้าไปหนึ่งกรุบ ก่อนจะเดินตามหลังเขาไปที่รถอย่างว่าง่าย
ทันทีที่ประตูรถปิดลง ความวุ่นวายภายนอกก็ถูกตัดขาด แอร์เย็นฉ่ำเป่าปะทะหน้าจนผมปลิว กลิ่นหนังแท้หอมฟุ้งเตะจมูก พิมพาทิ้งตัวนั่งไขว่ห้างบนเบาะหลังกว้างขวาง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ขาเรียวยาวพาดไขว่กันสวยงามตามสัญชาตญาณนางแบบ แต่สมองไม่ได้หยุดพัก ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มทำงานทันที
ตากลมโตจ้องมองแผ่นหลังกว้างของคนขับรถผ่านกระจกกั้น
‘ไหล่กว้างสุดๆ... น่าซบชะมัด’
มโนภาพเริ่มก่อตัวเป็นฉากๆ ราวกับละครหลังข่าว
‘สมมติว่า... นี่ไม่ใช่รถโรงแรมล่ะ? สมมติว่าเป็นรถศัตรูที่ส่งมาลักพาตัว! ขับพาฉันออกนอกเมือง ไปขังไว้ในคฤหาสน์ลับบนเกาะร้าง แล้วบอสมาเฟียหนุ่มสุดหล่อ... หน้าเหมือนพระเอกนิยาย ก็จะเดินเข้ามา กระชากคางฉันไปจูบบดขยี้แล้วตะคอกใส่หน้าว่า 'เธอเป็นของฉันคนเดียว อย่าคิดหนี!' อร๊ายยยย! แค่คิดก็น้ำเดินไปทั้งตัวแล้วแม่!’
เธอกัดปากแน่น กลั้นยิ้มจนแก้มปวด จิกเบาะหนังระบายความฟิน
ครืด... ครืด...
มือถือสั่นเป็นเจ้าเข้าบนตัก ดับฝันกลางวันแสกๆ จนพิมพาสะดุ้งโหยง ก้มมองชื่อบนหน้าจอแล้วแทบอยากจะกรีดร้องออกมาให้ลั่นรถ
Bro Parin
“ให้ตายสิ... มารผจญชัดๆ”
เธอสูดหายใจลึก ปรับเสียงสองให้อ่อนหวานที่สุดเท่าที่จะดัดจริตได้ก่อนกดรับ
“ฮัลโหลลล เฮียปริญขาาา คิดถึงน้องสาวคนนี้เหรอคะ โทรมาเช็กเร็วจัง”
(อยู่ไหน)
ปลายสายสวนกลับเสียงห้วนจัด หางเสียงไม่มี เหมือนตำรวจสอบสวนนักโทษคดีอุกฉกรรจ์
“อยู่บนรถโรงแรมแล้วค่า ปลอดภัยหายห่วง คนขับสุภาพเรียบร้อยมากกก ขับนิ่มยังกับลอยบนเมฆ”
(ถ่ายรูปทะเบียนรถ บัตรพนักงานคนขับ แล้วก็ป้ายวงกลมหน้ารถส่งมาเดี๋ยวนี้)
พิมพาอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน
“เฮีย! จะบ้าเหรอ พิมนั่งอยู่ข้างหลัง จะให้ปีนไปถ่ายบัตรเขาได้ไง เสียมารยาทตายชัก เขาจะหาว่าเป็นบ้าเอานะเฮีย”
(งั้นเปิดแชร์โลเคชันเรียลไทม์ไว้ เฮียจะเฝ้าหน้าจอ ถ้ารถออกนอกเส้นทางแม้แต่นิดเดียว เฮียจะโทรแจ้งตำรวจสากลให้สกัดจับทันที)
“โห... เฮียคะ พิมมาทำงานเดินแบบการกุศลนะ ไม่ได้มาออกรบตะวันออกกลาง ไม่ต้องระแวงเบอร์นั้นก็ได้มั้ง”
(ทำตามที่บอก อย่าดื้อ พ่อกับแม่เป็นห่วง) น้ำเสียงปริญเข้มขึ้น ความอดทนเริ่มต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (แล้วชุดที่ใส่มาน่ะ หวังว่าจะไม่ใช่ไอ้ชุดแดงแหวกอกผ่าถึงสะดือที่แกซื้อมาเมื่อเดือนก่อนนะ)
พิมพาก้มลงมองหน้าอกหน้าใจตัวเองที่แทบจะล้นทะลักออกมาทักทายชาวโลกจากเกาะอกสีแดงแจ๊ด แล้วกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
“ป...เปล่าค่ะ! พิมใส่ชุดวอร์ม! มิดชิดมาก รูดซิปถึงคอหอยเลย กางเกงขายาวลากพื้น จริงจริ๊ง! เรียบร้อยดุจผ้าพับไว้เลยค่ะเฮีย!”
(โกหกขอให้ตกเครื่องขากลับ)
“แง้! เฮียอะ! แช่งน้องทำไมเนี่ย! แค่นี้นะคะ พิมจะงีบแล้ว สัญญาณไม่ค่อยดีเลย ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด...”
พิมพารีบกดวางสายหนีความผิด ตัดบทสนทนาที่ชวนให้อายุสั้นลงไปสิบปี หัวใจเต้นตึกตัก เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียด ทิ้งตัวพิงเบาะนุ่มๆ อย่างหมดแรง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นตึกราบ้านช่องไหลผ่านตาไปเร็วๆ
“คอยดูเถอะเฮียปริญ... น้องสาวคนนี้จะหาสามีมาเฟีย โหดๆ ให้ได้ จะได้เลิกตามคุมประพฤติกันซะที!”
พิมพาหลับตาลง มุมปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์
ภารกิจเริ่มแล้ว... และเป้าหมายก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม (มั้ง)