“ไม่ค่ะ!!”
เรียวปากคู่งามที่ฉาบไว้ด้วยลิปสติกฉ่ำวาวสีแดงสดเอ่ยปฏิเสธออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าและแววตาของเธอแสดงความเด็ดเดี่ยว เมื่อผู้เป็นบิดาบอกจุดประสงค์ที่เขาต้องการให้กับเธอได้รับรู้
“ทำไมว้า..ป๊าตามใจแกทุกอย่าง แต่เรื่องนี้แกทำตามที่ป๊าขอไม่ได้รึไง ป๊าหวังดีกับแกนะ”
เสี่ยพิพัฒน์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก เมื่อลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนบอกปฏิเสธเขาขึ้นมาทันควัน เมื่อบอกกล่าวเรื่องราวและความต้องการของเขากับเธอ
“แต่ที่ป๊าขอมันมากเกินไป นั่นมันชีวิตทั้งชีวิตของหนูเลยนะ”
หญิงสาวยังคงเถียงผู้เป็นบิดาอย่างไม่ยอมโอนอ่อนลดละ
“ก็เพราะมันเป็นทั้งชีวิตของหนูไง ป๊าถึงอยากให้หนูแต่งกับชนาธิปเค้า หนูจะได้สุขสบายไปทั้งชาติ อีกอย่างลุงชาวีก็เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กับป๊า ป๊าจะได้วางใจที่มีคนดีๆ ครอบครัวดีๆ มาคอยดูแลลูกสาวของป๊า”
“แต่เรื่องนี้หนูขอเป็นคนเลือกเองได้มั้ยคะ”
“ไม่ล่ะ!! ที่ป๊าเลือกให้มันก็ดีที่สุดแล้ว”
ครืดดด…ร่างอรชรสมส่วน ขยับเลื่อนเก้าอี้พาตัวเองลุกออกจากโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว แล้วเดินออกไปยังหน้าบ้านโดยไม่โต้ตอบใดๆ กับผู้เป็นบิดาอีก
“ยัยพริม! แล้วนั่นแกจะไปไหน ยัยพริม! กลับมาคุยกับป๊าให้รู้เรื่องก่อน”
เสี่ยพิพัฒน์ลุกขึ้นยืนร้องเรียกลูกสาวคนเล็กเสียงดังอย่างหัวเสีย เมื่ออยู่ๆ เธอก็ลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารออกไปเสียดื้อๆ
“คุณ..คุณคะใจเย็นๆ หน่อยสิคะ ค่อยๆ พูดกับลูกเถอะค่ะ ยัยพริมเพิ่งจะรับรู้เรื่อง ลูกอาจจะยังไม่ทันปรับตัวปรับใจ ฉันว่าคุณให้เวลาลูกได้ตั้งตัวหน่อยก็ดีนะ”
“คุณก็ดูสิ นิสัยเอาแต่ใจไม่ยอมฟังใครไม่เคยเปลี่ยน”
“ไม่รู้เหมือนใคร”
คุณนวลละออพึมพำออกมาเบาๆ
“คุณว่าอะไรนะ”
“เอ่อ..เปล่าหรอกค่ะ ทานข้าวต่อเถอะ”
“แล้วนี่..เจ้าพอร์ชยังไม่กลับอีกเหรอ”
“ยังค่ะ เห็นว่ามีนัดไปทานข้าวกับลูกค้า”
“อ้อจริงสิ..ผมลืมไป”
สองผู้อาวุโสจบบทสนทนาแล้วนั่งลงกินข้าวกันต่อไปอย่างเงียบๆ