วาคิมเป็นคนอิสระ ทำอะไรตามใจตัวเองตลอด สิตาพยายามเรียนรู้และเข้าใจตัวตนของวาคิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอยอมรับทุกอย่าง ดังเช่นเรื่องที่เธอกำลังจะพูดคุยตกลงกับเขาตอนนี้....
“เรามีเรื่องต้องตกลงกันอย่างจริงจังนะคะ”
“เรื่อง?”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก รวบรวมความกล้า ใช่...เวลาอยู่ต่อหน้าวาคิม รู้สึกเธอนั้นช่างอ่อนแอ ทำอะไรเก้ๆ กังๆ ไม่มีความมั่นใจ หากเธอเป็นแบบนั้นต่อไปคงไม่ดีต่อตัวเอง
ตัวอย่างมีให้เห็น ไม่กล้าที่จะพูด จนท้ายที่สุดต้องสูญเสียบางอย่างไป มันไม่คุ้มค่า ยังต้องมาเสียดายที่ตอนมีโอกาสไม่พูด ไม่ปกป้องสิทธิตัวเอง
สิตาไม่ต้องการให้เรื่องเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
“พี่วาคิมมีเบอร์หนูใช่ไหมคะ”
“พี่ไม่ชอบคุยโทรศัพท์”
“ถึงอย่างนั้น หากจะมาหาหนูหรือพาหนูไปไหน พี่วาคิมต้องโทรมาบอกก่อน หนูไม่ได้ว่างตลอด และถ้าหากหนูว่างก็น่าจะเผื่อเวลาให้หนูเตรียมตัวบ้าง”
“อืม”
“อะไรคะ”
“ทีหลังจะทำ”
หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก คุยไม่ยากอย่างที่คิด วาคิมเข้าใจโดยง่าย เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาจะทำมันในอนาคต แค่เท่านี้ก็พอใจแล้วล่ะ
“เย็นวันนี้ว่างหรือเปล่า”
“ไม่ว่างค่ะ”
“งานเยอะสินะช่วงนี้”
“ใช่ค่ะ”
“โอเค ไม่ว่างก็ไม่ว่าง”
“โกรธหรือเปล่าคะ”
“ไม่รู้สึกอะไร” น้ำเสียงทุ้มแฝงด้วยความเย็นชาตามบุคลิก ไม่รู้ทำไม ผู้ที่ได้รับคำตอบถึงรู้สึกใจแป้ว คล้ายสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ทั้งที่เธอถามโดยไม่ได้หวังในคำตอบ
เขาไม่โกรธมันก็ดี
แต่ที่บอกไม่รู้สึกอะไร ชวนให้คิดต่อ.....
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา ไล่ความคิดด้านลบออกจากหัว เธอคลี่ยิ้มแล้วพูดคุยกับวาคิมตามปกติ
“พี่วาคิมใกล้จบแล้ว คงมีเวลาว่างเยอะใช่ไหมคะ”
“ประมาณนั้น” เขาตอบ และคล้ายว่าเขาคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงพูดเสริม “น่าเสียดายที่เวลาว่างของพี่มันเปล่าประโยชน์เพราะแฟนของพี่เป็นคนงานยุ่ง”
หัวใจดวงน้อยกลับมาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง
อยู่กับวาคิมทีไรเหมือนนั่งอยู่บนรถไฟเหาะ เส้นทางดิ่งลึกลงเหวและทะยานสูงสู่ฟากฟ้าสลับกันไปมา ร่องรอยความเขินอายปกปิดไม่มิด รอยยิ้มที่พยายามหุบแต่มันไม่สามารถทำได้ เธอคงมีความสุขมากจริงๆ นั่นแหละ
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“งั้นก็โชว์ตารางงานของเธอให้พี่ดูสิ”
“อะ...เอ่อ....”
“หึ...ยังจะมาเถียงอีก”
ร่างบางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างชายหนุ่ม วาคิมหันหน้าเข้าหากำแพง ท่าทางคล้ายคนกำลังงอนแฟน สิตาเคยอ่านกระทู้เกี่ยวกับแฟน ตอนนี้เธอกำลังใช้วิธีการออดอ้อนเพื่อง้อแฟนหนุ่มให้เลิกงอน
แขนเรียวสอดไปยังใต้แขนแข็งแรง ยึดมาโอบกอด เอียงหัวพิงต้นแขน ‘แบบนี้น่าจะถูกต้อง’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ต่อมาสิตาจึงทำเสียงเล็กเสียงน้อยพูดคุยกับวาคิม
ไม่ใกล้ไม่ไกล มีผู้ชายคนหนึ่งทำลับๆ ล่อๆ แอบถ่ายภาพวิดีโอด้วยกล้องมือถือคุณภาพดี ภาพชัดเจนไม่มีแรงสั่นกระตุก ก่อนนำภาพวิดีโอดังกล่าวส่งไปให้เพื่อนในไลน์กลุ่ม
++++++++++++++++++++
จีน่าเป็นน้องสาวของมินนี่ หลังจากที่สอนพิเศษให้จีน่าเสร็จ สิตาก็ติวหนังสือให้มินนี่ต่อ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา พอติวหนังสือเสร็จ มินนี่ก็จ้างให้สิตาลอกเลคเชอร์ต่อ โดยมีมินนี่นั่งเท้าค้างฝั่งตรงข้ามมองสิตาเงียบๆ จนกระทั่งทนไม่ไหวพูดออกมา
“เธอนี่ความอดทนสูงจริงๆ โดนฉันจ้องขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว”
“ฉันกำลังทำสมาธิกับการลอกเลคเชอร์ให้พี่อยู่นะคะ อีกอย่างฉันไม่อยากทำตัวมีปัญหา”
“คบกับพี่วาคิมเป็นยังไงบ้าง”
สิตาไม่ตอบ ตั้งหน้าตั้งตากับการลอกเลคเชอร์ต่อไป มันคือเรื่องส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องบอกให้คนอื่นรู้ อีกอย่างคือเธอกับมินนี่ไม่ได้สนิทกัน หากเล่าอะไรไป ก็ไม่รู้ว่ามินนี่จะเอาไปขยายความต่อหรือไม่
“หยิ่ง”
“มันเป็นเรื่องส่วนตัว”
“บอกแค่ดีหรือไม่ดีก็ได้” มินนี่ยังไม่ละทิ้งความพยายาม เร้าหรือต่อจนกว่าจะได้คำตอบ
“ดีค่ะ” สิตาตอบเพื่อจบปัญหา ตัดบทสนทนา เธออยากกลับบ้านเร็วๆ ไปช่วยแม่ทำกับข้าว
หากทว่ามินนี่ไม่ยอมจบแค่นั้น....
เฮ้อ....เหนื่อยใจจริงๆ
“แรกๆ ก็ดีไปหมด ผ่านช่วงโปรโมชั่นไปก่อนเถอะ”
“.....”
“ไม่สิ! ความจริงแล้วเสือมันก็ยังเป็นเสือ ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยต่างหาก”
“.....” สิตาพยายามไม่สนใจ แต่ครั้งนี้รู้สึกหูผึ่ง
มินนี่มองสิตาแล้วแสยะยิ้มบางเบา รู้อยู่แล้วล่ะ สิตาให้ความสนใจกับคำพูดของเธอ แต่พยายามเมินเฉย นั่นก็ช่างปะไร ไม่จำเป็นต้องพูด มินนี่จะพูดเอง
“ถือซะว่าฉันเตือนเธอด้วยความอิจฉาริษยาก็แล้วกัน” มินนี่จีบปากจีบคอพูด พฤติกรรมของมินนี่ที่แสดงออก ยากที่จะมองมินนี่อย่างเป็นมิตร
“.....”
“ภาพที่เธอเห็นอาจเป็นภาพลวงตา”
“.....” สิตาบอกตัวเอง ‘เราเชื่อใจพี่วาคิม’ ไม่มีวันโอนเอนตามคำพูดของมินนี่เด็ดขาด บางครั้งเรื่องที่มินนี่เล่ามันอาจเป็นเรื่องในอดีต มีผู้หญิงมากมายที่อยากครอบครองตัวและหัวใจวาคิม
สิตาจะต้องไม่หูเบาและหนักแน่น!!
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ถ้าเธออยากรู้อยากเห็น ฉันจะพาเธอไปดูด้วยตาตัวเอง”
“พี่มินนี่กำลังล่อลวงฉันอยู่”
“คิกๆ คิดเอาไว้แล้วว่าเธอจะไม่เชื่อและไม่ไปกับฉัน ถือว่าเธอพลาดสิ่งสำคัญนะ ฉันบอกบุญเธอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”
ทั้งที่บอกตัวเองให้เชื่อใจ แต่ใจกลับสั่น เธอรู้สึกโหวงเหวงบริเวณอก ควบคุมสติและอารมณ์ครู่ใหญ่ กลับมาตั้งหน้าตั้งตาลอกเลคเชอร์ต่อ
ขณะที่มินนี่... “คนจนอย่างเธอนี่มันน่าเวทนาจริงๆ ทำไมถึงชอบทำให้ฉันรู้สึกเวทนาอยู่เรื่อยเลยนะ”
ผู้หญิงคนนี้นี่มันอะไรกัน สิตาไม่เข้าใจมินนี่ เธอก็อยู่ของเธอดีๆ ไม่เคยทำตัวเองให้น่าเวทนา ไม่เคยขอร้องให้มินนี่เวทนาด้วยซ้ำ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับ....เฮ้อ!!
++++++++++++++++++++++
การระแวงคนที่รู้สึกก็คงไม่มีความสุข คนที่ถูกระแวงหากรู้ก็คงไม่มีความสุขเช่นเดียวกัน คำพูดของมินนี่ แม้มีอิทธิพลทางความรู้สึกและความคิด แต่อย่างไรก็ต้องฟังหูไว้หู สิตาไม่สามารถตัดสินวาคิมจากคำพูดของคนอื่น
‘หากเรายังไม่ได้เรียนรู้เขา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนแบบไหน’ สำหรับสิตาแล้ว เธอรู้จักวาคิมเพียงแค่คำโปรยปกหนังสือ หากเธออยากรู้อะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ เธอจะตั้งเปิดหนังสืออ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย
“วันหยุดแบบนี้ พี่วาคิมไม่ไปเที่ยวไหนเหรอคะ”
“เที่ยวกับเธออยู่นี่ไง”
“จริงด้วยค่ะ”
ตอนนี้เธอและเขากำลังเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อวาคิมบอกว่ามันคือการเที่ยวก็ว่าไปตามเขา สิตาและวาคิมรักษาระยะห่างกันประมาณหนึ่งช่วงแขน มันเป็นแบบนั้นเสมอ แตกต่างจากคู่รักคู่อื่นที่เดินควงแขน คุยกะหนุงกะหนิงกันอย่างสนิทสนม
เป็นภาพที่ทำให้อดยิ้มตามไม่ได้ แต่สิตาไม่คิดว่าเธอและวาคิมจะปฏิบัติต่อกันเช่นนั้น ณ เวลานี้เธอยังมองว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อย ไม่เก็บเอามาใส่ใจ
แค่เดินห่างกัน มันไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์ของเธอและเขาจะห่างกันสักหน่อย
“ข้างหน้ามีงานอีเวนต์สัตว์อยากไปดูไหม”
“อยากค่ะ”
“เดินดีๆ”
แม้เดินห่างกันหนึ่งช่วงแขน แต่พอมีคนทำท่าว่าจะเดินชนสิตา วาคิมใช้แขนยาวของเขาตวัดมาโอบเอวบางแล้วรั้งเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว สิตาตกใจ ตื่นเต้น และดีใจ
“ข...ขอบคุณค่ะ”
“เดินดูทางบ้างสิ ใจลอยคิดถึงใครอยู่”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้ใจลอย เมื่อกี้กำลังนึกถึงหน้าตาสัตว์น่ารักค่ะ หนูอยากเห็นมันแล้ว”
“ไปกันเถอะ”
“แต่ว่า....” สิตาหลุบตามองไปที่มือวาคิม ซึ่งจับเอวบางไม่ปล่อย แบบนี้จะเดินต่อไปได้อย่างไร คิดแล้วแก้มร้อนผ่าวๆ และมันต้องแดงอย่างไม่ต้องสงสัย
สิตาแต่งหน้ามาบางเบา แต่ถ้าเธอ ‘เขิน’ แป้งพับบางเบาไม่อาจช่วยปกปิดร่องรอยเขินได้
หลักฐานชัดเจนคาตา ‘โถ...สิตาเธอช่างอ่อนหัดนักนะ’
“ปล่อยแล้ว เราไปกันได้หรือยัง”
“ค่ะ” ตอบโดยที่ก้มยังก้มหน้า พอเงยหน้าขึ้นก็ทำทีเป็นหันหน้าไปทางด้านข้าง หันมองทางตรงบ้าง กลบเกลื่อนร่องรอยความเขินจนสำเร็จ เข้ามาในอีเวนต์สัตว์เลี้ยงเพื่อนน้อยน่ารัก สิตาก็ลืมเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น
เธอสนใจและตื่นเต้นดีใจกับเหล่าเพื่อนตัวน้อยต่างสายพันธุ์
“น่ารักมากค่ะ เพิ่งเคยเห็นกระต่ายหูยาว ตัวใหญ่มากด้วยค่ะ”
“นั่นก็ตัวเล็กนิดเดียว ขนยาวน่ารักมาก”
สิตาวิ่งไปตรงนั้นที ตรงนี้ทีมั่วไปหมด เธอสดใส ร่าเริง ยิ้มบ่อย พูดเยอะ วาคิมที่เดินตามสิตา เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองด้วยสายตาเอ็นดู ยามที่สิตาใช้เสียงสองคุยกับเพื่อนน้อยน่ารักต่างสายพันธุ์ วาคิมเผลอตัวหลุดขำออกมา สิตาไม่รู้ แต่วาคิมรู้...รู้ว่าเขากำลังหัวเราะด้วยอารมณ์ใด
“โอ๊ะ!! อันนี้เคยเห็นในเฟซบุ๊กค่ะ แมวพันธุ์อะไรเหรอคะ น้องน่ารักจังเลยค่ะ”
“พันธุ์มันช์กิ้นค่ะ.....” จากนั้นเจ้าของร้านผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องแมว ก็บรรยายถึงความเป็นไปเป็นมาของแมวพันธุ์มันช์กิ้นให้สิตาและวาคิมฟัง สิตาตั้งใจฟัง ขณะที่วาคิมตั้งใจมองแมวที่สิตาให้ความสนใจ
.... ‘มองตาเราสิมนุษย์’
.... ‘เราน่ารักใช่ไหมล่ะ ขาสั้นๆ ของเรา ตัวอ้วนกลมของเรา ตากลมโตของเรา เราน่ารักขนาดนี้ยังไม่รีบเอาเราไปเลี้ยงอีก’
ชายหนุ่มรู้สึกถึงเสียงของแมวสองตัวที่เขาจ้องมองพวกมันอยู่ เหอะ! บ้าไปแล้ว เขาไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ ให้อาหาร เล่น คอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ นี่มันทาสชัดๆ เอาแมวไปเลี้ยงเพื่อให้ตัวเองเป็นทาสแมว
บ้าบอสิ้นดี!!!
แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ชอบให้ตัวเองเป็นทาสของเจ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยแสนน่ารักนี่
“เมี๊ยวววว” แน่ะ! ยังมาครางใส่อีก
วาคิมถลึงตาใส่ แต่แมวสองตัวมันใช้ความใสซื่อน่ารักสู้กับเขา ร้ายกาจนักเชียว!
“เราไปดูน้องๆ ตัวอื่นกันดีกว่าค่ะ ยังมีอีกเยอะเลย”
“ไม่อยากได้เหรอ”
“อยากได้ค่ะ แต่ไม่อยากสร้างภาระ ค่าตัวน้องแพงมากค่ะ ไหนจะค่าเลี้ยงดูน้องอีก”
“พี่ขอเดินดูแถวนี้ก่อน เดี๋ยวตามไป”
“หนูจะไปดูงูนะคะ”
“อืม”
คล้อยหลังสิตาไป วาคิมก็จัดการกับเจ้าแมวน่ารักสองตัว โดยการจ่ายค่าตัวแสนแพงของมัน แต่อย่าหวังว่าเขาจะเป็นทาสแมวนะ ไม่มีวันนั้นแน่ วาคิมเปรียบตัวเองเป็นจ่าฝูง ฉะนั้นจ่าฝูงไม่เป็นทาสใคร เจ้าแมวสองตัวต้องไปอยู่กับ...สิตา
++++++++++++++++++++++
สิตาคิดได้ถูกต้อง วาคิมไม่ใช่คนรักสัตว์ เขาย่อมต้องไม่ซื้อสัตว์ไปเลี้ยง แต่ถ้าเขาซื้อสัตว์เลี้ยงแล้วให้สิตาเลี้ยงก็เป็นอีกเรื่อง เขาบอกว่า ‘พี่เวทนามัน เห็นว่าเธอชอบเลยซื้อให้’ เรื่องค่าตัวและค่าเลี้ยงดู วาคิมเป็นผู้ดูแลทั้งหมด สิตาทำหน้าที่เลี้ยงมันให้ดีก็พอ
“เราจะตั้งชื่อน้องยังไงดีคะ”
“ไม่ใช่น้อง”
“เจ้านายเหรอคะ”
ชายหนุ่มหันหน้ามองหน้าทันที หากเป็นเพื่อนเขามาพูดแบบนี้โดนตบกบาลแล้วล่ะ เธอรู้หรือเปล่าว่าคำพูดของเธอนั้นมันช่างกวนประสาท แต่คนพูดสวย พูดด้วยท่าทางใสซื่อไร้เดียงสา เธอไม่ได้ตั้งใจกวนประสาท แต่เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ นั่นเพราะคาดไม่ถึงกับความต้องการของเขา
ช่างเป็นผู้หญิงที่ไม่หลงตัวเองและมักน้อยใฝ่น้อย เพราะเธอเป็นผู้หญิงเช่นนี้ นั่นเป็นเหตุผลอีกหนึ่งข้อที่เขาเลือกสิตาเป็นแฟน
“สองตัวน้อยจะไม่มีมีวันเป็นเจ้านายเด็ดขาด”
“แล้วเป็นอะไรเหรอคะ”
“ลูก”
“อ้อ” ไม่คันหัวแต่เกาหัวแก้เขิน ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด
“พี่ตั้งชื่อตัวผู้ เธอก็ตั้งชื่อตัวเมีย”
“งั้นหนูตั้งชื่อลูกว่า ‘นุ่มนิ่ม’ แล้วกันค่ะ”
“พยัคฆ์”
“คะ?”
“ตัวผู้ชื่อพยัคฆ์”
แมวสองตัวมีลักษณะเด่นที่เหมือนกันคือ...กลมไปทุกสัดส่วนและขาสั้น นุ่มนิ่มมีขนสีขาวส้ม พยัคฆ์มีขนสีน้ำตาลมีลวดลายคดโค้งทั่วลำตัว แมวทั้งสองตัวมีความแตกต่างทางสีขนที่ชัดเจน ทำให้จดจำได้ง่าย
“ตอนเย็นจะมีคนส่งของมาที่บ้าน”
“บ้านหนูเหรอคะ”
“ใช่”
“พี่วาคิมรู้ที่อยู่หนูเหรอคะ”
“ไม่ยากถ้าอยากรู้”
“นุ่มนิ่มและพยัคฆ์น่ารักจังเลยนะคะ ไม่ร้องสักแอะเลย เรียบร้อยและนิ่งกันมาก”
เธอช่างไร้เดียงสานัก ความน่ารัก ความเรียบร้อย นี่มันคือผ้ายับที่พับเอาไว้ชัดๆ อีกหน่อยเถอะ เจ้าแมวน่ารักสองตัวจะแผลงฤทธิ์ใส่ นับวันรอให้สิตาตกเป็นทาสเจ้าตัวอ้วนกลมสองตัวนี่ได้เลย
วาคิมยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยแฝงเร้น....หึๆ
แต่ถึงอย่างนั้น วาคิมก็ไม่อยากให้สิตาตกเป็นทาสเจ้าตัวอ้วนกลมสองตัว รถยนต์คันหรูขับมาจอดหน้าบ้านของสิตา ก่อนลงจากรถวาคิมสั่งเสียงเข้มแกมข่มขู่กับลูกชายลูกสาว
“อย่าให้รู้นะว่าแผลงฤทธิ์ ไม่งั้นจะจับไปทำแมวหั่นทั้งสองตัว”
“~ เมี๊ยวว ~ เมี๊ยวว ~”
“เข้าใจก็ดีแล้ว ไปได้”
“ขับรถกลับดีๆ นะคะ”
“ดึกๆ เดี๋ยวโทรหา”
“ได้ค่ะ”
“ถ้าคนมาส่งของแล้วแชทบอกด้วย”
“โอเคค่ะ”
สิตาเดินถือกล่องบรรจุแมวเข้าไปในบ้าน วิภาดาอยู่ในครัว ได้ยินเสียงลูกสาวคุยกับใครก็ไม่รู้ดังอยู่ในบ้าน วิภาดาจึงเดินมาดู แล้วพบกับลูกสาวและแมวสองตัว
“นี่มัน....”
“นุ่มนิ่ม พยัคฆ์ ค่ะคุณแม่ พี่วาคิมซื้อมาให้เลี้ยงค่ะ เรื่องค่าใช้ค่าดูทั้งหมดพี่วาคิมจะเป็นคนจ่ายเองค่ะ”
สิตาออกตัวก่อน หากเป็นเมื่อก่อนที่ฐานะทางบ้านร่ำรวย อยากได้ อยากเลี้ยง อยากใช้เงินฟุ่มเฟือยเท่าไรก็ย่อมได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น สิตากลัวทำให้แม่รู้สึกทุกข์ใจเป็นที่สุด
“แม่ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แต่ท่าทางจะแพงมาก”
“แพงมากจริงๆ ค่ะ พี่วาคิมเวทนาเจ้าสองตัวนี้และคงถูกชะตามาก แต่พี่วาคิมไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ค่ะคุณแม่”
“อ้อ....งั้นก็ดีเลยสิ เวลาลูกไม่อยู่ แม่ก็จะได้มีเพื่อน”
วิภาดายื่นมือไปในกล่อง แมวอ้วนกลมทั้งสองก็เอาหน้ากลมๆ มาถูไถมืออย่างประจบประแจง วิภาดาทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ สิตาเห็นอย่างนั้นก็พลอยทำให้รู้สึกโล่งใจและมีความสุขไปด้วย นับตั้งแต่สูญเสียเสาหลักของบ้าน น้อยครั้งมากที่วิภาดาจะยิ้มและหัวเราะโดยไม่ฝืน
พยัคฆ์และนุ่มนิ่มคือสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาช่วยเยียวยาจิตใจของวิภาดา....สิตารู้สึกเช่นนั้น
“ดูสิ แค่แม่ยื่นมือไปก็รีบเข้ามาประจบประแจง เด็กอะไรก็ไม่รู้น่ารักจริงๆ เดี๋ยวยายมาเล่นด้วยนะ ยายไปทำกับข้าวก่อน แม่เข้าครัวก่อนนะสิตา แม่จะรีบกลับมา”
อืม...สรุปแล้ววิภาดาก็พอๆ กันกับวาคิมสินะ ยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งๆ ที่วิภาดาพูดกับสิตา แต่สายตากลับอยู่ที่เจ้าตัวอ้วนกลมทั้งสอง เดินไปแล้วก็ยังหันหน้ากลับมามองข้างหลังคล้ายอาลัยอาวรณ์ ไม่ใช่สิตาแต่เป็น....นุ่มนิ่มและพยัคฆ์
“ยายเอ็นดูนุ่มนิ่มและพยัคฆ์ ต้องเป็นเด็กดีให้มากๆ นะรู้ไหม”
“เมี๊ยวววว ~”
++++++++++++++++++