‘อวิ๋นฟาง’ วันนี้เธออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ทว่าหลังจากที่ได้จัดงานวันเกิดอย่างมีความสุขแล้ว เธอยังได้พบเจอกับความจริงอันน่าเจ็บปวดอีกด้วยว่าเพราะเหตุใดเธอจึงต้องเรียนรู้ฝึกฝนการต่อสู้แขนงต่างๆ การทำอาหารหรือการทำขนมหวาน ไหนจะเรียนรู้เกี่ยวกับทางด้านบริหารธุรกิจต่างๆ อีกด้วย นั่นก็เพราะว่าหากเมื่อใดที่เธออายุครบ 20 ปี เธอจะต้องไปอยู่ยังที่ที่ห่างไกลที่มีทั้งความลำบากยากแค้นอีกด้วย!
เมื่ออวิ๋นฟางได้รับกำไลข้อมือมาจากแม่อวิ๋นแล้วเธอก็อดที่จะรู้สึกเศร้าสลดไม่ได้ ทว่านางก็ต้องรีบทำใจให้ไวแล้วก็เตรียมพร้อมทุกๆ อย่างเอาไว้เพื่อตัวของเธอในอนาคตเอง
และต่อให้เธอจะรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ภายในใจ เพราะเธอรู้ดีว่าพ่ออวิ๋นแม่อวิ๋นั้นก็คงจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าเธอ!
“อวิ๋นฟางลูก… ในเมื่อตอนนี้กำไลหยกก็ได้อยู่กับลูกแล้วลูกอย่าลืมหยดเลือดใส่กำไรหยกเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของของหนูด้วยนะลูก ตลอดเวลา10กว่าปีที่ผ่านมาแม่กับพ่อก็ช่วยเตรียมของให้ลูกมาได้เท่านี้ ส่วนอีก2ปีที่เหลือนี้หากว่าลูกอยากได้อะไรก็ใส่เข้าไปเพิ่มนะจ๊ะ พ่อกับแม่ก็ไม่รู้ว่าลูกอยากจะเตรียมอะไรไปบ้างก็เลยเตรียมเพียงแค่ของใช้ปัจจัย4 ให้ลูกไปเป็นหลักน่ะจ่ะ ”
“เข้าใจแล้วค่ะแม่อวิ๋น ขอบคุณมากนะคะ”
…พ่ออวิ๋นแม่อวิ๋นขา อย่าเสียใจไปเลยนะคะ หนูก็ยังมีเวลาอยู่กับพ่ออวิ๋นแม่อวิ๋นอีกตั้ง2ปีนะคะ เพราะฉะนั้นพวกเรามามีความสุขไปด้วยกันเถอะค่ะ! แล้วก็ต้องช่วยหนูเตรียมของไปด้วยนะคะฮิฮิ ”
พ่ออวิ๋นแม่อวิ๋นที่รู้ตัวว่าเผลอแสดงท่าทีอะไรออกมาก็รีบปรับท่าทีก่อนที่จะกล่าวตอบลูกสาวสุดที่รักออกมาอย่างร่าเริง
“ฮ่าๆ … ได้สิจ๊ะ พ่อกับแม่ก็ต้องช่วยลูกสาวสุดที่รักเตรียมตัวอยู่แล้ว หากลูกไปตกระกำลำบากที่ไหนโดยที่พ่อกับแม่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรลูกเลย พ่อกับแม่เองก็คงจะรู้สึกทุกข์ใจไม่น้อย ”
“จริงอย่างที่แม่ของลูกพูด อีกอย่างที่พ่ออยากจะให้ลูกจำเอาไว้ก็คือไม่ว่าลูกสาวของพ่อจะไปอยู่ที่ไหนลูกก็ยังจะคงเป็นลูกสาวของพ่อกับแม่เสมอ …แต่ตอนนี้พ่อว่าเราสามคนมาฉลองวันเกิดกันต่อดีกว่า! ไหนๆ ก็วันนี้ก็เป็นวันเกิดลูกสาวคนสวยของพ่อทั้งที ”
คนเป็นพ่อเอ่ยพร้อมกับยกมือหยาบขึ้นมาลูบหัวลูกสาวแสนรักด้วยความระคนเอ็นดู
“จริงค่ะ! หนูอยากจะกินรีบเค้กช็อกโกแลตฝีมือคุณแม่อวิ๋นที่สุดเลย เพราะอย่างนั้นเรารีบไปกินกันเถอะค่ะ! ท้องหนูร้องจ๊อกๆ แล้วคิกๆ … ”
“ฮ่าๆเอาสิ เอาสิ! งั้นรีบลงมือกินเลย หากนานกว่านี้ลูกสาวแม่คงท้องกริ่วเป็นแน่ คิกๆ”
เมื่อพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็ต่างพากันลงมือฉลองวันเกิดของอวิ๋นฟางกันอย่างสนุกสนาน
………
ติ๊ด ติ๊ด!
‘สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะเพื่อนสาว! ว่าแต่เป็นยังไงบ้างจ๊ะฉลองวันเกิดกับครอบครัว? ’
…ซูหนี่เพื่อนคนสนิทเพียงคนเดียวของอวิ๋นฟางโทรมาอวยพรวันเกิดเธอด้วยน้ำเสียงร่าเริง จนเธอที่แม้จะยังรู้สึกเศร้าใจอยู่แท้ๆ ก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้
‘อืม… สนุกมากเลยล่ะ อีกอย่างนะเค้กฝีมือแม่อวิ๋นที่เธอชอบกินก็ยังอร่อยไม่เปลี่บยเลยล่ะ! ฉันล่ะเสียดายจริงๆที่เธอติดธุระ… ’ อวิ๋นฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงระห้อย
แม้อวิ๋นฟางจะหลุดน้ำเสียงระห้อยออกมาแค่เพียงไม่นาน แต่คนที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายหลายปีก็ยังจับสังเกตได้อยู่ดี
‘โถ่! เธออย่าพูดสิ ฉันก็เสียดายเหมือนกันนะ ถ้าไม่ใช่ว่าต้องมาญี่ปุ่นกับครอบครัวนะฮือ!
…ว่าแต่สนุกจริงๆเหรอ? ทำไมทำเสียงหงอยแบบนั้นเล่า เธอมีอะไรก็บอกฉันได้นะยังไงเราก็เป็นเพื่อนรักกันนี่นา ’
‘ก็…วันเกิดที่พ่ออวิ๋นแม่อวิ๋นจัดให้ฉันวันนี้น่ะดีมากเลย ฉันมีความสุขมากๆเลยล่ะ ต…แต่ก็นะฉันเองก็ไม่รู้ว่าความสุขของฉันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ’
‘หืม ทำไมเธอพูดอย่างนั้นล่ะ?! เธอไปเจออะไรมารึเปล่าเนี่ย ’
‘ถ้าฉันเล่าให้เธอฟังเธอจะว่าครอบครัวฉันบ้าหรือเปล่าเนี่ย!?’ อวิ๋นฟางแม้จะยังเสียใจแต่ก็ไม่วายที่จะพูดจาติดตลกเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์
‘โธ่! ยัยบ๊องเอ้ย ฉันจะมองเธอกับครอบครัวแบบนั้นได้ยังไงกัน รอให้ฉันกลับจากญี่ปุ่นก่อนเถอะฉันจะไปดีดหน้าผากเธอให้แดงเชียว! ’
‘ฮ่าๆ โอเคโอเค ฉันไม่แกล้งเธอแล้ว …ฉันจะเริ่มเล่าละนะ ’
หลังจากนั้นอวิ๋นฟางก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้แก่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวอย่างซูหนี่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ