วันนี้สีหน้าของสิตาเต็มไปด้วยร่องรอยความสุข เธอไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหางานพิเศษทำ ก็มีคนเอางานเอาเงินเดินเข้ามาให้เธอเอง สิตาพึงพอใจกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น บางคนปากบอกไม่อยากสุงสิง แต่พอลับหลังก็มาขอความช่วยเหลือ ซึ่งสิตาไม่ได้ติดใจอะไร อย่างไรเธอก็ได้เงินจากความช่วยเหลือที่เธอให้คนเหล่านั้น นับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว
“แม่ฉันจะให้เธอไปสอนพิเศษน้องสาวฉัน ชิ!...ไม่รู้มีอะไรดีนักหนานะ น่าหงุดหงิดชะมัด!”
“ขอบคุณค่ะ” อยากเถียง แต่กลัวไม่ได้งาน สิตาจึงกล่าวขอบคุณ
“อย่ารับงานเยอะจนลืมติวหนังสือให้ฉันกับน้องฉันล่ะ ถ้าเธอลืมเธอเจอดีแน่สิตา ถึงเป็นแฟนพี่วาคิมฉันก็ไม่เอาไว้ เชอะ!!” สะบัดเสียงใส่อย่างไม่พอใจ แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป
คนที่บอกว่าสิตาไม่รู้มีอะไรดีนักหนา คนคนนั้นผลการเรียนดีขึ้นก็เพราะสิตา
“เฮ้อ....ที่นี่เขานิยมแฟชั่นเกลียดคนจนสินะ”
“บ่นอะไร”
“คะ?”
“เธอบ่นอะไร”
“เปล่าค่ะ พี่วาคิมมาได้ไงคะ นี่ยังไม่พักเที่ยงเลย”
“เธอไม่มีเรียนแล้วนี่ เก็บกระเป๋าแล้วไปกับพี่”
สิตารู้สึกมึนๆ เบลอๆ เพราะแฟนหนุ่มสุดหล่อปรากฏตัวตรงหน้าโดยไม่ได้นัดหมาย การปรากฏตัวของวาคิมสร้างความสนใจให้ผู้คน ความหล่อ สูง ยาว ขาว ออร่าของวาคิมสาดแสงจนรู้สึกแสบตาไปหมด สิตาเก้ๆ กังๆ เวลาถูกเร่งเธอมักทำตัวไม่ถูก วาคิมจึงเข้ามาช่วยเก็บกระเป๋า
ตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่าจะได้ยินเสียงกรี๊ดในลำคอของสาวๆ สวยๆ
“ไปได้ยัง”
“ค่ะ ไปก็ได้ค่ะ”
สิตาเดินถือกระเป๋าเดินตามหลังวาคิมไปขึ้นรถ ไม่รู้จุดหมายปลายทางที่คนหล่อเอาแต่ใจและชอบออกคำสั่งจะพาเธอไปที่ไหน สิตานั่งตัวเกร็ง ด้วยความที่ไม่ใช่เพศเดียวกัน สถานะเพิ่งขยับ เธอไม่รู้ว่าควรทำและควรพูดอะไรในเวลาแบบนี้
ชายหนุ่มเหลือบตามองหญิงสาวที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ ใบหน้าของเธอเป็นที่น่ามองและน่าจดจำ ผิวนวลขาวอมชมพูด ปราศจากริ้วรอย คิ้วโค้งได้รูปรับกับจมูกเรียวเป็นสันโด่ง ขนตาเธองอนยาวรับกับนัยน์ตาสีดำกลมโต หางตาที่เชิดขึ้นทำให้รู้สึกถึงแมวเย่อหยิ่ง ริมฝีปากจิ้มลิ้มได้รูปสวย หน้าสดสวยขนาดนี้ แต่งหน้าจริงจังจะสวยขนาดไหน ที่แน่ๆ สวยจนผู้หญิงด้วยกันอิจฉาแน่นอน
อ่า....นี่เขากลายเป็นคนชอบวิจารณ์หน้าตาผู้หญิงไปตั้งแต่เมื่อไรกัน
“พี่จะพาเธอไปบ้านพี่”
“บ้าน!!” ทั้งตกใจทั้งลนลาน อะไรกัน เพิ่งคบกันเป็นแฟนก็พาเข้าบ้านแล้วเหรอ เขาจะพาเธอไปทำอะไรที่บ้านล่ะ
หญิงสาวคิดอย่างว้าวุ่น ขณะที่หัวใจเต้นระรัว ซึ่งไม่รู้ว่าที่หัวใจมันเต้นระรัวนั่นเพราะหวาดกลัวหรือหวั่นไหวกับความคิดลึกของตัวเองกันแน่
“เพื่อนพี่สองคนอยู่ที่นั่น พี่พาเธอไปทำอาหารและกินข้าวด้วยกัน”
“อ้อค่ะ” อยากเอาหน้ามุดแผ่นดินหนี ดีนะที่เธอไม่เปิดเผยความคิดลึกของเธอออกมา ไม่อย่างนั้นคงได้ถีบตัวเองออกจากรถแน่
“ทำอาหารเป็นใช่ไหม”
“พอทำกินได้ค่ะ”
“แค่ทำกินได้ก็พอแล้วล่ะ ไม่ต้องทำอร่อยมากเดี๋ยวพวกบ้านั่นจะมารบกวนบ่อยน่ารำคาญ เข้าใจไหมสิตา”
“เข้าใจค่ะ”
ไม่นานก็มาถึงบ้านของวาคิม มีปอร์เช่สองประตูสีดำมันวาวจอดอยู่ 1 คันและมีเสียงเอะอะดังออกมาจากข้างในบ้าน สิตาหันหน้ามามองวาคิม ก็เห็นวาคิมถอนหายใจทำหน้าเหนื่อยหน่าย
“ศึกแย่งรีโมท” ตอบโดยไม่ต้องถาม เหมือนอ่านใจออก
สิตาพยักหน้าเข้าใจ เธอเดินตามหลังเข้าข้างในบ้าน
“ไอ้ฝรั่งขี้นก”
“มึงก็ฝรั่งขี้นกไอ้ลีวายส์ สะเออะมาด่ากู เดี๋ยวตบกบาลหล่น”
“หล่นบ้านป้ามึงสิ เขามีแต่ตบกบาลหลุด เชี้ยเอ๊ย!! เอารีโมทมาเร็วๆ ฟาโรห์ กูจะดูน้องมุ้งมิ้งขวัญใจนักเยในตำนาน”
“กูไม่ให้ดู กูจะดูข่าวกีฬา มึงมันไร้สาระลีวายส์”
“พวกมึงเป็นเหี้ยอะไรกัน!! เอามานี่ให้หมดเลย!!”
เสียงตวาดดุดันดังกึกก้อง สองหนุ่มสะดุ้งตกใจ ทำรีโมทหล่นจากมือ ร่างสูงเดินดุ่มๆ ก้มหยิบรีโมทแล้วทำท่ายกขาขึ้นหมายจะเตะสองฝรั่ง ฝรั่งสองคนที่ทะเลาะกัน บัดนี้กลับมารักใคร่สามัคคี กระโดดกอดกันหลบหน้าแข้งวาคิม
สิตาเห็นโหมดดุดันของวาคิมรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วตัว
+++++++++++++++++++++
หลังจากได้ทำความรู้จักกับสองเพื่อนสนิทของวาคิม สิตาก็ไปทำหน้าที่ ‘แม่ครัวจำเป็น’ ทันที ขณะเดียวกันวาคิมก็เดินเข้าๆ ออกๆ ในห้องครัว เพื่อนสอดส่องสองหนุ่มและหนึ่งหญิงสาว เขาไม่ไว้วางใจ ลีวายส์และฟาโรห์ตั้งท่าทะเลาะกันได้ตลอดเวลา สิตาอยู่ในครัวคนเดียวอาจเกิดอุบัติเหตุได้
สุดท้ายแล้ววาคิมปล่อยสองหนุ่มแล้วมานั่งเฝ้าสิตาในห้องครัว
“เข้าครัวบ่อยเหรอ”
“เข้าครัวบ่อยค่ะ แต่ไม่ได้ทำเป็นทุกเมนูนะคะ”
“กลัวพี่ใช้ให้มาทำอาหารที่บ้านอีกเหรอ”
“เปล่าค่ะ ถ้าพี่วาคิมอยากให้หนูทำอาหารให้กินก็บอกได้ค่ะ”
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”
ตึกตัก! ตึกตัก! ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังกึกก้องในหูทั้งสอง เธอเผลอสบดวงตาทรงเสน่ห์ เกินกว่าที่สิตาจะต้านทานไหว นั่นจึงทำให้เธอเบือนหน้าหนี กลัวว่าหากจ้องตาวาคิมต่อไปอาจทำให้เธอเป็นลมล้มทรุดไปกองอยู่บนพื้นได้
แค่นี้ก็แทบทรงตัวไม่ไหวแล้ว วาคิมรู้หรือเปล่านะ เขาเป็นคนมีเสน่ห์ที่อันตรายมาก หัวใจที่ไร้ภูมิคุ้มกันของผู้หญิงไร้เดียงสา มันย่อมต้องหวั่นไหวไปกับเสน่ห์อันตรายนั้นอย่างไม่อาจจะต่อกรได้
ขณะเดียวกัน วาคิมกระตุกยิ้มมุมปากพึงพอใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของสิตา
“เราเป็นแฟนกันนี่ใช่ไหม”
“ค....ค่ะ”
“ทำอาหารของเธอต่อเถอะ พี่ไม่กวนแล้ว”
ถึงนั่งเงียบแต่การมีตัวตนของเขามันก็รบกวนเธออยู่ดี ฉะนั้นจึงต้องทำใจและตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารต่อไป จนกระทั่งอาหารถูกจัดใส่จานแล้วนำเสิร์ฟ
“โอ้โห” ลีวายส์อุทานขณะที่เขาก้มลงใช้มือพัดกลิ่นอาหารเข้าไปสูดดม “หอม ยั่วยวนน้ำลาย ควรค่าแก่การรอคอย”
“แสดงโอเว่อร์ตลอด” ฟาโรห์บอกขณะที่ตักอาหารเข้าปาก เขานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดกับสิตา “ทำเยอะหรือเปล่า”
“ค่ะ ยังมีอีกค่ะ”
“เยี่ยม พี่จองที่เหลือ”
“เหอะ....นายก็ไม่ต่างจากฉันหรอก กูละงึดบักปอบ!!” ลีวายส์ด่าฟาโรห์ด้วยภาษาไทยท้องถิ่นทางภาคอีสาน เขาเรียนรู้ภาษาจากแม่ของเขา ชัดถ้อยชัดคำโดยเฉพาะคำด่า
ฟาโรห์ฟังออกเพราะโดนลีวายส์ด่าบ่อย แต่ครั้งนี้เขาทำเป็นหูทวนลม
วาคิมมองสองหนุ่มด้วยสายตาเอือมระอา ขณะที่สิตารู้สึกขบขัน แต่ด้วยมารยาทจึงต้องกลั้นขำทำได้เพียงอมยิ้ม เมนูอาหารมื้อเที่ยงคือ...พาสต้าซี่โครงหมูอบ เสิร์ฟพร้อมโยเกิร์ตสมูทตี้สตอรเบอรี่ปั่น สิตาเห็นทุกคนตั้งหน้าตั้งตากินก็รู้สึกดีใจ
ฟาโรห์และลีวายส์ดูจะชอบกันมาก หลังจากที่พวกเขาทั้งสองกินจานแรกเสร็จ ก็เริ่มเปิดศึกแย่งจานที่สองจานที่สามกันต่ออย่างไม่มีใครยอมใคร วาคิมที่คิดว่าไล่เพื่อนทั้งสองคงยาก จึงไปส่งสิตากลับบ้าน
“สองคนนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ยอมกัน แต่ไม่มีอะไรน่ากลัว”
“ค่ะ”
“เมนูวันนี้พี่ชอบนะ แต่พี่ไม่อยากทะเลาะกับเจ้าบ้านั่น”
“วันหลังถ้าอยากกินก็บอกนะคะ”
“คงเร็วๆ นี้นี่แหละ อาหารในตู้เย็นแม่บ้านซื้อมาใส่เอาไว้ บางครั้งเก็บไว้นานไม่ได้ทำกินมันก็เน่า”
“วันนี้พี่วาคิมพูดเยอะกว่าทุกวันนะคะ”
“ไม่ชอบ?”
“ชอบค่ะชอบ แค่รู้สึกแปลกค่ะ”
“ถ้าจำเป็นต้องพูดพี่ก็พูด ยกเว้นแต่ขี้เกียจพูด”
นั่นไงล่ะ ความอินดี้ของเขาทำให้เธอใจเต้นแรงอีกจนได้ สิตาหันหน้าไปมองวิวข้างถนนแทน อยากยกมือขึ้นมากุมหัวใจ ด้วยความกลัวที่ว่ามันอาจจะทะลุออกมากระโดดโลดเต้นข้างนอก หากเป็นแบบนั้นมันน่าอับอายมากเกินไป
“เป็นอะไร”
“....”
“สิตา”
“.....”
“สิตา”
“อุ้ย!!” ครั้งนี้มีเสียงตอบกลับ เป็นเสียงอุทานด้วยความตกใจ เมื่อมือเรียวราวกับมือผู้หญิงวางบนศีรษะเล็ก สิตามีอาการสะดุ้งตัวโหยงตอบสนองต่อสิ่งเร้าดังกล่าว
“พี่เรียกเธอหลายครั้งแล้ว เหม่ออะไร”
“เปล่าคะ แค่คิดอะไรเพลินๆ เอ่อ....คิดถึงเรื่องงานพิเศษค่ะ เพิ่งนึกขึ้นได้พอดี” หัวเราะแห้งๆ หลังจากโกหกคำโต
วาคิมมีหรือจะดูไม่ออก อายุเพียงแค่ 22 ปีเท่านั้น แม้ไม่ได้ห่างกับสิตามาก แต่เขาไม่ใช่หนุ่มไร้เดียงสา เจอคนมาหลากหลายรูปแบบ เพื่อนของเขาก็มีแต่ตัวแสบ ร้ายกาจ เจ้าเล่ห์ เขาย่อมต้องมองออก ก็เธอช่างดูไร้เดียงสาซะขนาดนี้
ไม่จำเป็นที่เขาต้องบอกให้เธอรู้ วาคิมจึงถามถึงงานพิเศษ
“งานพิเศษที่ว่าคือ...งานรับสอนพิเศษและรับติวหนังสือนั่นใช่ไหม”
“ค่ะ”
“เงินดีหรือเปล่า”
“ดีค่ะ ช่วงนี้งานเยอะ คงต้องขอบคุณอธิการบดีค่ะ หลังจากที่ท่านให้หนูไปสอนลูกชาย ผลลัพธ์ดีทำให้คนรู้จักเยอะค่ะ”
“ปากต่อปาก ไม่ต้องสิ่งหางาน งานก็เข้ามาหาเอง”
“ค่ะ”
“ฉลาดเหมือนกันนะเรา แต่คงเหนื่อยมาก”
“นิดหน่อยค่ะ”
สอนวัยประถม มัธยมสอนง่าย แต่วัยหนุ่มวัยสาวสอนยาก สิตาอ่านหนังสือเยอะ แม้ต้องติวหนังสือให้คนต่างคณะก็สามารถติวให้ได้ สิตาเก่งและใฝ่เรียนรู้ หากว่างเธอมักหมั่นเติมอาหารให้สมองเสมอ
“ถ้าเลือกเรียนหมออนาคตสบาย”
“กลัวว่าจะไม่มีเวลาดูแลคุณแม่ค่ะ เรียนก็หนัก คงไม่ได้มีเวลาหางานพิเศษทำแบบนี้”
“แต่ก็น่าชื่นชมนะ”
รู้สึกว่าน้ำเสียงของเธอมันเจือปนความเศร้า วาคิมจึงพูดปลอบโยน แต่ความจริงแล้วเขาคิดเช่นเดียวกับคำพูด ‘น่าชื่นชม’ หากเขาเป็นพ่อแม่ของเธอย่อมต้องภูมิใจและรักลูกสาวมาก
“นี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
“พี่จะพาเธอไปซื้อหนังสือ พี่ไม่อยากอธิบาย”
+++++++++++++++++++++
เฌอเบลล์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ หลังจากที่อ่านไลน์กลุ่ม ลีวายส์และฟาโรห์ทำตัวเป็นนักข่าวซุบซิบหลังจากที่ได้ทำความรู้จักแฟนสาวของวาคิม นับว่าความสัมพันธ์ของคู่รักคู่ใหม่ไปได้สวยงาม
“หงุดหงิดจังเวลาที่เธอยิ้ม”
“มีความสุขก็ต้องยิ้มสิ” เฌอเบลล์เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของตัก คลี่ยิ้มหวานแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นไปใกล้หน้าหล่อเหลา “นี่ไงคะ ความสุขของเบลล์”
ความจริงแล้วคริสไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดอย่างที่พูด เข้าใจและไว้ใจเฌอเบลล์ ถึงแม้วาคิมจะเป็นแฟนเก่า ระหว่างที่คบหากันก็ไม่เคยล่วงเกินเฌอเบลล์ คริสชอบสวมบทแฟนขี้หึงเย้าแหย่เฌอเบลล์
“แบบนี้เราต้องไปเต้นแก้ผ้าหน้าศาลพระภูมิหรือเปล่า”
“วาคิมมั่นใจขนาดนั้น ไม่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรอก”
“หมอนั่นเป็นคนรอบคอบ ตั้งใจทำอะไรแล้วสำเร็จทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเธอ”
“เบลล์คิดว่าเพราะเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก วาคิมอาจหลงผิดด้านความรู้สึก ทำให้ยึดติดและคิดไปเองว่ารักเบลล์ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เบลล์ไม่ได้ดูถูกความรักของวาคิมนะ แต่เบลล์รู้สึกแบบนั้นจริงๆ”
“แล้วกับฉันล่ะ เธอรู้สึกยังไง”
“พ่อหนุ่มหน้าหยกของเบลล์นะเหรอ คิกๆ” มือเรียวยกขึ้นมาวางบนใบหน้าที่ทั้งหล่อเหลาและงดงามในเวลาเดียวกัน เครื่องหน้าได้สัดส่วน ลงตัวกันไปหมด
ชาติที่แล้วคงทำบุญมาเยอะ ชาตินี้จึงเกิดมาสมบูรณ์แบบ
“หัวเราะ? บอกมาสิว่ารู้สึกยังไง”
“รู้สึกอยากถวายตัวให้”
“น้ำเดินเหรอ”
“น้ำมันเดินเองไม่ได้ ถ้าไม่มีวัตถุนำพา”
“ซุกซนนักนะยัยตัวร้าย” เสียงของคริสกระเส่า หน้าขาวเริ่มมีเลือดฝาดกระจายไปทั่ว ลามไปถึงหูและลำคอ ครั้นเนื้อครั้นตัว ร้อนวูบวาบ เมื่อเฌอเบลล์พลิกตัวนอนตะแคงข้าง นั่นจึงทำให้ใบหน้าเธอหันเข้าหาเขา
เธอเผยรอยยิ้ม ริมฝีปากกดจูบลงที่เป้ากางเกง แม้แผ่วเบาแต่ทำเอาเขาสะท้านไปทั้งตัว คริสส่งเสียงคำรามลึกในลำคอ ฟันกรามบดกระทบกันดังกรอด
“จุ๊บ! ไวต่อความรู้สึกเหมือนกันนะ แข็งโปกเชียว”
“รออะไรอยู่ล่ะ ทำในสิ่งที่สมควรทำสิเฌอเบลล์”
“ก็กำลังทำอยู่นี่ไงล่ะ”
กระดุมกางเกงถูกปลดออก ตามด้วยซิปที่รูดลงไปจนสุด ก่อนที่มือเรียวจะล้วงเข้าไปในบ็อกเซอร์ เขาใหญ่โตจึงไม่ต้องค้นหาให้ยุ่งยาก มือเรียวกอบกุมความยิ่งใหญ่อันร้อนผ่าวเอาไว้แล้วนำมันออกมาจากบ็อกเซอร์
ยามที่มือเธอรูดสาวทำให้เขาคราง “ซี๊ดดดด!!” สัมผัสจุดเดียวแต่เสียวไปทั่วเนื้อทั่วตัว
ในเวลาเดียวกัน มือเรียวราวกับมือผู้หญิงเลิกชายชุดเดรสขึ้นกองบนเอวคอด หญิงสาวอำนวยความสะดวกให้ ขาเรียวตั้งชันแล้วอ้ากว้าง มือของคริสจึงเข้าไปปรนเปรอสวาทให้แฟนสาวอย่างถนัดถนี่
“อ...อื้มมม ~ ดีจังคริสสส ~”
ชายหนุ่มแหวกกลีบเนื้อฉ่ำน้ำค้าง ต่อมาก็กรีดกรายตามรอยแยกและซอกหลืบ หญิงสาวเสียวซ่านบิดสะโพกส่าย เธอตอบสนองอย่างเร้าใจ ริมฝีปากเผยอส่งเสียงครวญครางแสนหวาน
นาทีถัดมา เฌอเบลล์ทำให้คริสคลุ้มคลั่ง เพลิงพิศวาสลุกโชน เสียวจนแทบบ้า เมื่อเธอขยี้ปลายทวนด้วยลิ้นนุ่มแล้วนำพาความใหญ่ยาวเข้าปาก
เธอโขกสับอย่างเป็นจังหวะ เกิดเสียงอ๊อกๆ ยามที่ปลายทวนมันเข้าไปชนผนังนุ่มลำคอ
นิ้วกลางและนิ้วนางของเขาสอดเข้าไปในโพรงนุ่ม ยามที่สอดเข้าออกเป็นจังหวะ นิ้วโป้งขยี้ติ่งกระสันไปพร้อมกัน เขาทำให้เธอเจิ่งนอง เสียงดังแจะๆ ราวกับมีคนเอาเท้าไปย่ำบนน้ำ
“อ๊อกๆ อ๊อกๆ อ๊อกๆ”
“แจะๆ แจะๆ แจะๆ”
ยามที่มองเห็นสวรรค์ร่ำไร หนุ่มสาวเร่งจังหวะมากขึ้น หัวของเฌอเบลล์โยกอย่างบ้าคลั่ง มือของคริสก็ทำหน้าที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน รัวเร็วราวกับเครื่องจักรกล
ไม่นานการเดินทางก็สิ้นสุดลง
“โอ้วววว!! /อ๊ายยย!!”
สิ้นสุดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง..... หนุ่มสาวแยกจากกันชั่วคราว ปลดเปลื้องเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า เฌอเบลล์กระโดดขึ้นกอดคริส แขนเรียวโอบรอบคอ ขาเรียวโอบรอบเอวสอบ ริมฝีปากของหนุ่มสาวประกบจูบกันดูดดื่ม
คริสพาเฌอเบลล์เดินเข้าไปในห้องนอน ปากของเขาและเธอยังไม่แยกออกจากกัน มาถึงเตียงก็วางเฌอเบลล์นอนส่วนเขาคร่อมอยู่เหนือร่าง มือข้างหนึ่งลูบคลำ อีกมือสอดเข้าไปใต้หมอนหยิบถุงยางอนามัยออกมา ใช้มือเพียงข้างเดียวฉีกแล้วนำมันมาสวมอย่างชำนาญ
คริสฝ่าความคับแน่นเข้าไปจดสุด วินาทีนี้บทเพลงรักแสนหวานได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว