“มาร์ มาร์ขออยู่ที่นี่อีกปีหนึ่งได้มั้ยจ๊ะแม่”
“ได้อีกแค่วันเดียวเท่านั้น! เก็บข้าวของให้เรียบร้อยพรุ่งนี้จะให้คนไปส่ง ฉันใจดีกับแกสุดแล้วนะ”
“แล้วเงินของมาร์ล่ะจ๊ะ”
“เงินอะไร!?”แม่เลี้ยงตวาดลั่น จนร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนตัวเองสะดุ้งด้วยความตกใจ “ค่าหัวพ่อแกก็ถือเป็นค่าเลี้ยงดูที่ฉันเลี้ยงแกมาเกือบห้าปีนี่ไง”
“แล้วมาร์จะเอาเงินไหนไปเช่าห้องล่ะจ๊ะ มาร์ขอเงินติดตัวสักสองพันได้ไหม?”
“นั่นมันปัญหาของแกและฉันไม่ให้ ตอนหกโมงเช้าต้องไสหัวออกไปจากที่นี่และอย่ากลับเข้ามาอีก!”
“แต่ว่า…”
“แกไม่มีสิทธิ์มาต่อรองอะไรกับฉันทั้งนั้น!”พูดจบจิตรดาก็เดินจากไป ทิ้งให้สาวน้อยวัยสิบเก้าปียืนจมอยู่กับน้ำตา เธอปิดประตูห้องแล้วเดินกลับไปนั่งกอดเข่าตัวเองร้องไห้อยู่ข้างเตียง
ดวงตาที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาหลังจากบิดาที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวเสียชีวิตได้เริ่มทำงานหนักอีกครั้งเมื่อเสร็จจากงานศพผู้เป็นพ่อแม่เลี้ยงก็ไล่เธอออกจากบ้านด้วยเหตุผลที่ว่าเธอไม่มีประโยชน์อะไรกับหล่อน
เด็กสาวที่มีอายุเพียงสิบเก้าปีจะเอาชนะอะไรหล่อนได้นอกจากยอมก้มหน้ารับกรรมที่ในชาติที่แล้วคงทำไว้เยอะ ชาตินี้จึงต้องมารับผลกรรมไม่เคยได้มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนเด็กคนอื่น ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่สักที
ตั้งแต่เด็กจนอายุได้สิบขวบกว่าๆ เธออยู่กับแม่มาสองคนเพราะพวกท่านเลิกกัน พอช่วงอายุสิบสี่จู่ๆ แม่ก็บอกว่าคืนดีกับพ่อจึงพามาอยู่กับพ่อได้เพียงเดือนเดียวแม่ก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ผ่านงานร้อยวันแม่ไปพ่อก็มีเมียใหม่คือจิตรดา
เธอคิดว่าอย่างน้อยนี่คงเป็นครอบครัวใหม่ของเธอ หลังจากเรียนจบเพียงไม่กี่เดือนพ่อก็เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน มันเหมือนฟ้าผ่าลงมาทำให้กำแพงที่กำลังก่อตัวอย่างสวยงามพังทลาย
“ฮรึก! แม่จ๋าพ่อจ๋า ทะ ทำไมไม่อยู่เป็นพ่อกับแม่หนูให้นานกว่านี้ ทำไม ฮรึก! ทำไมต้องทิ้งหนูไว้คนเดียวแบบนี้ด้วย ฮืออออ!”เธอปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาราวสามสี่นาทีก่อนจะลุกขึ้นยืนปาดน้ำตาตัวเองทิ้ง
“ไม่ เธอไม่ควรจะร้องพ่อกับแม่ไม่ชอบน้ำตาของเธอมาร์”เตือนตัวเองแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าใบใหญ่มาเก็บเสื้อผ้าในตู้พับใส่กระเป๋าไว้ เลือกของใช้ที่จำเป็นเพื่อจะได้นำกระเป๋าไปเพียงใบเดียว
จัดแจงทุกอย่างเสร็จก็เข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายก่อนจะมาทิ้งตัวนอนบนที่นอนนุ่มที่คงได้นอนหลับบนนี้เป็นวันสุดท้าย และแล้วไม่รอให้เวลาผ่านไปโดยศูนย์เปล่าเธอรีบพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างง่ายดาย
….
เวลาตีห้ามายาวีเดินถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาจากห้องนอน ลงไปยังชั้นล่างของบ้านที่ยังคงเงียบสงัดไม่ใครตื่น ดวงตากลมโตมองสำรวจภายในบ้านด้วยหัวใจแป้วๆ
“ถ้ามีโอกาสฉันจะกลับมาเยี่ยมแกอีกนะ”ร่ำลาบ้านหลังเดียวที่มีอยู่ แล้วก็เดินออกจากบ้านไปอย่างไม่อยากมารับฟังเสียงแม่เลี้ยงไล่เพราะหล่อนอาจจะไม่ได้ใช้แค่ปากอาจจะใช้ความรุนแรงกับเธอเหมือนที่เคยทำมา
แม้จะไม่รู้ว่าควรไปไหนแต่คิดว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่แล้วเธอก็ไม่สามารถที่จะอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ มายาวีเดินตามถนนฟุตบาทไปเรื่อยๆ ณ เวลานี้ไม่ได้เงียบวังเวงเพราะเริ่มมีรถวิ่งพลุ่งพล่าน ผู้คนเริ่มทยอยออกไปทำงานแล้ว
ครืดดด~ โทรศัพท์เครื่องเก่าสั่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อฮู้ดของมายาวี มือเล็กหยิบมันขึ้นมามองหน้าจอที่แตกจนเละเทะ เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนเพียงคนเดียวจึงกดรับสายด้วยรอยยิ้ม
“ฮัลโหลเปรม ว่าไงแก”
(แม่ฉันบอกว่าถ้าไม่มีที่ไปจริงๆ มาอยู่ห้องฉันก่อนก็ได้)
“ได้จริงเหรอ?”ถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างมีความหวัง รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
(แต่ว่า…)
“แต่ว่าอะไรเหรอ ถ้าจะขอเงินค่าที่พักฉันไม่มีให้หรอกแกฉันมีเงินติดตัวมาแค่ร้อยเดียวเองแต่ถ้าหางานทำได้ค่อยจ่ายคืน”
(ไม่ใช่เรื่องนั้น แกลองมาที่ห้องฉันดูก่อนก็แล้วกัน)
“โอเค กำลังไปนะ”
(โอเค ฉันอยู่หน้าห้องแหละ)
“เอ๋? นี่ตีห้ายี่สิบกว่าๆ แกทำอะไรอยู่หน้าห้องเหรอตื่นเช้าจัง”มายาวีเดินตรงไปหยุดที่กลุ่มคุณลุงคนขับวินมอเตอร์ไซค์ที่มักจะเริ่มงานช่วงตีห้ารอรับส่งคนงานแถวนี้
(มาดูสิ เดี๋ยวก็รู้)
“อ่อ เคๆ”วางสายแล้วก็บอกเส้นทางกับคุณลุงจากนั้นก็ซ้อนท้ายรถมุ่งหน้าไปยังห้องเช่าของเปมิศาเพื่อนคนเดียวของเธอที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก
“เท่าไหร่จ๊ะ”
“สามสิบครับ”มายาวียื่นเงินให้คุณลุงพร้อมรอรับเงินทอนแล้ววิ่งไปหาเปมิศาและยังไม่ทันอ้าปากถามอะไรก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากด้านในห้องพักของเพื่อนรัก
“กูบอกให้หาเงินมากูจะแดกเหล้า! อีเปรมมันไปไหนนอนตื่นสายโด่งไม่ทำงานทำการหาเงิน มึงก็อีกตัวทำงานได้เท่าไหร่ก็จะเอาไปให้แต่มันเรียน เรียนไปทำเหี้ยไรโง่แบบนั้น!”
“นี่ใช่ไหมที่ให้ฉันมาดู”มายาวีเดินไปนั่งลงบนพื้นปูนหน้าห้องพร้อมถามเปมิศาที่ก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเศร้าๆ
“อยากให้มาอยู่ด้วย แต่ดูสภาพแล้วแกน่าจะอยู่ไม่ได้เพราะลำพังฉันยังต้องรีบนอนเพื่อตื่นเช้าเลย”พ่อเลี้ยงที่มักจะไปดื่มเหล้าเข้าบ่อนช่วงหัวค่ำและกลับมาช่วงตีสี่ตีห้าทุกวันทำให้เธอกลายเป็นคนนอนเร็วตื่นเช้าไปโดยปริยาย
“ฉัน…เข้าใจ”
“เฮ้อ! แล้วแกจะไปอยู่ไหนเหรอ?”
“ไม่รู้ ว่าสายๆ จะไปหางานทำดูน่ะ”
“ฉันอยากไปหางานทำบ้าง แต่ว่าต้องช่วยแม่ขายของ”
“ก็ดีแล้วนี่แม่ยังมีของขาย ช่วยๆ แม่ไปเถอะ”
“ทำไมชีวิตเราไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ บ้างนะ เมื่อไหร่ฉันจะได้หลุดออกจากที่นี่เหมือนแกบ้างนะ”
“ไม่ดีเลยเปรม ออกมาจากครอบครัวไม่ดีเลยนะมีแม่อยู่ก็อยู่กับท่านไปเถอะ”หากไม่มีครอบครัวแล้วจะรู้ว่ามันทรมาน ไม่มีที่พึ่งจากที่ไหนไร้ที่อยู่อาศัยเหมือนเธอในตอนนี้
“ไงก็ขอให้หางานได้นะ เดี๋ยวฉันเข้าไปช่วยแม่เตรียมของก่อนอีกเดี๋ยวก็น่าจะออกไปขายของแล้ว”แม่เปมิศาเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงแถวหน้าตลาดขายทุกวัน เรื่องเงินทองก็แค่พอมีพอใช้เธอรู้จักกับแม่เปมิศามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะท่านเป็นเพื่อนแม่เธอ
“อืม แกเองก็อย่าเพิ่งท้อนะฉันเชื่อว่าชีวิตเราคงไม่แย่ไปตลอดหรอก”กล่าวจบมายาวีก็เดินออกไปตามทางเรื่อยๆ เพื่อมองหางานทำ มือเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเน็ตที่วันนี้จะมีเน็ตใช้เป็นวันสุดท้ายและเธอจะต้องรีบใช้มันหางา…
พลั่ก! เคร้ง!