คามินวิศวะร้ายพ่ายรัก
วันต่อมา
11:45 น.
"จ๊ะเอ๋ พี่มินหิวไหมคะ แคลร์ซื้อข้าวเที่ยงมาให้" พูดจบเอแคลร์ก็แทรกตัวเข้าไปในห้อง เดินไปนั่งที่โซฟาตัวเดิมพร้อมกับของกินเต็มไม้เต็มมือ โดยมีเจ้าของห้องเดินตามไปนั่งข้างๆ
ช่วงเที่ยงของวันอาทิตย์เป็นอีกวันที่เอแคลร์พาตัวเองมาหาคนที่ชอบ เนื่องจากพ่อกับแม่ของเธอไปดูงานที่โรงงานผ้าไหมในต่างจังหวัดกว่าจะกลับก็เป็นเดือน จึงเป็นโอกาสดีของเธอที่จะมาหาเขาได้สะดวก อันที่จริงพ่อกับแม่ของเธอก็รู้ว่าเธอชอบคามินและไม่ได้ขัดขวางอะไร หากแต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ห่วงเรื่องชื่อเสียงของลูกสาวมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นผู้หญิงมาหาผู้ชายบ่อยๆมันก็ไม่ใช่เรื่อง ใครรู้เข้าจะเสียหายเอาได้
ด้วยเหตุนี้เอแคลร์จึงแอบมาหาคามินแทนที่จะบอกพ่อแม่ก่อน เพราะเธอขี้เกียจฟังพ่อแม่บ่นนั่นเอง แม้จะเข้าใจในความหวังดีของพ่อแม่ หากแต่จะให้เชื่อฟังพ่อแม่เธอก็คงไม่ได้เห็นหน้าหล่อๆของเขากันพอดี เพราะถ้าเธอไม่มาหาเขาเองหรือสร้างโอกาสให้เธอกับเขาได้อยู่ด้วยกันแล้วเมื่อไหร่เธอจะพิชิตใจเขาได้ โอกาสไม่มีเธอก็ต้องสร้างมันเอง
"มาหาพี่บ่อยๆอาวีกับอาอรไม่ว่าบ้างหรือไง" คามินถามน้ำเสียงเข้มดุเช่นเดียวกับใบหน้า ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็ยังจะถาม
"ไม่ว่าค่ะ เพราะพ่อกับแม่ไม่รู้"
สิ้นเสียงหวานที่เอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น คามินก็ส่ายหน้าให้อย่างเอือมระอาในความดื้อรั้นของเธอก่อนจะเอ่ยพูดต่อ
"แอบมาหาพี่แบบนี้มันไม่ดีเลยนะ หนูเป็นผู้หญิงทำอะไรระวังหน่อยสิ"
"กลัวแคลร์จะเสียหายเหรอคะ" ถามจบก็ยิ้มหน้าระรื่นชื่นบาน นั่งรอคำตอบตาแป๋ว จนคนตัวโตถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
"เฮ้อ~ ยังจะมายิ้มอีก ที่พี่พูดพี่เตือนเพราะพี่เป็นห่วง"
"ถ้าพี่มินเป็นห่วงแคลร์หรือกลัวแคลร์จะเสียหาย พี่มินก็รับผิดชอบแคลร์สิคะไม่เห็นจะยากอะไรเลย"
"แล้วเกี่ยวไรกับพี่"
"เอ๊า ก็แคลร์แอบมาหาพี่ไง เพราะงั้นถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปแคลร์ก็จะเสียหาย ทางเดียวที่จะกู้ชื่อเสียงของแคลร์ได้คือพี่มินต้องรับผิดชอบแคลร์ด้วยการแต่งงานกับแคลร์ไงคะ"
"เกินไปล่ะ เพ้อเจ้อ หนูมาหาพี่เองนะ พี่ไม่ได้บังคับให้หนูมาซะหน่อย ถ้าชื่อเสียงหนูจะเสียหายมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่ ทำตัวเองแท้ๆอย่าเอาพี่ไปเกี่ยวด้วย"
"แต่ที่แคลร์ทำแบบนี้เพราะแคลร์รักพี่มินนะ แคลร์คิดถึงพี่ก็เลยแอบมาหาไง"
"แล้วไง พี่ไม่ได้รักหนูด้วยซะหน่อย ไม่ได้บอกให้มาหาแล้วไม่ต้องการให้มาคิดถึงด้วย พี่ไม่อยากมีปัญหานะแคลร์ ต่อไปถ้าไม่บอกอาวีกับอาอรก่อนก็ไม่ต้องมาหาพี่อีก ถ้าขืนยังดื้อไม่ฟังกัน พี่จะไม่พูดกับหนูอีกเข้าใจไหม" ขณะที่เขาพูด เด็กสาวก็ค่อยๆมีสีหน้าเศร้าลงเรื่อยๆ ทว่าเขาไม่แม้แต่จะสนใจหรือสังเกตเห็นกระทั่งพูดจบ
"ค่ะ แคลร์เข้าใจแล้ว งั้นแคลร์เอากับข้าวไปแกะใส่จานให้นะคะ" พูดจบเอแคลร์ก็หยิบถุงกับข้าวที่ซื้อมาก่อนจะลุกขึ้นเดินไปโซนห้องครัว
คามินมองตามหลังเด็กสาวด้วยความประหลาดใจที่อยู่ๆบทจะเชื่อฟังเธอก็พูดง่ายซะเหลือเกิน ทว่ามันก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพูดให้มากความไปกว่านี้
...กระทั่งเด็กสาวจัดแจงกับข้าวที่ซื้อมาเสร็จเรียบร้อย เธอจึงเดินกลับมาหาเขาก่อนเสียงหวานจะเอ่ยพูดขึ้น
"แคลร์แกะกับข้าวใส่จานให้เสร็จแล้ว งั้นแคลร์ขอตัวกลับก่อนนะคะ"
"ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันเหรอ"
"ไม่ค่ะ แคลร์กินมาแล้ว พอดีแคลร์นึกขึ้นได้ว่ามีรายงานต้องทำส่งครูพรุ่งนี้ แคลร์ไปก่อนนะ" พูดจบเอแคลร์ก็เดินออกไปทันที ทิ้งความแปลกใจไว้ให้อีกคนมากมาย แม้แต่หอมแก้มเขาก่อนกลับเหมือนเช่นทุกครั้ง วันนี้เธอกลับไม่ทำ แต่ทว่าเพียงชั่วครู่เขาก็เลือกไม่สนใจ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปกินข้าวที่เธอเตรียมไว้ให้
ด้านเอแคลร์ทันทีที่ออกมาจากคอนโดของเขา น้ำใสๆที่อดทนอดกลั้นไว้นานก็หลั่งไหลลงมาอาบสองแก้มทันที ทว่าเพียงพริบตาเดียวเธอก็ใช้หลังมือปาดมันออกอย่างลวกๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ปรับอารมณ์ให้กลับมาคงที่แม้มันจะทำยากมากก็ตาม เพราะเธอไม่อยากอ่อนแอ แม้จะไม่มีใครผ่านมาเห็นความอ่อนแอของเธอ แต่เธอก็ไม่ชอบเห็นตัวเองร้องไห้อยู่ดี เพราะการรู้สึกแย่หรือเสียใจมันไม่ใช่ความรู้สึกที่น่าปรารถนาเลย ซึ่งเธอไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น เธอไม่อยากจมปลักอยู่กับความเสียใจหรือน้อยใจในคำพูดของเขาที่มักจะพูดจากระทบจิตใจเธออยู่ตลอด หากแต่เพราะรักคำเดียวเธอจึงเลือกที่จะอดทน พยายามไม่ใส่ใจคำพูดแย่ๆของเขา ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอดทนได้อีกนานแค่ไหน เพราะไม่ว่าเธอจะเข้มแข็งมากเพียงใด สุดท้ายหัวใจดวงน้อยๆของเธอมันก็เปราะบางอยู่ดี...