คามินวิศวะร้ายพ่ายรัก
และหลังจากที่ทานข้าวเสร็จณนนท์ก็กลับบ้านไป ส่วนเอแคลร์ก็พาตัวเองไปหาคนที่ชอบทันที
ณ คอนโดของคามิน
"พี่มินแคลร์เห็นว่าที่บ้านพี่ทานข้าวไปนิดเดียวเอง แคลร์ก็เลยให้ป้าวัลย์ทำของโปรดพี่มาให้สองสามอย่าง มาค่ะเดี๋ยวแคลร์ป้อนนะ"
"ไม่ต้อง พี่ไม่กิน" ไม่พูดเปล่ามือหนาดันมือเล็กที่ถือช้อนป้อนข้าวให้ตัวเองออกพร้อมกับเบี่ยงใบหน้าหลบคล้ายรำคาญ เอแคลร์เห็นเช่นนั้นจึงไม่อยากรบเร้า
"งั้นแคลร์เอากับข้าวไปเก็บให้นะคะ ถ้าพี่มินหิวก็บอกแคลร์นะ แคลร์จะได้ไปอุ่นกับข้าวให้"
"ไม่ต้องหรอก พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าพี่ไม่ใช่เด็กสามขวบที่ต้องให้ใครมาคอยดูแล พี่หิวพี่ก็หากินเองได้"
"แต่แคลร์"
ไม่ทันที่เสียงหวานจะได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น คามินก็พูดแทรกตัดบทประหนึ่งรำคาญ สีหน้าบ่งบอกถึงความเอือมระอา
"เมื่อไหร่หนูจะเลิกยุ่งวุ่นวายกับชีวิตพี่สักทีเอแคลร์"
"ก็แคลร์รักพี่มิน จะให้แคลร์เลิกยุ่งกับพี่ได้ยังไงล่ะคะ"
"แต่พี่ไม่ได้รักหนู พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าพี่คิดกับหนูแค่น้องสาว เราสองคนเป็นได้แค่พี่ชายน้องสาวเท่านั้น หนูไม่เข้าใจเหรอเอแคลร์"
"แต่ว่าแคลร์"
"เอาเวลาที่มาไล่ตามผู้ชายไปตั้งใจเรียนดีกว่าไหม มัวแต่ทำตัวไร้สาระแล้วผู้ชายที่ไหนเค้าจะมารัก เป็นผู้หญิงควรทำตัวเองให้มีค่าหน่อย ไม่ใช่มาวิ่งไล่ตามผู้ชายแบบนี้"
สิ้นเสียงทุ้มใจดวงน้อยพลันกระตุกวูบทันที รู้สึกหน้าชาวาบเมื่อถูกคนที่รักต่อว่าราวกับเธอทำตัวไม่มีค่า แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกเขาขับไล่หรือพูดจาทำร้ายจิตใจใส่ แต่ครั้งนี้คำพูดของเขากลับแรงกว่าทุกครั้ง บวกกับความรู้สึกน้อยใจที่สะสมมานาน ทำให้ครั้งนี้เธอเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เจ็บกว่าทุกครั้ง เจ็บมากจนรู้สึกโกรธตัวเองที่ไปรักคนอย่างเขาที่ไม่เคยเห็นค่าความรักของเธอเลย
เมื่อความรู้สึกเสียใจมันอัดแน่นอยู่เต็มอก ปากบางก็เริ่มเบะคว่ำ ดวงตากลมโตแดงก่ำ น้ำใสๆเอ่อคลอเบ้าตา แต่ไม่ได้ร้องไห้ออกมาเพราะมันจุกอกจนร้องไม่ออก และเมื่อทนกับความรู้สึกอึดอัดที่มันสะสมมานานไม่ไหว เธอจึงพูดตัดความสัมพันธ์ใส่เขาเสียงดัง
"เออ! ไม่อยากให้ยุ่งงั้นแคลร์ไม่ยุ่งด้วยก็ได้ ไม่เห็นต้องว่ากันแรงขนาดนี้เลย ต่อไปแคลร์จะไม่มาหาพี่อีก หลังจากนี้พี่ก็ดูแลตัวเองเอาแล้วกัน" พูดจบเอแคลร์ก็ดันตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปยังประตูทันที ทว่าไม่วายหันกลับมาต่อว่าเขาด้วยความเสียใจและผิดหวัง
"ไอ้พี่คามินบ้า! ไอ้คนใจร้าย!" ด่าจบเธอก็หันหลังให้เขาแล้วเปิดประตูออกจากห้อง ก่อนจะปิดประตูกลับเสียงดังปั้งลั่นห้อง เธอเดินจากไปพร้อมกับหอบเอาหัวใจดวงน้อยๆที่บอบช้ำกลับบ้านไปอย่างไม่คิดหันหลังกลับ
ด้านคามินที่ยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นไร้ความรู้สึกก็ได้แต่มองประตูห้องด้วยความรู้สึกเจ็บหน่วงๆในใจ แม้ปากจะเป็นคนไล่เด็กสาวไปเองเหมือนทุกครั้งที่เคยไล่เธอ แต่พอครั้งนี้เธอไปจริงๆและดูโกรธเขามากก็ดันเป็นเขาเองที่เจ็บ หากแต่นี่คือความต้องการของเขา แต่ทำไมเขาถึงไม่อยากยอมรับว่าเธอจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้วจริงๆ
"เป็นแบบนี้มันดีแล้วไม่ใช่เหรอวะไอ้มิน มึงจะคิดมากทำห่าอะไรวะ" เสียงทุ้มบ่นกับตัวเอง ขณะที่มือข้างขวาวางทาบไว้ที่อกข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจที่ตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดราวกับสูญเสียบางอย่างในชีวิตไป ซึ่งความรู้สึกนี้เขาไม่ชอบเอาเสียเลย แม้ใจจะสั่งให้วิ่งตามไปง้อเด็กสาว แต่ทว่าสมองกลับสั่งให้อยู่เฉย ได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว สำหรับเขาสถานะพี่น้องมันยังยืนและยาวนาน สู้เป็นพี่เป็นน้องกันไปแบบนี้ย่อมดีกว่า...
...
ด้านเอแคลร์ที่วิ่งร้องไห้ออกมาจากตึกคอนโดหรู จู่ๆก็ได้ยินคำเรียกคุณหูดังขึ้น
"ยัยบ๊อง!"
สองเท้าเล็กจึงหยุดวิ่งพร้อมกับใบหน้าสวยหันไปมองตามเสียงทันที ก่อนเสียงหวานจะเอ่ยถามออกไปอย่างแปลกใจ
"นี่นายมาทำอะไรที่นี่"
"ก็ตามเธอมาไง" ณนนท์เอ่ยตอบขณะที่เดินมาหาเอแคลร์ด้วยท่าทีปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่ได้กลับบ้านแต่แอบตามเธอมา แม้ไม่รู้ว่าเธอจะไปไหนแต่อย่างน้อยวันนี้ได้มาหาเธอแล้วก็อยากจะรู้ว่าแต่ละวันเธอทำอะไรที่ไหนหรือไปหาใครบ้าง จึงแอบตามเธอมาเงียบๆกระทั่งตามมาถึงคอนโดแห่งนี้ คราแรกเขายืนลังเลว่าจะตามเข้าไปในคอนโดดีไหม ทว่าเธอก็ดันออกมาเสียก่อน
"แล้วนายตามฉันมาทำไม"
"แค่เบื่อๆ ไม่รู้จะไปไหนเลยตามเธอมาเล่นๆ" ปากเอ่ยอ้างออกไปอย่างนั้น ทั้งที่ตั้งใจตามเธอมา ก่อนจะเอ่ยถามกลับบ้าง
"ว่าแต่เธอมาหาใครที่นี่เหรอ"
"ฉันมาหาพี่มิน"
ณนนท์ถึงกับเงียบไปชั่วครู่เมื่อรับรู้ว่าเอแคลร์มาหาใครที่คอนโดแห่งนี้ ก่อนจะเอ่ยพูดต่อ
"มาหาพี่เขาแต่กลับร้องไห้ออกมาเนี่ยนะ เธอชอบพี่เขาไม่ใช่เหรอ มันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงวิ่งร้องไห้ออกมาล่ะ" แม้ใจอยากจะยื่นมือไปเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มของเธอ ทว่ากลับไม่มีความกล้าพอ
"ไม่มีอะไรหรอก แค่พี่มินเขาไม่รักฉันฉันก็เลยเสียใจ ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบพี่มิน" เอแคลร์พูดพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากแก้มของตัวเองอย่างลวกๆ ซื้ดน้ำมูกบางจังหวะในขณะที่หยุดร้องไห้แล้ว ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าหยุดร้องไห้ไปตอนไหน แค่ได้คุยกับเพื่อนชายจู่ๆความรู้สึกแย่ๆเมื่อครู่ก็เหมือนจะเบาบางลง ประหนึ่งได้พูดคุยกับใครสักคนก็เหมือนฉุดเธอขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ
"ก็เธอดูเทคแคร์เอาใจใส่พี่เขาขนาดนั้น ฉันดูไม่ออกเลยมั่ง"
"ก็จริง แต่ถึงฉันจะดีกับพี่เขาแค่ไหนพี่เขาก็ไม่เคยรักฉันเลย รักเขาข้างเดียวทำไมมันเจ็บแบบนี้เนี่ย" พอพูดถึงก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าสวยเศร้าลงยิ่งกว่าเดิม
"ถ้ารักเขาข้างเดียวมันเจ็บ แล้วทำไมเธอถึงไม่หันมารักคนที่เขารักเธอล่ะ เธอจะได้ไม่เจ็บไง"
"คนที่รักฉันเหรอ ถ้านายหมายถึงพวกที่มาตามจีบตามเต๊าะ ฉันไม่เอาหรอกนะขอบาย ขอพักใจก่อนละกัน"
"พูดงี้เธอจะเลิกชอบพี่คามินแล้วเหรอ" ณนนท์เลิกคิ้วขึ้นถาม รอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ทว่าคำตอบของเธอก็ทำเอาเขาใจฟู รู้สึกมีหวังขึ้นมาทันที
"อือ ก็พี่มินไล่ฉันแถมยังด่าฉันอีก จะให้ฉันรักเขาต่อยังไงไหวล่ะ อีกอย่างฉันก็ถูกพี่มินปฏิเสธหลายครั้งแล้ว ฉันก็คนฉันเจ็บเป็นนะเว้ย" ยิ่งพูดก็ยิ่งงอแง เธอไม่ได้อยากจมกับความเสียใจ แต่มันยากมากที่จะทำใจไม่ให้เจ็บได้ หากสั่งใจให้เลิกรักเขาได้ในเดี๋ยวนี้เธอคงทำไปแล้ว
"เอาหน่าอย่าเสียใจไปเลย ปะ ฉันพาไปเลี้ยงไอติมจะได้รู้สึกดีขึ้น"
"ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบซะหน่อยถึงต้องเอาไอติมมาล่อ" เอแคลร์กระเง้ากระงอดใส่ ใบหน้าบูดบึ้ง คนยิ่งเสียใจอยู่แต่ดันจะพาไปเลี้ยงไอติม ราวกับเอาไอติมมาล่อเด็กให้หยุดร้องงอแง
"ไม่กินว่างั้น" ณนนท์เลิกคิ้วถามเชิงหยอกล้อ เอแคลร์จึงตอบกลับทันควัน
"กิน"
"หึ จะกินก็ตามมา"
จากนั้นณนนท์ก็เดินนำเอแคลร์ไปขึ้นรถบิ๊กไบค์ของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล ก่อนจะสวมหมวกกันน๊อคให้เอแคลร์เองกับมือ หมวกกันน๊อคคนซ้อนที่มีติดท้ายรถไว้ตลอดแต่ไม่มีใครเคยได้ใส่นอกจากเพื่อนสาวคนที่เขาแอบชอบและกำลังนั่งซ้อนท้ายรถของเขาอยู่ตอนนี้
"เกาะแน่นๆนะน้อง"
"ได้เลยค่ะพี่"
เมื่อเพื่อนส่งมาเอแคลร์ก็ตอบรับทันทีอย่างทะเล้นทั้งคู่ จากนั้นรถบิ๊กไบค์ก็ค่อยๆแล่นออกไปจากบริเวณคอนโดหรู
โดยมีดวงตาคมกริบของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องบนชั้นสูงสุดของคอนโดมองตามรถบิ๊กไบค์คันดังกล่าวอย่างไม่ละสายตา แม้จะอยู่ในระยะที่ไกลแต่ทว่าก็อยู่ในระยะสายตาที่พอมองเห็นชัดว่าใครเป็นใคร ทำเอาใจแกร่งอยู่ไม่สุขร้อนรนขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเด็กสาวนั่งซ้อนท้ายรถไปกับเด็กหนุ่ม สองแขนเล็กๆที่คอยเกาะแกะเขา ตอนนี้กลับไปโอบกอดเอวของชายอื่น ความรู้สึกหวงแหนประเด่ประดังเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งที่ไม่ควรรู้สึกแบบนี้แต่ก็ดันห้ามใจไม่ให้รู้สึกไม่ได้ แต่กระนั้นก็ทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่น พยายามข่มความรู้สึกขุ่นเคืองเอาไว้ให้ลึกสุดใจ แม้มันจะทำยากมากก็ตาม...