ตอนที่ 2 : นกน้อยพรากถิ่น

1573 Words
ตอนที่ 2 : นกน้อยพรากถิ่น แสงแดดยามบ่ายอ่อนละมุน สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของสถานีตำรวจภูธรชายแดน บรรยากาศภายในเริ่มคลายความตึงเครียดลงไปมาก หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนในป่าลึก หญิงสาวที่ถูกช่วยเหลือไว้ได้รับการติดต่อจากญาติและทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา ทิ้งไว้เพียงความเงียบเหงาที่เริ่มปกคลุม หยาดทิพย์นั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้ไม้แข็งทื่อในห้องพักผู้เสียหาย ดวงตาคู่สวยเหม่อมองไปยังพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ ความรู้สึกว้าเหว่และเคว้งคว้างถาโถมเข้ามาในจิตใจ เธอไม่มีใครมารับ ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์สักเครื่องที่จะโทรหาใคร ภาพความยากลำบากของครอบครัวฉายชัดเข้ามาในความคิด พ่อแม่ทำไร่ทำนาเล็กๆ น้อยๆ ส่งเสียเธอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แค่นั้นก็สุดกำลังแล้ว จะให้พวกท่านเดินทางมารับถึงที่นี่คงเป็นเรื่องยากลำบากเกินไป น้ำตาใสคลอหน่วย แต่เธอก็พยายามกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลออกมา “นี่ เธอ” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้หยาดทิพย์รีบเงยหน้าขึ้น ผู้กองเสือยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าหล่อเหลาคมสันยังคงมีร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันรอบหัวไหล่ข้างขวาของเขา “จ๊ะ… ผู้กอง” เธอขันรับเสียงแผ่วเบา ถือวิสาสะเรียกเขาตามที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานของเขาเรียก “ญาติยังไม่มาอีกเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่เหมือนกับตอนสั่งการลูกน้องในป่าเมื่อเช้านี้เลย “ยะ… ยังไม่มีใครมารับจ้ะ” หยาดทิพย์ส่ายหน้าช้าๆ เธอพูดเสียงสั่นเครือ พยายามควบคุมไม่ให้น้ำตาไหลออกมา จะมีใครมารับได้ยังไงล่ะ ในเมื่อตอนที่ตำรวจให้โทรติดต่อญาติ เธอไม่ได้กดโทรศัพท์หาใครเลย ที่ไม่กล้ารบกวนทางบ้านก็เพราะฐานะทางบ้านยากจน ลำพังเรียนจบแค่มัธยมปลาย ตั้งใจจะลองหางานทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของทางบ้าน ตัดสินใจเชื่อเพื่อนที่มาชวนไปทำงานในเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ใครจะรู้ว่านั่นคือกับดักที่นำพาเธอไปสู่ขุมนรก “ทำไมล่ะ… แล้วบ้านอยู่ที่ไหน” ผู้กองเสือเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามเธออย่างไม่ถือตัว “อยู่อีกอำเภอหนึ่ง แต่ห่างจากที่นี่ไปกี่กิโลเมตรฉันก็ไม่ทราบจ้ะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในหุบเขา” ผู้กองเสือเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนไม่ใส่ใจนัก “แล้วจะกลับยังไงล่ะทีนี้… หรือจะนอนอยู่ที่นี่รอให้พวกญาติมารับก็แล้วแต่นะ” “ไม่จ้ะ ฉันจะกลับบ้าน… แต่ก็ไม่รู้จะไปยังไง” ความกังวลฉายชัดบนใบหน้างาม เพราะตั้งแต่เด็กจนโต เธอยังไม่เคยต้องเดินทางออกนอกอำเภอตามลำพัง “เฮ้อ…เอางี้ไหม… ฉันพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง เดี๋ยวฉันไปส่งให้ก็แล้วกัน ถือว่าไปสำรวจเส้นทางแถวนั้นด้วย” ผู้กองเสือถอนหายใจยาวๆ แสร้งทำเป็นไม่เต็มใจ ส่งผลให้ใบหน้างามเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอจ๊ะ… จะเป็นการรบกวนผู้กองมากไปหรือเปล่าจ๊ะ” เธอถามออกไปด้วยความรู้สึกเกรงใจ แต่ก็แอบดีใจอยู่ลึกๆ เพราะถ้าหากเขาไปส่งก็ถือว่าปลอดภัยในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่นเอง “ไม่หรอก มันเป็นหน้าที่ของตำรวจที่พึงกระทำอยู่แล้ว” ถึงน้ำเสียงจะดูแข็งกระด้าง แต่แววตาที่เขาเผลอเหลือบมองมานั้น กลับมีความอ่อนโยนเจือปนอยู่เล็กน้อยจนหยาดทิพย์รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก “ขอบใจจ้ะผู้กอง… ฉันไม่รู้จะตอบแทนยังไงเลย” “ไม่ต้องมาขอบจงขอบใจอะไรให้มากเรื่อง ไปกันได้แล้ว ก่อนที่ฟ้าจะมืดค่ำไปกว่านี้” ผู้กองเสือลุกขึ้นยืนเต็มคความสูง เขาเดินนำไปยังลานจอดรถ โดยไม่หันกลับมามองหยาดทิพย์ที่รีบลุกตามด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอพยายามเดินตามร่างสูงมาติดๆ แต่ด้วยส่วนสูงที่ถึงแค่หน้าอกของเขาก็ทำให้การเก้าเท้าของเธอสั้นตามไปด้วย เพียงไม่นาน รถกระบะสีดำทะมึนของผู้กองเสือแล่นออกจากสถานีตำรวจ มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่คดเคี้ยวขึ้นเขา สองข้างทางเต็มไปด้วยทิวทัศน์ของป่าไม้เขียวขจี อากาศยามเย็นเริ่มเย็นสบาย แต่บรรยากาศภายในรถกลับเงียบงัน หยาดทิพย์นั่งตัวตรง เกาะขอบประตูรถแน่นด้วยความประหม่า เธอไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายที่มีบุคลิกเข้มขรึมและน่าเกรงขามอย่างผู้กองเสือมาก่อน แม้เขาจะแสดงท่าทีเย็นชา แต่ความช่วยเหลือที่เขามอบให้ก็ทำให้เธอรู้สึกขอบคุณและประทับใจอย่างลึกซึ้ง “มองอะไร” เสียงทุ้มต่ำของคนขับรถดังขึ้น ทำลายความเงียบ หยาดทิพย์รีบหันมาตอบเสียงรัว “เปล่าจ้ะ…” เธอไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ เพราะเวลาเขาทำหน้านิ่ง แลดูดุดันข่มขวัญให้กลัว มือเล็กทั้งสองบีบเข้าหากันแน่น หัวใจเต้นตึกตัก “นั่งให้สบายๆ หน่อยก็ได้ ฉันไม่ได้จะจับกินเสียหน่อย” ผู้กองเสือพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนจะตำหนิ แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างเท่าครั้งแรก หยาดทิพย์แอบมองเขาด้วยหางตา ใบหน้าคมสันของเขาดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องมองถนนเบื้องหน้าอย่างมีสมาธิ แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามา ทำให้เห็นไรหนวดจางๆ บนใบหน้าหล่อเหลาของเขาอย่างชัดเจน “เอ่อ… ผู้กองจ๊ะ” “มีอะไร?” “ที่หัวไหล่… เจ็บมากไหมจ๊ะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง ภาพที่เขาโดนกระสุนพุ่งใส่ยังคงติดตา ผู้กองเสือเหลือบมองผ้าพันแผลที่หัวไหล่ตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะตอบตอบสั้นๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย “นิดหน่อย… ทนได้” “แต่เลือดมัน…” “ก็แค่เลือด เดี๋ยวก็หาย” เขาขัดขึ้นเสียงเรียบราวกับรู้ว่าเธอจะพูดอะไร หยาดทิพย์รู้สึกขัดใจกับท่าทีที่ไม่ใส่ใจตัวเองของเขา แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไปอีก บรรยากาศในรถกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบครั้งนี้ไม่ได้อึดอัดเท่าครั้งแรก มันเจือปนไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่หญิงสาวเองก็อธิบายไม่ถูก รถกระบะแล่นไปตามถนนลูกรังแคบๆ ที่เริ่มขรุขระมากขึ้นเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นไร่นาและบ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน แสงไฟจากบ้านบางหลังเริ่มส่องสว่างขึ้น “ใกล้ถึงบ้านเธอหรือยัง” ผู้กองเสือถามขึ้น เมื่อเห็นหยาดทิพย์มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่คุ้นเคยกับเส้นทาง “อีกไม่ไกลแล้วจ้ะ เลี้ยวเข้าไปในซอยข้างหน้าก็ถึงแล้ว” เธอตอบพร้อมกับชี้มือไปยังทางแยกเล็กๆ ข้างหน้า ใบหน้างดงามตอนนี้แลดูผ่อนคลาย ราวกับละทิ้งความกังวลไปสิ้น รถกระบะเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปตามทางดินลูกรัง จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมแต่สะอาดตา มีแสงไฟสีส้มนวลลอดออกมาจากหน้าต่าง “ถึงแล้วจ้ะ… ขอบคุณผู้กองมากนะจ๊ะที่มาส่ง” หยาดทิพย์หันไปขอบคุณเขาด้วยรอยยิ้มที่สดใสกว่าเมื่อตอนอยู่ที่สถานีตำรวจมากนัก “อืม… ถึงก็ดี” เขาตอบเสียงเรียบ แต่กลับไม่ยอมเปิดประตูลงจากรถ ผู้กองเสือดับเครื่องยนต์ มองไปยังบ้านหลังเล็กตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “เอ่อ… ผู้กองจะไม่ลงไปพักหน่อยเหรอจ๊ะ ที่บ้านอาจจะดูไม่สะดวกสบายเท่าไหร่ แต่ว่า…” ถึงแม้จะรู้สึกเกรงใจ แต่ตามมารยาทแล้วเธอควรจะเชิญให้เขาเข้าไปนั่งพักหาน้ำหาท่าให้เขากินสักหน่อย จะได้ไม่โดนใครเอาไปนินทาว่าเป็นคนแล้งน้ำใจ ไม่รู้คุณคน ทว่าชายหนุ่มกลับขัดขึ้นก่อนที่เธอจะพูดจบเสียอีก “ไม่ต้องหรอก ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ” “จ้ะ… ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะจ๊ะ” หยาดทิพย์รู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจดีว่าคนอย่างผู้กองเสือคงมีภารกิจมากมาย เธอเตรียมตัวจะลงจากรถ ทว่ากลับถูกเรียกเสียก่อน “เดี๋ยว!” “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?” “ดูแลตัวเองดีๆ… ต่อไปนี้อย่าไว้ใจใครง่ายๆ อีก” เขาบอกพร้อมมองตรงมาที่เธอ แววตาคมกริบนั้นอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพูดนั้นไม่ได้มีน้ำเสียงดุดันเหมือนที่เขาเคยพูด แต่มันกลับแฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง จนทำให้หัวใจของหยาดทิพย์เต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ “จ้ะ… ฉันจะจำไว้จ้ะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบา แก้มเริ่มแดงระเรื่อ ผู้กองเสือพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองทาง “ลงไปได้แล้ว”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD