“สิตา”
เจ้าของชื่อที่กำลังเดินออกจากอาคารเรียนหยุดกึก ตรงหน้าคือหญิงสาวสวย ยืนเคียงคู่ชายหนุ่มรูปหล่อ ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมาก ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งเติมด้วยลิปกลอสสีชมพูเงา
สิตายิ้มบางเบา เธอไม่รู้จักคนตรงหน้า นั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบ
“มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“เรียกว่าธุระไม่ถูกต้อง พี่แค่มาทำความรู้จักกับเธอ”
สิตายิ่งทำหน้างง มหาวิทยาลัยอัลวาร์ตน้อยนักที่จะมีคนแทนตัวเองว่า ‘พี่’ นำหน้ากับคนที่ต่างชนชั้นกัน นักศึกษาที่นี่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์คือลูกหลานคนรวย คนที่วางตัวดีกับนักเรียนทุนที่บ้านไม่รวยมีน้อยมาก เธอคิดว่าคนตรงหน้าน่าจะมาอย่างเป็นมิตร แววตาที่มองมายังสิตา เป็นแววตาตื่นเต้นและชื่นชม
แต่ตื่นเต้นทำไม? ชื่นชมอะไร? อันนี้สิตาไม่รู้....
“มาติดต่อเรื่องติวหนังสือหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวหันไปมองแฟนหนุ่มแล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนที่เธอจะหันมาปฏิเสธและอธิบาย “ไม่ใช่หรอก พี่เฌอเบลล์นะ เป็นเพื่อนของวาคิม ส่วนนี้คริสแฟนสุดที่รักของพี่เอง”
“ขอโทษด้วยนะคะ ไม่เคยเห็นหน้า คิดว่ามาติดต่อเรื่องติวหนังสือ”
“ไม่เป็นไรหรอก พี่กับแฟนแวะมาทำความรู้จักเธอ ลีวายส์และฟาโรห์พูดถึงบ่อยมาก ในรูปว่าสวยแล้ว ตัวจริงยิ่งสวยเข้าไปอีก สมแล้วที่วาคิมตามจีบนานไม่ละความพยายาม”
ไม่ใช่มารยาท แต่แววตา สีหน้า น้ำเสียง และรอยยิ้มของเฌอเบลล์ทำให้รู้ว่า คำพูดนั้นมาจากใจจริงๆ สร้างความเขินอายให้สิตา เธอยิ้ม หน้าร้อนผ่าวมีเลือดฝาดกระจายทั่วใบหน้า สิตารวบผมมัดขึ้นสูงเป็นทรงหางม้า นั่นจึงทำให้เห็นหูและลำคอขาวมันได้รับอิทธิพลจากความเขินอาย แดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดเจน
เฌอเบลล์เห็นแล้วรู้สึกเอ็นดู สิตาเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ถ้าไม่ยิ้มจะดูหยิ่ง นั่นเพราะสิตามีดวงตาหงส์นั่นเอง ดูเหมือนว่าบุคลิกและอุปนิสัยมันไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นี่สินะ...ที่เข้าตาโดนใจวาคิมอย่างจัง
“มาหาแฟนฉันก็ควรโทรบอกฉันก่อน ทำแบบนี้แฟนฉันตกใจแย่”
“พี่วาคิม” สิตาคลี่ยิ้มเมื่อเห็นวาคิม แต่สีหน้าวาคิมบอกบุญไม่รับ เขาเดินหน้าตึงมาหาสิตา ยืนเคียงข้างแล้วโอบเอวเธอรั้งเข้าไปชิดร่างเขามากยิ่งขึ้น
ชิดจนแทบสิงร่างกันได้อยู่แล้ว
เฌอเบลล์มองวาคิมด้วยสายตาเอือมระอาขณะที่คริสมองวาคิมนิ่ง แววตาของคริสคาดเดาได้ยาก เขาต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่ สิตามองสองหนุ่มสลับกัน สัมผัสได้ถึงความอึดอัด
“นายไม่พาแฟนไปแนะนำตัวกับฉันสักที ฉันก็ต้องมาแนะนำตัวเองสิ”
“อยู่กับคริสมากเธอเลยกลายเป็นแบบนี้”
“แฟนกันศีลย่อมต้องเสมอกัน” คริสบอก ตบท้ายด้วยการแสยะยิ้ม
“ใช่ๆ ศีลเสมอกันถึงเป็นแฟนกันได้” เฌอเบลล์พูดเสริม เห็นด้วยกับคริสเป็นอย่างมาก
วาคิมถอนหายใจแล้วรีบตัดบท “ฉันต้องพาสิตาไปกินข้าวและทำธุระ ขอตัวก่อนนะ”
“ไม่คิดชวนเราสองคนไปด้วยเหรอ”
“เกะกะ”
“เชอะ!! มีแฟนแล้วลืมเพื่อน”
“ด่าตัวเองดีๆ นี่เอง”
วาคิมพาสิตาเดินไปขึ้นรถ เธอยังไม่ทันได้กล่าวลาเฌอเบลล์และคริสด้วยซ้ำ วาคิมดูหัวเสียอยู่ไม่น้อย สิตาฉลาดพอที่จะรู้....ในเวลาแบบนี้ควรปล่อยให้อารมณ์เขาเย็นลงก่อน เมื่อเขาเป็นผู้เปิดบทสนทนา นั่นแสดงว่าเขาพร้อมพูดคุยกับเธอได้อย่างปกติ
“ไปเปิดบัญชีให้พยัคฆ์กับนุ่มนิ่มก่อน จากนั้นเราไปกินข้าวกัน”
“ค่ะ”
บัญชีธนาคารเป็นชื่อของวาคิมและสิตา เป็นบัตรร่วมเพื่อนุ่มนิ่มและพยัคฆ์ วาคิมมอบสิทธิ์ให้สิตาดูแลเงินในบัญชี เธอมีหน้าที่เลี้ยงเจ้าลูก (แมว) สองตัว ขณะที่เขาเป็นส่งเสียงค่าเลี้ยงดู หนึ่งคนกำลัง หนึ่งคนเงิน นับว่าสมเหตุสมผล
“เดือนห้าพันก็พอแล้วค่ะ”
“เธอสามารถใช้ฟุ่มเฟือยกับนุ่มนิ่มและพยัคฆ์ได้”
“สองหมื่นต่อเดือนมากเกินไปนะคะ”
“เอาไว้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล ของใช้และของเล่นที่จำเป็น เผื่อชำรุดจะได้ซื้อใหม่ทันที”
“ค่ะ” สิตาไม่เถียงต่อ พูดขนาดนี้แล้ว วาคิมคงคิดไตร่ตรองมาอย่างดี และเขาเป็นคนเอาแต่ใจ อย่าได้ขัดใจเขาเชียว ต่อให้เหตุผลไม่ถูกต้อง แต่เขาสามารถหยิบยกเหตุผลที่ไม่ถูกต้องเอามาใช้ได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งมันได้ผลดีด้วย
@ @ @ @ @ @ @
วาคิมมาสังสรรค์ที่คอนโดของเรน ถือโอกาสนอนค้างที่นี่ด้วย เพื่อนคนอื่นก็ไม่ต่างกัน ส่วนเฌอเบลล์ก็ได้รับคำชวนพร้อมแฟนของเธอ เนื่องจากคริสก็อาศัยอยู่ในคอนโดโครงการเดียวกับเรน
คู่รักข้าวใหม่ปลามันตัวติดกันตลอด คริสและเฌอเบลล์อยู่กินด้วยกันแล้ว ทางบ้านรับรู้ งานหมั้นและงานแต่งงานของทั้งสองจะถูกจัดขึ้นหลังเรียนจบ ซึ่งก็อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี่เอง
วาคิมทั้งเจ็บปวดและมีความสุขในเวลาเดียวกัน
“แฟนของวาคิมสวยมาก และเมื่อก่อนเคยอยู่ข้างบ้านคริส”
“จริงเหรอ” เรียกความสนใจจากวาคิมได้ทันที วาคิมไม่ได้ถามเฌอเบลล์แต่หันไปถามคริส สายตาของเขาคาดคั้นเอาคำตอบจากคริส “นายรู้จักสิตาจริงเหรอ”
“คุ้นหน้า แต่เป็นหน้าตาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว”
“รู้จักในฐานะอะไร”
“เพื่อนข้างบ้าน ฉันเคยปั่นจักรยานเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน สิตาเป็นคนสวยและน่ารักตั้งแต่เด็ก เธอดูโดดเด่นเลยเป็นที่น่าจดจำ”
“ส่วนหน้าหน้าโหล สิตาเลยจำนายไม่ได้”
“แสดงว่าเมื่อก่อนสิตาก็รวยน่ะสิ” ลีวายส์ไม่แปลกใจ ผิวพรรณ กิริยามารยาท การวางตัว ล้วนแล้วแต่ได้รับการอบรมมาอย่างดี เธอแต่งตัวปกติก็ยังดูสวยแพง
“เมื่อก่อนแม่ฉันออกงานสังคมบ่อย ก็พอได้ทำความรู้จักกับแม่ของสิตาอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่หลังจากที่ครอบครัวถูกฟ้องล้มละลาย ครอบครัวของสิตาก็เก็บตัวเงียบ ตัดขาดจากผู้คน และไม่ได้อยู่บ้านหลังนั้นอีก วันนี้ฉันก็เพิ่งรู้ว่าบ้านหลังนั้นมีเจ้าของบ้านคนใหม่แล้ว”
“เธอและครอบครัวคงลำบากมาก” ฟาโรห์นึกแล้วรู้สึกสงสาร สิตาน่าสงสารขนาดนี้....วาคิมยังคิดจะสร้างความลำบากใจให้สิตาอีกไหม เป็นครั้งแรกที่ฟาโรห์ไม่อยากอ่านความคิดของวาคิมออก
“นี่เป็นเวลาสังสรรค์หาความสุข เรื่องแฟนของฉัน ฉันจัดการและดูแลเอง”
หลังจากคำพูดของวาคิม บรรยากาศที่ดูอึมครึมก็จางหายไป นั่งดูหนัง คุยเรื่องที่สร้างเสียงหัวเราะ ดื่มเหล้ากันต่ออย่างสนุกสนาน เฌอเบลล์และคริสกลับห้องไปนอน
“ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ” เรนบอก
“ไปด้วย” สายฟ้าตามเรนไป
“สัสเอ๊ย!! มึงนี่ติดกูชะมัด” เรนสบถให้สายฟ้า หัวเสียที่สายฟ้าจะไปอาบน้ำด้วย
“ทำไม มึงระแวงกูเสียบตูดมึงเหรอเรน”
“หุบปากซะ!!!”
“ฮาๆ ฮาๆ ถ้ามึงเผลอมึงเสร็จกูแน่”
สองหนุ่มไปเปิดศึกกันต่อในห้องน้ำ ลีวายส์นอนสลบอยู่บนพื้น ฟาโรห์แบกร่างลีวายส์ไปนอนดีๆ บนเตียง แม้ชอบทะเลาะกันแต่ก็ดูแลกันอย่างดี ฟาโรห์เดินไปหาเบียร์กระป๋องในตู้เย็นมาดื่มต่อ
“นายมีความรู้สึกให้สิตาจริงหรือเปล่า”
“นายไม่ควรยุ่งเรื่องของฉันนะ”
“ฉันเป็นห่วงทั้งนายและสิตา”
“นายมีสิทธิ์ห่วงฉันได้ แต่สิตาเป็นแฟนของฉัน” แปลว่า ‘นายไม่มีสิทธิ์ห่วงแฟนฉัน’ วาคิมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วระบายลมหายใจออกมาจนสุด
“ฉันไม่ได้คิดเกินเลย แต่สิตาเธอเป็นผู้บริสุทธิ์”
“ทุกอย่างมันจะเป็นความลับและจบลงเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”
“นายห่วงใยความรู้สึกเฌอเบลล์โดยการทำลายสิตามันไม่ยุติธรรม”
“ทุกวันนี้ฉันก็ให้ความสุข”
“ความสุขจอมปลอม”
หากสิตารู้ความจริงเธอจะต้องเจ็บปวดอย่างแน่นอน ความลับมันไม่มีในโลก สักวันต้องรู้ว่าเฌอเบลล์เป็นแฟนเก่าของวาคิม จากนั้นความสงสัยจะเกิดขึ้น จนนำไปสู่การค้นหาความจริง
“นายจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ฟาโรห์”
“การกระทำของนายแม่งไร้สาระ”
“นายไม่เคยรักใครนายไม่เข้าใจหรอก”
“ในเมื่อนายเข้าใจความรัก แต่ทำไมนายถึงคิดจะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันนาย นายเองก็ไม่เข้าใจมันหรอกวาคิม”
ฟาโรห์กระแทกกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะอย่างแรง “ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้นายกลายเป็นมัจจุราชนี่มันน่ารักตรงไหนวะ”
“เฌอเบลล์เป็นเพื่อนของนายนะฟาโรห์”
“ฉันจำได้ แต่นายก็อย่าลืมล่ะ เฌอเบลล์เองเป็นเพื่อนของนายเหมือนกัน”
พูดจบ ฟาโรห์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าห้องนอน หากยังยืนอยู่ตรงนี้คงได้วางมวยกันแน่ และนั่นจะทำให้ความลับแตก แม้อยากพูดออกมาตรงๆ แต่นั่นอาจทำให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนระหว่างวาคิมและเฌอเบลล์มันพังทลาย
“ห่าเอ๊ย!!” ฟาโรห์เดือดดาล เตะอากาศเย็นในห้องนอนระบายอารมณ์
@ @ @ @ @ @ @
หลังจากติวหนังสือให้มินนี่และจีน่าเสร็จ สิตาก็โดนมินนี่บังคับมากินมื้อเย็นด้วยกัน ระหว่างที่กำลังเดินหาร้านอาหารกันอยู่ เฌอเบลล์เดินเข้ามาทักสิตา นั่นจึงทำให้สิตาต้องแนะนำเฌอเบลล์ให้รู้จักกับมินนี่ตามมารยาท พูดคุยกันครู่หนึ่งก็แยกย้าย ต่างฝ่ายต่างมีธุระของตัวเอง
และพอคล้อยหลังเฌอเบลล์ไป มินนี่หันมามองสิตาด้วยสายตาที่กำลังมองคนทำผิด
เฮ้อ....สิตาไม่รู้เลยว่าเธอทำอะไรผิด
“เธอนี่มันแม่พระจริงๆ ถามจริงเถอะ ในชีวิตมีเรื่องให้ต้องระแวงบ้างใหม่ หรือเห็นใครพูดดีด้วยก็ไว้ใจเขาไปซะหมด”
“ฉันแค่ไม่อคติค่ะ ค่อยๆ ศึกษาคนไปเรื่อยๆ ตัดสินคนจากคำพูดคนอื่นไม่ได้”
“น่าเบื่อ”
“ยอมรับค่ะ”
“พี่วาคิมเขายังไม่ได้บอกเธอใช่ไหม”
“บอก?”
เห็นหน้างง ทำหน้านึกแต่ก็นึกไม่ออก แค่นี้ก็ยืนยันได้แล้ว วาคิมไม่ได้บอกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฌอเบลล์ให้สิตาได้รู้ มินนี่คิดว่ามันไม่ถูกต้อง ยิ่งแฟนเก่าเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มด้วยแล้ว ยิ่งต้องบอกให้แฟนใหม่ได้รู้ สิตาดูเป็นคนมีเหตุผล ไม่มีทางไม่เข้าใจ
แต่ทำไมล่ะ.....
วาคิมต้องการอะไรกันแน่?
“บอกอะไรเหรอคะ”
“นั่นไม่ได้เป็นแค่เพื่อนของพี่วาคิมหรอกนะ”
“พี่เฌอเบลล์เหรอคะ”
“ใช่ ผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนเก่าของพี่วาคิม”
“เขาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน” ผู้หญิงและผู้ชายเป็นเพื่อนกัน สวยหล่อกันทั้งคู่ อาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดกันได้
“เธอไปมุดหัวอยู่ที่ไหนถึงไม่รู้”
“ฉันใส่ใจแค่เรื่องแม่ งานพิเศษ เรียน กีฬา เรื่องคนอื่นฉันไม่ใส่ใจหรอกค่ะ”
“เธอไม่ระแวงหรือสงสัยบ้างเหรอ ทำไมพี่วาคิมถึงไม่บอกเธอ”
“ถึงบอกมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มต้นชีวิตใหม่”
“ถ่านไฟเก่ามันร้อนนะ”
“เราควรกินข้าวกันนะคะ ถ้าพี่มินนี่ไม่หิวแล้วฉันขอตัวกลับบ้าน”
“กินก่อนค่อยกลับ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่งเธอที่บ้าน”
“ฉันกลับเองได้ค่ะ”
“ถ้าเธอกลับเองฉันก็จะขับรถตามเธอกลับบ้านด้วย”
เทอมที่แล้วที่ติวหนังสือให้มินนี่ ไม่เห็นมินนี่มีท่าทีสนใจเธอ พอมาเทอมนี้กลับแตกต่างออกไป สิตามองมินนี่อย่างพิจารณา คำตอบมันจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีคำถาม
“พี่มินนี่ไม่มีเพื่อนคบเหรอคะ” คำถามอาจดูแรงไปสักนิด แต่สิตาไม่รู้จะพูดแบบมีมารยาทยังไง
“คนอย่างฉันเนี่ยนะไม่มีเพื่อนคบ ฉันไม่ใช่เธอนะสิตา มีใครบ้างไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉัน แต่ฉันแค่ไม่คบใครเท่านั้นเอง” สรุปแล้วก็ไม่มีเพื่อนคบจริงๆ
ตามประสาลูกคุณหนูมีฟอร์ม สิตาพอจะเข้าใจ เธอไม่จำเป็นต้องต้อนให้มินนี่จนมุม เดินตามหลังมินนี่เข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่น ก่อนกลับมินนี่สั่งซูซิให้สิตาเอาไปฝากแม่
สิตาไม่ได้ถามว่าเพราะอะไร แค่รับมาแล้วขอบคุณเพียงเท่านั้น
@ @ @ @ @ @ @ @
“พยัคฆ์รอก่อนนะ นุ่มนิ่มรอก่อนนะ ยายสั่งแล้วค่อยกิน”
วิภาดาเทอาหารให้แมวตัวกลม พยัคฆ์และนุ่มนิ่มเป็นแมวฉลาด นิสัยน่ารัก ร่าเริง วิภาดาพลอยได้รับความสุขจากแมวตัวกลมทั้งสอง ยกให้พยัคฆ์และนุ่มนิ่มเป็นหลานชายหลานสาว ถึงแม้ไม่ใช่มนุษย์และไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน แต่เจ้าตัวกลมทั้งสองก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์มาก
“เมี๊ยววววว ~” เสียงครางเมี๊ยว ตากลมโตเป็นเอกลักษณ์มองออดอ้อน วิภาดาลูบหัวปลอบโยน แบ่งความรักความเอ็นดูให้อย่างเท่าเทียม
“หิวแล้วเหรอจ๊ะ”
“เมี๊ยวววววว ~”
“งั้นส่งมือมาให้ยายก่อน”
พยัคฆ์และนุ่มนิ่มทำตาม รู้ว่าถ้าหากวิภาดาแบมือออกมา นั่นแสดงว่าจะต้องเอาเท้าหน้าของมันไปวางบนฝ่ามือเรียวนุ่ม วิภาดายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เธอไม่ได้เก่งอะไร แต่พยัคฆ์และนุ่มนิ่มคงถูกคนที่นำมาขายฝึกมาบ้างแล้ว พยัคฆ์อายุหกเดือน นุ่มนิ่มอายุห้าเดือน ดูเอาเถิด....เก่งกว่ามนุษย์บางคนซะอีก
“กินได้จ้ะ”
เสียงอนุญาตแสนหวาน เจ้าแมวเหมียวรีบเดินเข้าไปหาจานอาหารของตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างจริงจัง วิภาดาหัวเราะขำ หันหน้ามาเห็นลูกสาวยืนมองเธออยู่เงียบๆ
“แอบมองแม่เหรอ”
“ขอโทษค่ะ ภาพเมื่อกี้น่ารักมากเลยค่ะ”
“แม่มีความสุขที่มีพยัคฆ์และนุ่มนิ่ม”
“คุณแม่มีความสุขก็ดีแล้วค่ะ เอ่อ....พอดีรุ่นพี่ที่หนูไปติวหนังสือให้ ซื้อซูชิมาฝากคุณแม่ด้วยนะคะ”
“หื้อ? รุ่นพี่คนไหนเหรอ ทำแบบนี้จีบลูกสาวแม่หรือเปล่าเนี่ย”
“ไม่ค่ะ พี่มินนี่ค่ะ หนูสอนพิเศษให้น้องสาวของพี่มินนี่ด้วย”
“อ้อ...แม่จำชื่อได้แล้ว คนที่ลูกไปสอนพิเศษให้เทอมที่แล้ว”
“ใช่ค่ะ”
สิตาจัดอาหารใส่จานให้แม่ จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องมินนี่ให้ฟัง สิตาไม่สบายใจเพราะการกระทำและคำพูดของมินนี่ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนประหลาดนัก ปากพูดจาไม่ดี แต่การกระทำตรงกันข้าม และบางครั้งก็ชอบทำให้สิตาตะขิดตะขวงใจ สับสนมึนงง สรุปแล้วมินนี่เป็นคนดีหรือไม่ดีกันแน่
คุยเรื่องมินนี่เสร็จ สิตาก็คุยเรื่อง ‘แฟนเก่า’ เธอไม่มีที่ปรึกษา และแม่คือที่ปรึกษาที่ดีที่สุด อย่างไรก็เป็นคนใกล้ชิด เป็นคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
“แฟนเก่าสามารถเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ ใช่ไหมคะคุณแม่”
“คำถามคล้ายกับผู้หญิงและผู้ชายสามารถเป็นเพื่อนกันได้หรือเปล่า” วิภาดายิ้มแล้วกล่าวต่อ “สำหรับแม่แล้ว แม่คิดว่าได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และเราไม่ควรระแวงจนเกินเหตุ เพราะมันจะทำลายความสัมพันธ์”
“ค่ะคุณแม่”
“แต่ถึงแม่จะพูดอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ระแวงในตัวแฟนของเรา สิ่งสำคัญคือระแวงอย่างมีสติมันจะทำให้เราดูดีมากกว่า”
“หนูเข้าใจแล้วค่ะคุณแม่ งั้นหนูขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
“กินข้าวอีกไหม”
“คุณแม่ทำอะไรกินเหรอคะ”
“ต้มจืดฝักซี่โครงหมู”
“ค่ะ เดี๋ยวหนูมากินนะคะ”
“โอเคเดี๋ยวแม่อุ่นให้”
“ขอบคุณค่ะ”
พยัคฆ์และนุ่มนิ่ม กินอิ่มก็นอนแผ่หลา กางแขนขาออก เอาลำตัวแนบกับพื้นเย็นๆ สิตามองลูกชายลูกสาว ไม่ว่าจะทำอะไรก็น่ารักน่ามองไปซะหมดทุกอย่าง ไม่แปลกใจทำไมแม่เธอถึงได้หลงรักเจ้าแมวเหมียวสองตัวนี้นัก รักจนเอาไปนอนด้วยที่ห้องทุกคืน
@ @ @ @ @ @ @ @