หลังจากองครักษ์เสื้อแพรหรือสวีเหอผู้นั้นไปส่งหลี่ซวงเจี้ยงที่คุกศาลต้าหลี่เรียบร้อยก็รีบตรงไปรายงานเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณหนูหลี่วันนี้ให้ท่านอ๋องเจ็ด มู่หรงเจี่ยน ผู้เป็นนายของตนฟังทั้งหมดอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
สวีเหอเป็นองครักษ์ใต้อาณัติของมู่หรงเจี่ยน หากแต่ถูกส่งตัวเพื่อเป็นสายเข้ามาอยู่ในกลุ่มขององครักษ์เสื้อแพรที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้องค์ใหม่อย่าง มู่หรงผิง
ในระหว่างที่รายงานนั้น สวีเหอก็ลอบมองหน้าเจ้านายของตนเป็นระยะ รังสีความกดดันอันตรายที่แผ่จากบุรุษผู้สูงศักดิ์ยามที่เขาเล่าถึงหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นที่ได้ล่วงเกินคุณหนูหลี่อย่างไรบ้าง
คิ้วกระบี่ที่วางพาดเฉียงบนใบหน้าหล่อเหลาของท่านอ๋องเริ่มขมวดเป็นปม สวีเหอยังได้ยินเสียงกัดฟันกรอด ๆ ดังมาเป็นระยะจนกระทั่งเขารายงานจนจบแต่บรรยากาศอึมครึมนั้นก็ไม่ได้ลดลงเลย ความเงียบงันชวนอึดอัดก่อตัวเนิ่นนานจนกระทั่งสวีเหอได้ยินเสียงเย็นชาของผู้เป็นนายเอ่ยขึ้น
“มันใช้ตาใดมอง”
“เอ่อ..ทั้งสองข้างขอรับ”
“เช่นนั้นควักออกมาให้หมด” ไม่นานนักมู่หรงเจี่ยนก็พูดขึ้นอีก
“ใช้จมูกดมกลิ่นนางด้วย ?”
“ใช่ขอรับ” เขารีบตอบ
“เฉือนปลายจมูกมันทิ้ง” เสียงเรียบเฉยดังขึ้นแล้วหยุดไป ครู่หนึ่งแล้วจึงถามต่อ “เหล่านักโทษเดนตายในเมืองหลวงยามนี้มีกี่คน”
“สองร้อยคนขอรับ”
“ส่งมันไปให้นักโทษเหล่านั้นระบายความใคร่เสีย หากมันยังไม่ขาดใจตายไปก่อน...ก็ให้วนจนครบ”
ยามนี้สวีเหอหวาดผวาใจสั่นกับผู้เป็นนายที่สั่งทรมานคนด้วยเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป ตัวเขาได้แต่กลั้นใจถามอย่างหวั่นเกรง
“ท่านอ๋อง ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เป็นคนที่ฝ่าบาททรงเลือกเข้ามา หากพวกเราทำเช่นนี้...”
หากแต่ท่านอ๋องเจ็ดไม่ตอบอะไรกลับมา เลือกที่จะใช้สายตาเยียบเย็นมองแทน สวีเหอรีบโค้งตัวน้อมรับเพราะเข้าใจแล้วว่าคำสั่งนี้ต้องทำให้สำเร็จและเก็บกวาดให้เรียบร้อยเท่านั้น
“ท่านอ๋อง แล้วคุณหนูหลี่ผู้นั้นน่าจะไม่เคยให้พบเจอความลำบากเช่นนี้มาก่อน ให้นางอยู่ในคุกใต้ดินนาน ๆ จะดีหรือขอรับ”
ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววลึกลับเข้าใจยากของมู่หรงเจี่ยนเริ่มแสยะยิ้ม เหตุใดจะไม่ดีเขาต้องการทำให้หลี่ซวงเจี้ยงอับจนหนทางจนไร้ที่พึ่งพิงจนไม่ว่าเขาจะหยิบยื่นข้อเสนออันใด นางก็มีแต่ต้องน้อมรับอย่างไร้ข้อกังขา
เขาต้องการให้นางรู้ว่าทางเลือกของนางตอนนี้มีเพียงเขาเท่านั้น จึงพูดเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกเช่นเคย
“หากนางไม่สิ้นหวังถึงขีดสุด แล้วจะยอมเต็มใจไขว่คว้าความหวังใหม่ได้อย่างไร”
หลี่ซวงเจี้ยงนอนอยู่บนเตียงไม้ในคุกใต้ดิน พลางคิดถึงสิ่งที่บิดาของนางได้ทำครั้งนี้ โทษของเขาต้องหนักหนาแน่นอน หากบิดาต้องโทษประหารชีวิต ส่วนนักโทษหญิงที่มีบิดาเป็นกุนซือกบฏเช่นนางหากถูกเนรเทศไปชายแดน ย่อมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เลวร้ายเกินจะคิดได้ ไม่สู้ตนเพียงตายในคุกนี้ตามบิดาไปก็เท่านั้น
คราแรกหลี่ซวงเจี้ยงเสาะหาสารพัดวิธีที่จะทำให้ตนเองตายตกไป สองวันแรกนางไม่กินไม่ดื่มแม้จะหิวโหยเพียงใด เมื่อผู้คุมหญิงมาพบเห็นว่าโจ๊กถ้วยของนางยังคงเต็มถ้วยอยู่จึงไม่ได้เติมมันอีก
วันที่สามหลี่ซวงเจี้ยงค้นพบแล้วว่าการตายเพราะความหิวโหยนั้นช่างยาวนานและทรมานเสียเหลือเกิน ไม่สู้นางหาวิธีใหม่ให้ตนตายรวดเร็วไม่ทรมานเสีย
วันที่สี่หลี่ซวงเจี้ยงจึงเริ่มมองหาเหลี่ยมเสา นางมองดูว่าเสา ต้นใดที่หากตนวิ่งเอาหัวโขกแล้วจะสามารถช่วยให้ตนตายได้อย่างรวดเร็ว
สุดท้ายนางมาดมั่น เลือกเสาด้านขวาที่ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดได้แล้ว แต่หลี่ซวงเจี้ยงก็ต้องยิ้มขื่นให้กับตนเองเพราะแท้จริงแล้วนางเป็นคนใจเสาะและกลัวเจ็บนัก
หลี่ซวงเจี้ยงหวนนึกถึงตอนที่อาจารย์หญิงฟาดที่มือของตนยามที่นางยังคัดอักษรไม่งดงามมากพอ หรือโดนฟาดที่หลังยามนางเดินแล้วไหล่ห่อ ความเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นสาเหตุให้นางต้องกวดขันตนเองอย่างหนัก
เพียงแค่โดนตีเท่านั้นนางก็จดจำได้มาจนถึงวันนี้ ถ้านางวิ่งเอาหัวโขกเสา หากตายได้ในทันทีก็แล้วไปเถิด แต่ว่าหากไม่ตาย..ความเจ็บปวดย่อมมากกว่าโดนอาจารย์หญิงตีและเกินกว่านางจะคาดเดาได้
แต่แท้จริงแล้วหลี่ซวงเจี้ยงกลับเย้ยหยันตัวเองในใจ นางหาข้ออ้างสารพัดเพื่อปฏิเสธการตายด้วยวิธีเหล่านั้น เป็นเพราะนางรู้ตัวดีว่า นางไม่อยากตาย
ตอนที่หลี่ซวงเจี้ยงนั่งอยู่ในรถม้าระหว่างเดินทางมายังคุกใต้ดินของศาลต้าหลี่ นางได้ยินเสียงครึกครื้นของผู้คนในเมืองฉางอัน ครั้นมองลอดผ้าม่านเห็นผู้คนเนืองแน่น
นางเห็นร้านแป้งชาดที่มีสตรีต่อแถวซื้อ นางเห็นเด็กเล็กจับมือกันวิ่งเล่นสนุกสนาน หลี่ซวงเจี้ยงถูกขังอยู่ในจวนมาตลอดสิบหกปีย่อมรู้สึกเพ้อฝันอยากจะลองสัมผัสถึงความรู้สึกอิสรเสรีเช่นนั้นบ้างสักครา
ในที่สุดหลี่ซวงเจี้ยงจึงตัดสินใจแล้วว่านอกจากที่จะมีการกำหนดโทษให้ตายตามบิดาไปนางจึงจะตาย
หากไม่มีโทษตัดสินตายแล้วไม่ว่าจะให้นางทำสิ่งใดหลี่ซวงเจี้ยงผู้นี้จะขอมีชีวิตอยู่!
หลี่ซวงเจี้ยงประคองร่างอันไร้เรี่ยวแรงของตนเดินไปยังที่ที่มีชามโจ๊กตั้งแต่สามวันก่อนค้างไว้ในถ้วย เพราะนางไม่เคยกินมัน โจ๊กจึงไม่พร่องลงแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่รสชาตินั้นคงจะแย่มากโข เพราะแค่ยกชามถ้วยขึ้นมานางก็รู้ว่าโจ๊กชามนี้เน่าเสียแล้ว
ทว่าหลี่ซวงเจี้ยงยกโจ๊กชามนี้ขึ้นดื่มด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกราวกับว่าไม่รู้รับถึงรสชาติเปรี้ยวบูดและกลิ่นเหม็นหืนของข้าวเน่า หลี่ซวงเจี้ยงดื่มมันอึกแล้วอึกเล่าจนในที่สุดชามใบนี้ก็ไม่เหลือโจ๊กแม้แต่หยดเดียว จากนั้นจึงย้ายร่างของตนมานอนบนเตียงไม้ดังเดิม
หลี่ซวงเจี้ยงพยายามข่มตาให้หลับนางลูบมือเพื่อคลาย ความหนาว ด้วยความที่ตัวนางเป็นคนผิวบางเพียงกระทบโดนอะไรนิดหน่อยก็ขึ้นรอยจ้ำเสียแล้ว อากาศในคุกใต้ดินทั้งชื้นทั้งหนาวกว่าปกติ มืองามในวันวานจึงแห้งและเริ่มขึ้นสีแดงจากความหนาว
หากเป็นตอนที่ตนยังเป็นคุณหนูใหญ่สกุลหลี่ เมื่อย่างเข้าฤดูหนาวเช่นนี้บิดาจะให้สาวใช้นำขี้ผึ้งทาเพื่อให้มือคงความอ่อนนุ่มแล้วสวมถุงมือขนมิงก์ชั้นดีให้นาง หากต้องออกไปลานในจวน นางยังต้องพกเตาพกทองคำรูปฟักทองน้อย ๆ คลายความหนาว
ยามนี้แม้กระทั่งผ้าห่มหนาผืนดีสักผืนนางยังไม่อาจใช้มันได้
แต่ในเมื่อนางตัดสินใจจะขอมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่ว่าพบเจอเรื่องใดนางก็ต้องฟันฝ่าผ่านมันไป หลี่ซวงเจี้ยงนอนขดกอดตัวเองในผ้าห่มเก่า ๆ ผืนบางไม่ช้าก็ผล็อยหลับไป