1 | การตัดสินใจของอัยย์วา

1751 Words
"คุณแม่คะ ทำไมที่ห้องทำงานของคุณพ่อถึงมีคนเข้าออกอยู่ตลอดเลยล่ะคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น" "กลับมาจากมหาลัยแล้วหรือลูก งั้นก็เข้าไปรอในห้องของตัวเองก่อนนะ ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้หรอก" "ไม่เอาหรอกค่ะ จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้มาขนของออกไปแบบนี้ ตะกี้ตอนที่หนูเดินสวนกับคนขนของ หนูก็เห็นมีคนถือภาพวาดที่คุณพ่อรักมาก ๆ ออกไปด้วย แบบนี้จะให้หนูนิ่งเฉยได้ยังไงล่ะคะ" "ของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ลูก แม่บอกให้เข้าไปอยู่ที่ห้องของตัวเองไง ไม่เข้าใจที่แม่บอกใช่ไหมอัยย์วา" "คุณแม่..." อัยย์วาก็จำใจเดินขึ้นไปบนห้องของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะหันหลังกลับไปมองมารดาที่กำลังทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่ ซึ่งอัยย์วาก็รับรู้ได้ว่าสถานการณ์ในบ้านตอนนี้กำลังมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ อัยย์วาในวัย 22 ปีก็เดินขึ้นบันไดไม้สักทองที่ทั้งใหญ่และกว้างขวาง บ้านหลังนี้เป็นบ้านหรูสไตล์ไทยล้านนา ซึ่งมีราคามูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เป็นบ้านสองชั้นที่ถูกสร้างบนที่ดิน 1,800 ตารางเมตร มีพื้นที่ตัวบ้านขนาด 1,200 ตารางเมตร สร้างด้วยไม้สักทองที่ผสมผสานความเป็นไทยกับโมเดิร์น เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นภายในบ้านตกแต่งด้วยไม้สักทองทั้งสิ้น บริเวณบ้านก็มีสวนตกแต่ง มีน้ำตก มีสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนสและอื่น ๆ มากมายที่มีความสะดวกครบครัน ทั้ง ๆ ที่มีสมาชิกในครอบครัวเพียงแค่สามคนเท่านั้น แต่กลับมีคนรับใช้ถึงยี่สิบคน ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี หลังจากที่เห็นมารดาเดินเข้าไปในห้องทำงานของบิดาแล้ว อัยย์วาก็เดินกลับลงไปอีกครั้ง ก่อนจะทักถามกับคนแปลกหน้าที่กำลังขนของ ออกมาจากห้องทำงานของบิดาทันที "พวกคุณจะเอาของในห้องของคุณพ่อไปทำอะไรคะ" "ทำอะไรน่ะหรือ ก็จะเอาไปทิ้งน่ะสิ เพราะอีกแค่ไม่กี่วัน บ้านหลังนี้ก็จะมีเจ้าของใหม่ย้ายเข้ามาอยู่แล้ว เจ้าของคนใหม่ต้องการตกแต่งห้องทำงานให้เสร็จเป็นอันดับแรกก่อนที่จะเข้ามาอยู่น่ะสิ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกคุณหนู เพราะพวกเราก็ยังให้เวลาพ่อเลี้ยงดนัยได้อยู่เพื่ออำลาบ้านหลังนี้เป็นครั้งสุดท้ายอยู่แล้ว" "จะเอาไปทิ้งงั้นหรือ? พวกคุณทำแบบนี้ได้ยังไง นี่มันเป็นของสำคัญที่คุณพ่อรักมากเลยนะ" อัยย์วารีบวิ่งไปที่หน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นสิ่งของต่าง ๆ ที่บิดารักถูกกองไว้ที่หน้าบ้านราวกับเป็นเศษขยะ "คุณพ่อ...ทำไมถึงยอมให้คนพวกนั้นทำแบบนี้กับพวกเราล่ะคะ คุณพ่อยอมคนพวกนั้นได้ยังไง แล้วพวกเขาเป็นใครกันคะ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย" "ไปอยู่ในห้องเดี๋ยวนี้เลยลูก" "ไม่ค่ะ หนูไม่ยอมนะคะ คุณพ่อจะยอมให้คนพวกนั้นเอาของไปทิ้งต่อหน้าต่อตาแบบนี้เลยหรือคะ" "อัยย์วาฟังพ่อนะลูก พ่อต้องขอโทษที่ต่อไปนี้พ่ออาจจะทำให้แม่กับลูกต้องลำบาก แต่พ่อสัญญานะว่าพ่อจะทำให้ดีที่สุด เพราะตอนนี้ทั้งบ้าน ไร่ชาและโรงงานของเรากำลังจะถูกส่งต่อให้เจ้าของคนใหม่แล้วลูก เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งการที่เจ้าของคนใหม่จะเข้ามาขนของหรือทำอะไรที่นี่มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา เราห้ามอะไรไม่ได้แล้วล่ะลูก" "นี่มันเรื่องอะไรกันคะ สถานการณ์บ้านเรามันย่ำแย่มากขนาดนั้นเลยหรือคะคุณพ่อ ทำไมหนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย" "ไม่ต้องกังวลไปหรอกลูก ยังไงพ่อกับแม่ก็จะไม่ทำให้ลูกลำบากอยู่แล้ว ตอนนี้หนูก็เรียนจบแล้ว แค่ฝึกงานอีกสัปดาห์เดียวเอง ตอนนี้หนูก็มีความรู้ติดตัว จะทำอะไรก็ไม่ลำบากหรอกลูก" "ที่คุณแม่เคยเกริ่นเรื่องที่อยากให้หนูแต่งงานมีครอบครัวเพื่อให้ครอบครัวของฝั่งนั้นมาช่วยพยุงกิจการในไร่ชาของเรามันก็คือเรื่องจริงงั้นหรือคะ หนูคิดว่าคุณพ่อคุณแม่แค่เป็นห่วงหนูและอยากให้หนูเป็นฝั่งเป็นฝาอย่างเดียวเสียอีก ถึงอยากให้หนูแต่งงานกับคนที่หนูไม่รู้จักแบบนั้น" "ช่างเถอะลูก ก็หนูยังไม่อยากมีครอบครัว แล้วมีเหตุผลอะไรที่พ่อกับแม่จะต้องมาบังคับให้หนูไปอยู่กับคนอื่นแบบฝืนใจอย่างงั้นล่ะ มัน เป็นแค่ความเห็นแก่ตัวของพ่อเองนั่นแหละ เพราะถึงแม้ไร่ชาของเราจะต้องกลายเป็นของคนอื่น แต่พ่อก็อยากจะให้ไร่ชาของเราไปอยู่ในมือของคนที่จะสามารถพัฒนาไร่ต่อไปได้มากกว่า" "แล้วทำไมตอนนั้นคุณพ่อถึงไม่บอกหนูก่อนล่ะคะว่าจะให้เราไปเกี่ยวดองกับไร่ชาฝั่งนั้นเพราะอะไร" "แต่ก็อย่างที่บอก พ่อไม่อยากให้ลูกต้องมารับรู้กับปัญหาในไร่ชาของเรา พ่อเลี้ยงสุนทรที่มีไร่ชาอยู่ติดกับเรา เขาให้ข้อเสนอมาแบบนั้น ที่เขาต้องการให้ครอบครัวเราต้องเกี่ยวดองกันเพราะทางนั้นเขาก็อยากให้ลูกชายรีบเป็นฝั่งเป็นฝา ลูกชายก็มัวแต่เล่นดนตรีจนไม่สนใจที่จะมีครอบครัวสักที พ่อก็ไม่อยากฝืนใจหนูด้วย ก็เลยไปกู้เงินเพื่อหาเงินมาดูแลลูกน้องในไร่และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นกับพ่อเลี้ยงเชิดศักดิ์แทน ถ้าเราหาเงินมาก้อนโตไม่ได้ อีกหนึ่งสัปดาห์เราก็ต้องเก็บข้าวของออกไปจากที่นี่แล้วล่ะลูก" "รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วยงั้นหรือคะคุณพ่อ ไหนบอกว่าแค่ไร่ชาไงคะ เอาจริง ๆ แค่ราคาบ้านเราก็แพงกว่าไร่ชาอีกค่ะ" "ก็บ้านนี้มันตั้งอยู่บนที่ดินของไร่ชานี่ลูก เราเลือกอะไรไม่ได้หรอก แต่อย่ากังวลไปเลยนะ ยังไงพ่อก็จะไม่ทำให้หนูลำบากแน่ ๆ อัยย์วา" "ไม่ใช่ค่ะคุณพ่อ มันไม่ใช่เรื่องนั้น" "ไม่ต้องพูดอะไรแล้วลูก รีบไปในห้องตัวเองได้แล้ว แล้วก็อย่าออกมาจนกว่าพ่อจะเคาะประตูนะ ตอนนี้ในบ้านเรามีแต่ผู้ชาย แถมหนูยังใส่ชุดนักศึกษาอยู่ด้วย รีบเข้าไปในบ้านเลย ป้าแจ่ม รีบพาอัยย์วากลับไปที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย" "ไม่ค่ะคุณพ่อ คุณพ่อพาหนูไปหาคุณแม่ได้ไหมคะ หนูอยากจะคุยกับคุณแม่ค่ะ" "แม่อยู่ที่ห้องทำงาน พ่อไม่อยากให้หนูเข้าไปในนั้นเข้าใจไหมลูก รีบไปที่ห้องของตัวเองเดี๋ยวนี้เลย" "ถ้างั้นหนูขอคุยกับคุณพ่อก็ได้ค่ะ" อัยย์วามองดูของรักของหวงของบิดาที่ถูกนำมากองไว้ที่หน้าบ้านด้วยความเสียใจ ขนาดเธอที่ไม่ได้ผูกพันกับสิ่งของเหล่านั้น เธอยังเสียใจมากขนาดนี้ แล้วบิดาของเธอที่ต้องทนเห็นสิ่งที่ตัวเองรักกำลังถูกขนมาทิ้งราวกับของไร้ค่า บิดาของเธอจะเสียใจมากขนาดไหน "เดี๋ยวมีอะไรก็ค่อยคุยกันนะลูก ตอนนี้กลับไปอยู่ที่ห้องก่อน พ่อเลี้ยงเชิดศักดิ์ก็มีข่าวลือในเรื่องความเจ้าชู้ด้วย ถ้าเกิดมาเห็นลูกเข้าเดี๋ยวจะแย่เอานะ" "คุณพ่อคะ ถ้าเกิดว่าหนูจะแต่งงานตามที่ทางนั้นตกลงไว้ ยังจะทันอยู่ไหมคะ" อัยย์วาก็ตัดสินใจถามออกมาทั้งน้ำตา เธอไม่สามารถทนเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ ถ้ารู้ว่าการที่เธอปฏิเสธการแต่งงานแล้วจะทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในสภาพนี้ เธอคงยอมตกลงที่จะแต่งงานไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพราะเธอไม่เคยรู้ว่ากิจการของครอบครัวจะตกต่ำถึงขนาดที่ต้องโดนยึดที่ไปแบบนั้น "รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา รีบขึ้นไปรอพ่อที่ห้องได้แล้ว" "หนูจริงจังนะคะ ถ้าจะตกลงแต่งงานตอนนี้ยังทันไหมคะคุณพ่อ" "นะ...นี่หนู นี่มันเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนใจพูดอะไรแบบนี้ล่ะ" "มันทันไหมคะ ถ้าทันหนูจะยอมแต่งงานก็ได้ค่ะ ถ้าเกิดว่าหนูแต่งงานแล้ว คุณพ่อจะยังได้อยู่ที่นี่ต่อไปไหมคะ ถ้าเกิดว่าหนูแต่งงานแล้ว จะทำให้คุณพ่อกับคุณแม่ยังสามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ หนูก็ยอมแต่งค่ะ" "อัยย์วา พ่อว่าหนูอย่าฝืนตัวเองเลยนะลูก ถึงเราจะไม่ได้อยู่ที่นี่ต่อ แต่พ่อก็จะไม่ทำให้หนูลำบากแน่นอน" "หนูไม่ได้ฝืนใจเลยนะคะคุณพ่อ หนูจะยอมทำตามทุกอย่าง ดีกว่าที่จะต้องให้ไร่ของเราตกไปอยู่ในน้ำมือของคนพวกนั้น ขนาดของที่คุณพ่อรัก เขาก็ยังทำราวกับเศษขยะไร้ค่า ถ้าเกิดว่าเราปล่อยให้เขามาอยู่ที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในไร่ของเราก็คงจะค่อย ๆ หายไปแน่ ๆ" "นี่หนูจะเอาจริงหรืออัยย์วา แต่ถ้าเกิดว่าหนูตกลง ทางนั้นเขาก็พร้อมจะช่วยเหลืออยู่แล้วล่ะ ก็เพราะว่าพ่อเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวฝั่งนั้นอยู่ แต่เอาจริง ๆ เพื่อนของพ่อก็เต็มใจจะช่วยนั่นแหละ ตอนที่หนูปฏิเสธไปคราวนั้น แต่เงินที่พ่อต้องการมันมากเกินกว่าที่เขาจะช่วยได้ทั้งหมด เพราะเพื่อนของพ่อก็เกรงใจสามีด้วย แต่ถ้าตระกูลของเราจะเกี่ยวดองกันกับฝั่งนั้น ยังไงทางนั้นก็ยอมช่วยเหลือเราทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ" "งั้นก็บอกตอนนี้เลยนะคะคุณพ่อ ก่อนที่ของของคุณพ่อจะเสียหายไปมากกว่านี้ หนูแน่ใจจริง ๆ ค่ะ หนูตัดสินใจแล้ว เพราะยังไงหนูก็เรียนจบแล้ว ถ้าจะต้องแต่งงานมีครอบครัวตอนนี้ก็ไม่เป็นไร"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD