สองชั่วโมงต่อมา ณ ภัตตาคารหรูใจกลางโรงแรมระดับห้าดาว
สรัลลดาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวเรียบร้อยดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งขัดกับชุดเกาะอกเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง) กำลังนั่งหน้ามุ่ยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ หมอเบย์ คุณตาผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่กำลังนั่งยิ้มกริ่มจิบชาอย่างอารมณ์ดี
"ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิยายเฟิร์ส คุณตาอุตส่าห์คัดสรรคนนี้มาให้หลานด้วยตัวเองเลยนะ รับรองว่าถ้าหลานเห็นหน้าเขา หลานจะต้องขอบคุณตาแน่ๆ" ชายชราเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
"คุณตาก็พูดเวอร์ไปค่ะ หมอก็คือหมอ วันๆ เอาแต่อยู่เวร หน้าตาก็คงจะจืดชืด ใส่แว่นหนาเตอะ ดูเนิร์ดๆ น่าเบื่อจะตายไป"
เฟิร์สบ่นอุบอิบในลำคอ พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบเพื่อดับความหงุดหงิด แถมตอนนี้ร่างกายของเธอก็ยังระบมไม่หาย อยากจะกลับไปนอนพักที่คอนโดใจจะขาด
"ใครบอกหลานตากันล่ะ นู่นไง เขามาพอดีเลย"
คุณตาเบย์พยักพเยิดหน้าไปทางประตูทางเข้าภัตตาคาร เฟิร์สถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะค่อยๆ หันขวับไปมองตามทิศทางที่คุณตาบอก เพื่อเตรียมตัวจะแผลงฤทธิ์ใส่ว่าที่คู่หมั้นให้กระเจิงตั้งแต่แรกพบ
เเต่ วินาทีที่สายตาของเธอประสานเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาหา แก้วน้ำในมือของสรัลลดาก็แทบจะร่วงหล่นลงพื้น
ผู้ชายคนนั้นสวมชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บเนี้ยบกริบ ผมที่เคยตกลงมาปรกหน้าเมื่อคืนถูกเซตเป็นทรงเปิดหน้าผากดูภูมิฐานและทรงอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เธอเพิ่งจะลูบไล้และจูบซับมันอย่างบ้าคลั่งเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กำลังส่งรอยยิ้มสุภาพบุรุษมาให้คุณตาของเธอ
แต่พอดวงตาคมกริบสีรัตติกาลคู่นั้นเลื่อนมาสบตากับเธอ เขากลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับตอนที่เขากระซิบข้างหูเธอเมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน
"ขอโทษที่มาสายครับคุณลุงหมอ พอดีเมื่อเช้ามี แมวหนีออกจากห้องไป ผมเลยต้องจัดการธุระนิดหน่อย"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายผู้อาวุโส แต่ประโยคหลังกลับจงใจปรายตามองมาที่หญิงสาวผมแดงที่กำลังนั่งอ้าปากค้าง หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
"ไม่เป็นไรๆ หลานกันต์มานั่งก่อนสิ"
หมอเบย์ผายมือเชิญอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันมาแนะนำหลานสาว
"ส่วนนี่ไง ยายเฟิร์ส หลานสาวคนโตของตาที่เคยเล่าให้ฟังเฟิร์ส นี่ หมอกันต์ เป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลตา และเป็นคนที่ตาอยากให้หลานหมั้นด้วย"
เเพล้ง
เสียงหน้าเเตกอย่างแตกหักดังลั่นของสรัลลดา
โฮสต์หนุ่มสุดแซ่บเมื่อคืน คือหมอกันต์ ว่าที่คู่หมั้นของคุณตาเหรอเนี่ย ....
ชีวิตวัยรุ่นอย่างเธอ จบสิ้นแล้วจริงๆสินะ"
นี่หมอกันต์ รู้จักกันไว้สิ ยายเฟิร์ส"
เสียงแหบพร่าตามวัยของคุณตาเบย์ดังก้องอยู่ในหัวของสรัลลดาซ้ำไปซ้ำมา
ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง หญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อเบิกตากว้างมองผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ลมหายใจของเธอสะดุดกึกไปชั่วขณะ
สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาดมาตลอด บัดนี้กลับขาวโพลนไปหมด
ช็อก... นี่คือคำเดียวที่สามารถอธิบายความรู้สึกของเธอในวินาทีนี้ได้ดีที่สุด
คนที่คุณตาให้เธอมาดูตัว คนที่เป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งและเป็นลูกศิษย์คนโปรดคือผู้ชายคนเดียวกับที่เธอลากขึ้นเตียงเมื่อคืนเนี่ยนะ?
ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยตีแสกหน้ายัยตัวร้ายเข้าอย่างจัง เฟิร์สแทบอยากจะมุดหัวหนีลงไปใต้โต๊ะอาหารให้รู้แล้วรู้รอดเมื่อนึกถึงวีรกรรมสุดโต่งที่ตัวเองทำลงไปเมื่อคืน
เธอกล้าดีกึ่งลากกึ่งจูง ว่าที่คู่หมั้น’ง ของตัวเองออกมาจากหน้าร้านบาร์โฮสต์
แถมยังไปยัดเยียดสถานะ เด็กนั่งดริ้งก์ให้เขาสารพัด ซ้ำร้ายเมื่อเช้ายังใจกล้าวางเงินปึกใหญ่พร้อมจดหมายน้อยทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าอีกต่างหาก
ดวงตากลมโตสั่นระริกขณะไล่สายตามองพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง
ภายใต้แสงไฟสีของภัตตาคารหรู ชนกันต์ดูภูมิฐานและทรงอำนาจมาก เขาสวมชุดสูทสั่งตัดที่พอดีกับช่วงไหล่กว้าง เรือนผมสีเข้มที่เคยปล่อยปรกหน้าผากอย่างเซ็กซี่เมื่อคืน ถูกเซ็ตเสยขึ้นไปด้านหลังอย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นโครงหน้าหล่อเหลาหมดจด ทุกกระเบียดนิ้วของเขาดูเป็น คุณหมอชนกันต์’ง ผู้เพียบพร้อมงทุกอย่างแตกต่างจากผู้ชายดิบเถื่อนที่กักขังเธอไว้ใต้ร่างเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนอย่างสิ้นเชิง
‘หลอกลวง อีตาหมอนี่มันจิ้งจอกห่มหนังแกะชัดๆ'
เฟิร์สกรีดร้องอยู่ในใจ เมื่อคืนเขาแพรวพราวและร้ายกาจกับเธอมากแค่ไหน มีหรือที่เธอจะลืมลง
ทว่ายิ่งพยายามจะสั่งให้สมองลบเลือนความทรงจำเหล่านั้นออกไป
ภาพเหตุการณ์บนเตียงคิงไซส์ก็ยิ่งไหลย้อนกลับมาในหัวเป็นฉากๆ ราวกับเปิดหนังสั้นฉายซ้ำ ภาพฝ่ามือร้อนผ่าวที่ลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้า ภาพริมฝีปากหยักลึกที่พรหมจูบไปทั่วทุกตารางนิ้วบนเรือนร่างของเธอ เสียงครางทุ้มต่ำที่ดังอยู่ชิดริมหู ไปจนถึง
สัมผัสแนบชิดที่แสนจะลึกซึ้ง
สรัลลดาเผลอสูดปากเบาๆ เมื่อความรู้สึกปวดร้าวที่ช่วงล่างแล่นริ้วขึ้นมาเตือนความจำ การขยับตัวนั่งบนเก้าอี้บุเบาะนุ่มๆ
ในตอนนี้ยังทำให้เธอรู้สึกจุกเสียดไม่หาย เพราะเมื่อคืนเขาเล่นบทรักรังแกเธออย่างเอาแต่ใจและดุดันเหลือเกิน
ยิ่งนึกถึงขนาดความใหญ่โตอันเหลือร้ายของเขาที่แทบจะฉีกร่างเธอออกเป็นสองซีกในตอนแรก ความเขินอายก็พุ่งทะยานทะลุขีดจำกัด
ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เคยเชิดรั้นด้วยความหยิ่งทะนง บัดนี้ค่อยๆ ซับสีเลือดขึ้นมาทีละน้อย จนกระทั่งมันแดงซ่านลามไปถึงใบหูและลำคอขาวผ่อง เฟิร์สรีบก้มหน้าหนีสายตาคมกริบที่จ้องมองมา กัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่นเพื่อสกัดกั้นจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกเสื้อ
อาการนั่งบิดไปบิดมาและใบหน้าที่แดงจัดราวกับลูกมะเขือเทศสุกของหลานสาว ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้อาวุโสที่ผ่านโลกมามากอย่างคุณตาเบย์ไปได้ ชายชราเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ปนเอ็นดู
"เป็นอะไรไปหลานตาเขินรึยังไงหน้าแดงเชียว"
เสียงทักท้วงของคุณตาเบย์ดังขึ้นเรียกสติที่แตกกระเจิงของเธอให้กลับคืนมา เฟิร์สสะดุ้งสุดตัวราวกับคนมีความผิดติดตัวที่ถูกจับได้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นขวับ รีบยกมือขึ้นพัดโบกไปมาที่ข้างแก้มของตัวเองรัวๆ
"ปะ... เปล่าค่ะคุณตา เฟิร์สไม่ได้เขินซะหน่อย เฟิร์สแค่เฟิร์สว่าอากาศที่นี่มันร้อนน่ะค่ะ แอร์ไม่ค่อยเย็นเลยเนอะ แฮะๆ"
เธอแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พร้อมกับหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน ทั้งที่ความจริงแล้วเครื่องปรับอากาศในภัตตาคารระดับห้าดาวแห่งนี้เย็นฉ่ำจนแทบจะติดลบด้วยซ้ำ