การประมูลเพชรจะเริ่มต้นขึ้นในต้นสัปดาห์หน้าสำหรับครั้งนี้ที่ ‘แซงต์-ออนอเร่’ กลางกรุงปารีส จะมีการนำเสนอเพชรเพลิงชมพูซึ่งได้ชื่อว่า ‘เป็นอัญมนีแห่งอุษาคเนย์’ ต้นกำเนิดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่จากข้อมูลของผู้ที่นำมาเสนอการประมูล เพชรนี้เคยถูกครอบครองจากผู้ครองนครอาณาจักรโบราณเหนือลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งสืบทอดมาเจ็ดชั่วอายุคนและมีประวัติอันยาวนานเกือบพันปี
ทิพชมพูนักศึกษาปีสี่เอกเทววิทยา มหาวิทยาลัยลอนดอน มีความสนใจในเพชรเม็ดงามชิ้นนี้ ซึ่งเกิดจากจิตวิญญาณของเธอที่เหมือนสะดุดใจกับชื่อ flame pink diamond ความรู้สึกของเธอยามนี้เหมือนว่าอัญมณีเม็ดงามนี้มีแรงสั่นสะเทือนเข้าไปในห้วงกระแสจิตจนเธอนอนไม่หลับ เก็บไปคิดและฝันเฟื่องไปเรื่อยจนความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมาเมื่อสองสามวันก่อนว่า บรรพบุรุษของเธอน่าจะได้เคยผูกพันกับเพชรเม็ดนี้ เธอจึงตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านออนไลน์ทันทีว่าเธอต้องเข้าไปชมการประมูลของสถาบันแห่งนี้ที่กรุงปารีส และที่สำคัญเธออยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ครอบครองเพชรเม็ดงามนี้
ทิพชมพูบินไปถึงปารีสวันอาทิตย์ และขอให้วิมาดาลูกพี่ลูกน้องเธอซึ่งเรียนอยู่ที่นั่นมารับเธอที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล เมื่อถึงอพาร์ตเม้นต์ของวิมาดาทิพชมพูจึงเตรียมหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพชรอันล้ำค่าชิ้นนี้ และขอให้วิมาดาซึ่งมีเพื่อนทำงานอยู่ในสถาบันการประมูลแห่งนี้ ช่วยให้เธอทั้งสองคนกลายเป็นแขกวีไอพีสำหรับการเข้าร่วมชม จากข้อมูลในเว็บไซด์สถาบันการประมูลแซงต์-ออนอเร่ เพชรนี้มีสีชมพูสดรูปไข่ปราศจากการเจียระไนให้เกิดเหลี่ยม เป็นจี้เพชรกลมมนบนเรือนสร้อยระย้าทอง 18K ลักษณะสายสร้อยเป็นเส้นระย้าสองชั้นลวดลายคล้ายดอกทิวาพันธ์ทิพ ซึ่งตรงกลางเป็นเกสรขนาดจิ๋วล้อมด้วยกลีบบานกลม ลักษณะงานศิลป์ของเครื่องประดับชิ้นนี้สวยงามประณีตอย่างไม่มีที่ติ
“วิมาดา ดอกไม้นี้เหมือนเราเคยเห็นที่ไหนนะ” ทิพชมพูเปิดอ่านข้อมูลเพชรชิ้นนี้ด้วยความสงสัย ห้วงหนึ่งของดวงจิตเธอช่างคุ้นเคยกับอัญมณีชิ้นนี้เสียเหลือเกิน
“ดอกไม้ประเภทนี้ไม่ได้พบในเมืองมนุษย์นะคะ ท่านหญิง” วิมาดาจ้องมองภาพที่ทิพชมพูเปิดขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง เธอขนลุกทันทีเมื่อนึกถึงผอบพลอยสีแดงที่เธอเคยได้รับจากคุณปู่ นานมากแล้วตั้งแต่เธอเกิดแม่บอกว่ามรดกชิ้นนี้คุณปู่ไม่ทราบได้มาอย่างไร แต่บอกว่าเก็บรักษาไว้และมอบให้วิมาดาเมื่อเธอโตพอรู้ความ คุณปู่กำชับว่าผอบน้อยนี้เป็นเครื่องรางสำหรับช่วยเหลือเธอและใครบางคนในอนาคตเบื้องหน้า เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า ลายบนฝาผอบเป็นดอกไม้ดอกเล็กดอกเดียวที่แปลกตามากและเหมือนกับลายสายสร้อยตัวเรือนของเพชรเพลิงชมพูชิ้นนี้
“ทำไมลายดอกไม้ถึงเหมือนกันขนาดนี้” วิมาดาโพล่งขึ้นทันใด ทำให้ทิพชมพูมองหน้าเธอด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
“เหมือนอะไรเหรอ วิ...เธอขอให้เพื่อนจองที่นั่งให้เราสองคนนั่งแถวหน้าได้ไหม” ทิพชมพูคะยั้นคะยอขอให้เพื่อนของวิมาดาช่วยเหลือ
“ได้เลยค่ะ แต่คงต้องโทรไปตอนนี้เลย ขอไปหาเบอร์บ้านของ Suzanne ซูซานก่อน” วิมาดาหายเงียบไปค้นหาเบอร์บ้านของเพื่อนสาว
“เบอร์บ้านของซูซานไม่รู้หายไปไหน แต่เธอมีเพื่อนชื่อ Malika มาริก้า รอเดี๋ยวนะคะท่านหญิง” ทิพชมพูยังเปิดดูลักษณะงานชิ้นนี้ นับเป็นเครื่องประดับที่ทรงคุณค่า น่าจะเป็นเครื่องทรงชิ้นหนึ่งของตระกูลเจ้าชั้นสูงแถบบ้านเธอ ซึ่งมีดอกไม้ในตำนานมากมายและยังเกี่ยวพันกับเรื่องราวที่ลึกลับอีกด้วย
ระหว่างที่เธอเปิดหาข้อมูลเกี่ยวกับดอกไม้ในตำนาน ก็เกิดมีเหตุการณ์แปลกประหลาด ภาพดอกทิวาพันธ์ทิพก็ปรากฏขึ้นมาโดยเธอไม่รู้เหมือนกันว่า มันป๊อปอัพขึ้นมาบนหน้าจอได้อย่างไร และจากข้อมูลในนั้นบอกว่าดอกไม้ชนิดนี้มีกลิ่นหอมถึงสามโลกตั้งแต่ภพบาดาลจนถึงสวรรค์ และที่น่าพิศวงคือเป็นดอกไม้ของพญานาคินีพระนางหนึ่งชื่อว่า ทิพปภา ซึ่งเคยเป็นที่หมายของพญาภัทรสุทธินาคิน หรือองค์อรินทร์นาคเจ้า
“ท่านหญิงคะ คงต้องออกไปหาซูซานที่บ้านเลยตอนนี้ สองคนนี้เช่าห้องอยู่ด้วยกัน ไปกันเถอะ” วิมาดาบอกให้ทิพชมพูออกเดินทางทันทีเพราะอาจจะเสียเวลา
“แล้วสองคนนี้ไม่มีใครมีเบอร์มือถือเลยรึ” ทิพชมพูรู้สึกไม่อยากออกจากหน้าจอไปทันใด เพราะเธอกำลังพุ่งความสนใจไปที่ชื่อซึ่งเพิ่งได้อ่านอยู่เมื่อครู่นี้
“โทรไปแล้วปิดมือถือทั้งคู่เลยค่ะ” วิมาดารู้สึกไม่สบายใจ เพราะตอนนี้ใกล้จะบ่ายสามโมงแล้ว ไม่แน่ใจว่าบุกไปถึงห้องของพวกเธอทั้งสองจะได้พบหรือไม่
“เราว่า เธอน่าจะส่งอีเมล์ไปลองดูก่อนดีไหมล่ะ” ทิพชมพูเอื้อเฟื้อให้ใช้คอมพิวเตอร์ของเธอ เพื่อส่งอีเมล์ไปทันที
“สองคนมี Messenger ไหมล่ะ ถ้าพวกเธอ online ก็บอกไปเลยว่า เราอยากได้ที่นั่งแถวหน้า จะได้ไม่ต้องออกไปให้เสียเวลาหรอก” วิมาดาเพิ่งคิดได้ว่าเธอก็ลืมตรงการติดต่อแบบนี้ไป
“เปิด Messenger ดูเลย on อยู่ไหม” ทิพชมพูถามวิมาดา
“ท่านหญิง....มาริก้าตอบมาแล้วว่า ซูซานออกไปชอปปิ้ง เธอรับปากว่าจะบอกให้”
ทิพชมพูโล่งอกที่ไม่ต้องออกไปข้างนอกเพราะอากาศช่วง Autumn ซึ่งเป็นฤดูที่เธอเองไม่ชอบไปไหนมาไหนสักเท่าไหร่ เพราะอากาศแห้งและเธอแพ้ละอองจากเกสรที่ปลิวมาตามสายลม เธอเป็นคนหนึ่งที่เป็นโรค hay fever ถ้าอากาศเปลี่ยนแปลง
“วิ... เราได้ชื่อดอกไม้ที่กำลังพูดถึงกันอยู่ แต่ข้อมูลก็มีเพียงแค่ชื่อเท่านั้น ไม่มีอะไรเท่าไหร่” วิมาดาทำตาโต เพราะเธอไม่เคยได้ยินชื่อดอกไม้นี้เหมือนกัน แต่ชื่อไปเกี่ยวพันกับเรื่องราวที่น่าขนลุกสำหรับเธอ
ทิพชมพูปลุกวิมาดาแต่เช้าตรู่ เธอตื่นขึ้นมาหกโมงเช้าเพื่อดูข้อมูลอีกครั้งในเว็บไซด์ ที่เมื่อวานทำเป็น book mark เก็บไว้ วิมาดากุลีกุจอทำอาหารเช้าง่ายๆ ขนมปังไข่ดาวกับโกโก้ร้อนให้ทิพชมพู ส่วนเธอเองแค่กาแฟถ้วยเดียวก็พอออกบ้านได้แล้ว วันนี้โชคดีที่เธอไม่มีเรียน ปีสุดท้ายสำหรับเธอนั้นมีเรียนแค่ 1 วิชา และส่งงาน research paper อีก 1 เล่มเท่านั้น
“วันนี้โชคดีค่ะที่วิไม่มีเรียนเราออกสัก 8 โมงก็ทันไม่ต้องรีบร้อน ถนนแซงต์-ออนอเร่ มีร้านแบรนด์ดังอย่าง Hermès เปิดสาย 10 โมงครึ่ง พอออกจากที่ประมูลเราก็ไปกันนะคะ” วิมาดาชวนทิพชมพูชอปปิ้งหลังจากไปชมการประมูล ร้านนี้เปิดถึง 6 โมงเย็น มีเวลาเหลือเฟือสำหรับพวกเธอวันนี้
วิมาดาพาทิพชมพูขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินจากเขตที่เธอพักมาลงสถานีนี้ได้เลย และยังมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงที่เธอพาทิพชมพูเดินชมถนนแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งเธอเล่าว่าโจนออฟอาร์คได้รับบาดเจ็บบริเวณประตูแซงต์-ออนอเร่จากการโจมตีของอังกฤษ ปัจจุบันบริเวณนี้กลายเป็นถนนเศรษฐกิจไปแล้ว และหากเดินไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอย่างหอไอเฟลก็ไม่ไกลนัก
วิมาดาโทรหาซูซานเพื่อจะแจ้งว่าเธอได้มาถึงแล้วพร้อมญาติอีกคนจากลอนดอน แต่ซูซานซึ่งไม่ได้รับสายเธออาจยุ่งกับการจัดเตรียมการประมูลในวันนี้ เมื่อเธอกับทิพชมพูไปถึงที่ลอบบี้ของสถาบันการประมูล แจ้งชื่อว่าได้จองที่นั่งไว้แถวหน้ากลับเกิดปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ทั้งสองต้องไปนั่งบริเวณแถวที่สองทางซ้ายมือ เมื่อเธอกำลังรอการประมูลที่จะเริ่มต้นขึ้น ทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่สาวของสถาบันมาเชิญให้เปลี่ยนที่นั่ง เธอและวิมาดามานั่งตรงแถวกลางหน้าสุด ก่อนที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเชิญผู้บริหารขึ้นมากล่าวกับแขกผู้มีเกียรติก่อนเปิดการประมูล ปรากฏมีชายหนุ่มกลางคนและชายสูงวัยเดินเข้ามา ชายหนุ่มวัยกลางคนลักษณะสูงสง่าแต่งกายและสวมหมวกแบบผู้ดียุโรป มีเจ้าหน้าที่เชิญเขาเข้ามานั่งตรงที่นั่งว่างข้างทิพชมพู และชายสูงวัยนั่งตรงที่นั่งว่างถัดจากชายหนุ่ม ก่อนที่ชายทั้งสองจะนั่งลงเขาทั้งคู่ได้จ้องมองหน้าทิพชมพูเขม็งอย่างเอาจริงเอาจัง ราวกับพยายามมองว่าเธอเคยรู้จักกับเขาทั้งสองหรือไม่ ทำให้ทิพชมพูหันไปมองวิมาดาด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ขณะที่การประมูลกำลังจะเริ่มขึ้นชายสองคนมองหน้ากัน และส่งสัญญาณว่าจะเป็นผู้ที่สนใจเสนอราคาประมูล ราคากลางเริ่มต้นที่ 17 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทิพชมพูเหลือบไปมองคนทั้งสองก็เห็นยังคงนั่งเฉยๆ ฟังการประมูลจากผู้เสนอรายอื่นๆ จนราคาไต่ขึ้นไปจนถึง 28 ล้าน เธอคิดว่าราคาน่าจะหยุดอยู่ที่ 30 ล้าน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ราคายังคงมีผู้เสนอสูงขึ้นไปถึง 50 ล้านอย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งวิมาดาและทิพชมพูหันมามองหน้ากันและคิดเหมือนกันว่า ราคาเพชรสีชมพูนี้มีคุณค่ามหาศาลขนาดนั้นจริงๆ ระหว่างที่ราคามาหยุดอยู่ที่ 50 ล้าน ผู้ประกาศบนเวทีนับว่าจะสิ้นสุดราคาที่ 50 ล้าน เสียงของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างทิพชมพูส่งสัญญาณเสนอราคาดังขึ้นมาที่ 55 ล้าน ทำให้การประมูลดำเนินต่อไปและยังมีคนเสนอราคาสู้ที่ 60 ล้าน คนทั้งห้องเงียบฟังการประมูลอย่างใจจดใจจ่อว่า จะมีใครเสนอราคาอีกหรือไม่ ปรากฏว่าชายหนุ่มที่นั่งข้างทิพชมพูยังเสนอราคาสูงขึ้นไปถึง 70 ล้านดอลลาร์ ผู้ประกาศนับเพื่อหยุดราคาที่ 70 ล้าน ปรากฏว่าไม่มีคนเสนอราคาอีกต่อไป ทิพชมพูหันหน้าไปมองคนที่นั่งข้างเธอด้วยความทึ่งที่เขาประกาศราคาสูงขนาดนั้น
“เจ้ามองข้าเยี่ยงนี้...ดั่งเพลานั้นไม่มีผิด” ทิพชมพูงงกับภาษาที่ชายหนุ่มพูดกับเธอ ซึ่งไม่ใช่ภาษาในยุโรป แต่เป็นภาษาแบบเดียวกับที่บ้านเธอ ที่น่าตกใจคือเป็นสำเนียงของคนโบราณ ซึ่งทำไมตอนแรกได้ยินคำที่เขาพูดเสนอราคาเป็นภาษาของคนที่นี่แต่กับเธอกลายเป็นอีกภาษาหนึ่ง ลักษณะหน้าตาของชายคนนี้เหมือนคนแถบเอเชียทางบ้านเธอ ถ้าไม่แต่งกายแบบชาวยุโรป ทิพชมพูคงคิดว่าเขาคนนี้น่าจะเป็นชายในยุคโบราณ ลักษณะผิวกายสีเหลืองทองเข้มแต่ยังไม่เข้มขนาดโทนสีแทน โครงหน้าและรูปกายเหมือนใครบางคนที่เธอรู้สึกคุ้นๆ แต่ไม่น่าใช่ว่าเคยเจอกันมาก่อน เธอรู้สึกพิลึกอยู่ในใจว่าทำไมชายผู้นี้หันมามองหน้าเธออยู่หลายครั้ง แม้กระทั่งการประมูลสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม มีคนบางคนในห้องประมูลเข้ามาจับมือแสดงความยินดีกับเขา ทิพชมพูกับวิมาดาได้แต่ยิ้มโค้งคำนับให้และเลยไปมองหน้าชายสูงวัยอย่างยินดีเช่นกัน ชายสูงวัยมองหน้าสองสาวอย่างสนใจทั้งมีทีท่าส่งยิ้มให้พวกเธออย่างเปิดเผย
ทิพชมพูและวิมาดาเดินออกมาอย่างปลื้มอกปลื้มใจ ที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้คนในห้องประมูลซึ่งคนที่เข้ามามีแต่ระดับมหาเศรษฐี หลังจากออกจากสถาบันการประมูลมา วิมาดาจะทำหน้าที่เป็นไกด์พาทิพชมพูไปเดินดูร้านแบรนด์ดังที่ได้คุยกันไว้ก่อนแล้ว
“ท่านหญิง เราไปร้าน Hermès กัน แต่ก่อนอื่นต้องรองท้องก่อนนะคะ หามื้อเที่ยงแถวๆ นี้ล่ะ” วิมาดาพาทิพชมพูไปร้านขายแซนด์วิช จะเรียกว่าอาหารข้างทางก็ได้ ก็แค่โผล่หน้าสั่งเบอร์เกอร์หรือแซนด์วิชแล้วก็ยืนรอรับ ระหว่างที่ยืนเข้าแถวรออยู่ตรงบริเวณนั้นทิพชมพูตกใจเมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มคนนั้นถามเธอและวิมาดาว่า
“พวกเจ้าชอบกินแบบนี้เจียวรึ…!!!” ทิพชมพูมองหน้าชายหนุ่มผู้นี้ซึ่งยังใช้ภาษาที่แปลกหูพวกเธออย่างยิ่ง
“มาจากโลกไหนกันค่ะนี่” วิมาดาอดรนทนไม่ไหว จึงสวนกลับไปด้วยความสงสัย
“แล้วเจ้าล่ะ ทำไมมาอยู่ที่นี่” ทิพชมพูนึกสนุกพูดขึ้นบ้าง ไหนไหนก็ไหนไหนจะใช้ภาษาเก่าโบร่ำโบราณก็มาสนุกกันเลย เธอคิดเล่นแบบเด็กๆ
“ข้าตามหาเจ้าถึงสามภพภูมิ มิดีใจดอกรึที่ได้พบกับข้าเพลานี้” ทิพชมพูหัวเราะกับคำพูดที่เหมือนตามจีบเธอเข้าให้ ภาษาแบบนี้มันสุดแสนมหัศจรรย์ขนาดไหนกันนี่
“ท่านปู่เจ้า ข้าอยากให้แม่นางทั้งสองไปกับข้า” ชายหนุ่มผู้นี้หันไปพูดกับชายสูงวัยอย่างใจร้อน
“เรายังไม่ได้กินอะไรเลย” วิมาดาพูดขัดจังหวะขึ้นทันที ทิพชมพูรู้สึกว่าเหตุการณ์ชักจะไปกันใหญ่ ยุโรปมีคนเสียสติแกล้งทำเป็นรวยก็เยอะแยะ และยังมีคนทำตัวเป็นผู้ดีหลอกผู้คนมีถมไป
“วิ่งหนีสองคนนี้ไปเลยดีกว่า” ทิพชมพูกระซิบเบาๆ ข้างหูวิมาดา และเตรียมตัววิ่ง
“จะหนีข้าไปไหนอีกฤา คิดว่าพวกเจ้าจะหนีได้ไกลโพ้นรึ...หา!!! เสียงชายหนุ่มกระแทกตรงคำลงท้าย ทำให้ทั้งสองคนตกใจวิ่งหนีไปพร้อมกันทันที
“เราต้องไปหาตำรวจช่วยแล้วล่ะ” ทิพชมพูวิ่งมาอีกซอกของตัวตึก เธอถามวิมาดาจึงได้ความว่าถนนแห่งนี้เชื่อมไปถึงหอไอเฟลได้
“เราต้องไปที่ไอเฟล แถวนั้นจะมีตำรวจขับรถลาดตระเวน ยังไงเกิดอะไรขึ้นก็จะปลอดภัยกว่าค่ะ” วิมาดาเห็นทิพชมพูทำหน้าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่
ทั้งสองคนยังตกใจอยู่ที่จู่ๆ ชายหนุ่มและชายสูงวัยท่าทางเหมือนคนโบราณเข้ามาพูดคุยด้วยภาษาที่ผิดยุคสมัย ยังไม่พอจะชักชวนให้ไปกับพวกเขาทั้งสองอีกซึ่งทำให้ทิพชมพูสับสนไปหมด การปรากฏตัวของคนทั้งสองสร้างความพิลึกมหัศจรรย์อย่างยิ่งและสร้างความฉงนให้กับวิมาดาไม่น้อย เพราะเธอเห็นชายหนุ่มพยายามที่จะเข้ามาพูดคุยกับทิพชมพูคนเดียว ส่วนชายสูงวัยก็มองวิมาดาอยู่ตลอดเวลา นึกแล้วเธอยังขนลุกขนพองไม่หาย แต่คิดว่าเขาทั้งสองต้องมีจุดประสงค์อะไรแน่นอน และการประมูลเพชรเพลิงชมพูนั้นมันเกี่ยวพันอะไรกับพวกเธอด้วยอีกหรือไม่
ทั้งสองคนเดินข้ามฝั่งถนนมาอีกด้าน มองไปเห็นหอไอเฟลอยู่ตรงหน้า ทิพชมพูยังไม่เคยมาที่แห่งนี้ เธอมองสิ่งประดิษฐ์ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 ที่ยังคงตั้งเด่นตระหง่านมาจนถึงปัจจุบันซึ่งได้กลายเป็นอนุสรณ์ของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ให้ผู้คนจากทุกมุมโลกมาเที่ยวชม วิมาดาทำให้เธอได้มาปารีสเป็นครั้งแรก นับว่าโชคดีที่เธอได้เข้าร่วมชมการประมูลเพชรอันล้ำค่า ซึ่งเธอคิดว่าโอกาสประจวบเหมาะเช่นนี้ใช่จะเกิดหรือมีมาให้คว้าคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แล้วก็ให้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกเธอยังรู้สึกใจสั่นไม่หาย ปารีสเหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกที่ย่อมมีอันตรายแฝงตัวอยู่
“ท่านหญิง เราขึ้นไปชมวิวข้างบนกันเถอะ วิซื้อตั๋วมาแล้วนะคะ” วิมาดาวิ่งเข้ามาหาท่านหญิงของเธอทันทีหลังจากหายไปชั่วครู่ ช่วงบ่ายนักท่องเที่ยวเริ่มหนาตา คิวหน้าลิฟต์แก้วยาวมากทำให้ยืนคอยนานจนทิพชมพูไม่อยากขึ้นไป
“คอยหน่อยเถอะค่ะ” วิมาดาไม่อยากพาเธอมาอีกครั้ง เพราะทิพชมพูบอกว่าจะอยู่ถึงวันพุธก็จะบินกลับ กว่าทั้งสองคนจะขึ้นไปยอดหอไอเฟลได้ต้องยืนรอนานเกือบครึ่งชั่วโมง ทั้งสองคนตาค้างไม่กระพริบเมื่อประตูลิฟต์แก้วเปิด ทันใดนั้นหน้าชายโบราณสองคนลอยขึ้นมาปะปนกับกลุ่มนักท่องเที่ยว คนแน่นจนเธอทั้งสองไม่รู้จะหาทางวิ่งหนีหลบไปไหนได้ วิมาดาเริ่มตัวสั่นเทามือของเธอที่จับทิพชมพูไว้เย็นเฉียบจนทิพชมพูต้องบีบอุ้งมือเธอไว้เบาๆ เพื่อให้เธอคลายความตกใจ
“ไม่ต้องกลัว ที่นี่คนเยอะ น่าจะปลอดภัยนะ” ทิพชมพูกระซิบ
“เราไม่คิดว่าสองคนนี้จะมีเจตนาร้ายหรอก” ทิพชมพูพูดขึ้นเพื่อปลอบใจว่าน่าจะมีอะไรที่ดีก็เป็นได้
ตรงจุดชมวิวมีแต่คนหนาแน่น ชายหนุ่มมายืนอยู่ข้างทิพชมพูในตอนไหนเธอเองก็ยังไม่ทันได้ระวังตัว
“เจ้ายังเหมือนเดิมเยี่ยงนี้...ใจข้ายิ่งมิอาจห่างเจ้า” ทิพชมพูทึ่งกับคำพูดชายหนุ่มว่า จะมาไม้ไหนเจ้าเล่ห์เพทุบายอะไรอีก
“แล้วท่านรู้ได้ยังไงว่าข้ายังเหมือนเดิม” แววตาของชายหนุ่มยิ้มยั่วเธอทันทีที่ได้ยินทิพชมพูตอบกลับด้วยสำนวนโบราณ
“ข้าจะนำเจ้ากลับไปในวันพรุ่ง” ชายหนุ่มเสียงเบาเหมือนพูดกับเธอแค่สองต่อสอง
“จะไปยังไงกันล่ะท่าน...เจ้าขา” ทิพชมพูถามกลับไปตามประสาเธอ นึกอยากสนุกแล้วสิ น่าจะเหมือนนิยายแฮรี่พอตเตอร์ไหม
“เจ้าจะรู้เอง” เมื่อได้ยินคำพูดนี้เธอจึงหันกลับไปเพื่อจะดูสีหน้าและแววตาอีกครั้งแต่ก็พลันตกใจที่ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนแล้ว
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงห้องที่อพาร์ตเม้นต์ วิมาดายังซักไซ้ถามทิพชมพูว่าเธอพูดอะไรกับชายหนุ่มผู้นั้น แปลกประหลาดมากที่ทันใดชายทั้งสองหายไปเหมือนพวกนักมายากล บทจะมาก็มาบทจะไปก็หายไปทันทีน่าพิลึกพิลั่นให้ทั้งสองได้ครุ่นคิด