ตอนที่ 1 ไพ่ The Lovers

2295 Words
ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวขนาดกลาง รอบตัวมืดสลัวเนื่องจากเจ้าของห้องไม่ยอมเปิดไฟ มีเพียงแสงสว่างจากเทียนในตะเกียงรูปทรงประหลาดตาทว่าก็ดูสวยพิลึกเท่านั้นที่ช่วยส่องแสงให้พอเห็นบรรยากาศรอบตัวได้บ้าง ตรงมุมซ้ายสุดของห้องประกอบไปด้วยโต๊ะหมู่บูชาต่างๆ ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่ามีอะไรบ้างเนื่องจากแสงไฟจากตะเกียงส่องไปไม่ถึง ๆ จากเทียนและกลิ่นธูปลอยปะปนอยู่ในอากาศ ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่มีรูปร่างทรงพิลึกพิลั่นอีกเช่นเคย สถานที่แห่งนี้ฉันมาบ่อยจนชินแล้วล่ะ และก็มืดแบบนี้ทุกครั้งที่เข้ามาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าป้าแกไม่มีเงินซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยนรึไง... “นินทาอะไรป้าอยู่ในใจรึเปล่า สาวน้อย” ทันใดนั้นก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับรีบหันหน้าไปยังต้นเสียงที่ดังขึ้นทักทายเมื่อครู่ จึงเห็นร่างผอมบางของหญิงสูงวัยอายุย่างหกสิบแต่งตัวด้วยชุดสไตล์โบฮีเมียนลวดลายแปลกตาปรากฎอยู่ตรงหน้า “ป้ารู้อีกแล้ว” ฉันตอบกลับไปเสียงอ่อน เพราะโดนจับได้ว่าแอบนินทาแกอยู่ในใจ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ป้าก็เดาไปมั่วๆ ถูกด้วยรึ?” “อย่ามาโกหกหนูเลย ป้าน่ะรู้ทุกเรื่อง เป็นนางฟ้าที่แอบหนีเทวดาลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ใช่ม้า” ฉันพูดหยอกป้าแกไปตามประสา แต่เรื่องที่ป้าแกรู้ทุกเรื่องน่ะ ความจริง! ฉันฟันธงได้เลย “พูดเป็นเล่นไปนะเรา วันนี้จะมาดูดวงอีกล่ะสิท่า” “มาบ้านป้า ก็ต้องมาดูดวงสิ หรือว่าป้าจะเลี้ยงหมูจุ่มหนู?” “ถ้ายังไม่หยุดกวนประสาทจะไม่ดูให้จริง ๆ นะ” “โอ๋เอ๋ ล้อเล่นนะจ๊ะแม่หมอสุดสวยจ๋า หนูผิดไปแล้ว” ฉันรีบโอ๋คนสูงวัยตรงหน้าเป็นการใหญ่ขืนยังเล่นกับแกต่อ สงสัยวันนี้คงไม่ได้ดูดวงแล้ว “ถ้าพร้อมแล้ว ก็ตั้งจิตอธิฐานนะ นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ทำใจให้นิ่ง แล้วเลือกไพ่มา 1 ใบ” หลังจากที่ป้าแม่หมอพูดจบฉันก็หลับตาลงพร้อมตั้งจิตอธิฐานตามที่ป้าแม่หมอบอก เสียง 'พึ่บพั่บ' ที่ได้ยินเป็นประจำดังขึ้นถี่ ๆ เป็นเสียงที่ป้าแกกำลังสับไพ่อยู่ พอจิตนิ่งฉันก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับเห็นไพ่วางเรียงรายเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมอยู่ตรงหน้า ฉันเอื้อมมือไปหยิบไพ่ขึ้นมา แต่ขณะที่กำลังจะหยิบนั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านหน้าไปด้วยความเร็วจนเป็นเหตุให้เทียนในตะเกียงซึ่งเป็นเพียงแสงสว่างเดียวในห้องนี้ดับลง พรึบ!!! “ป้าาาา ไฟดับหนูมองไม่เห็น” พอทุกอย่างมืดมิด ฉันก็รีบตะโกนเรียกหาป้าทันที น่ากลัวจะตาย บรรยากาศหลอนแล้วหลอนอีก “สงสัยจะมีพายุเข้าลมถึงแรงขนาดนี้ เดี๋ยวรอป้าก่อนนะหาไฟฉายแป๊บนึง” ป้าตอบกลับมา พร้อมกับเสียง 'กุกกัก' ดังขึ้น และเพียงไม่กี่อึดใจแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้งเมื่อป้าแม่หมอเปิดไฟฉายพร้อมกับส่องมายังหน้าฉันเต็มๆ ฉันรีบเอาเเขนมาบังหน้าโดยอัตโนมัติ ก็ไฟฉายป้าน่ะสาดเข้ามาเต็มลูกตาเลยน่ะสิ “ป้าอย่าส่องตาหนู” “เออๆ ก็เมื่อกี้บ่นมองไม่เห็นป้าเลยจัดให้” พอป้าแกพูดจบก็ลดไฟฉายลงก่อนอาไปตั้งไว้ยังที่ว่างโต๊ะข้าง ๆ เพื่อให้แสงจากไฟฉายส่องสว่างมายังตำแหน่งที่พวกเรานั่งอยู่อย่างพอดิบพอดี “เอ้า ส่งไพ่มาสิ” “ได้จับที่ไหนกันล่ะป้าเมื่อกี้ไฟดับซะก่อน” “ก็ที่มือนั่นไง ไม่ใช่รึ?” เอ้ะ? ที่มืองั้นเหรอ ได้ยินดังนั้นฉันจึงรีบก้มมองมือตัวเองทันทีก่อจะพบว่าถือไพ่อยู่ในมือจริงๆ แต่เมื่อกี้จำได้ว่าก่อนที่ไฟจะดับยังไม่ได้หยิบนี่นา “รีบส่งมา เร็วเข้าเดี๋ยวฝนตกไม่ทันกลับหอพอดี” “นี่จ่ะ” ฉันยื่นไพ่ในมือไปให้ป้าด้วยความงง แต่ช่างเหอะเมื่อกี้ไฟดับอาจจะเผลอหยิบไปโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ “ครั้งนี้เป็นไงบ้างจ๊ะป้า” ฉันรีบเอ่ยถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นทันที ขณะที่ป้าแม่หมอมองไพ่ในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ ฉันจดจ้องมองป้าด้วยความลุ้นระทึก ใบหน้าที่แต่งเต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีมืด ทำให้ผู้หญิงตรงหน้าดูน่าเกรงขามและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ถึงแม้อายุอานามจะล่วงเลยวัยกลางคนมาแล้วหลายปี แต่ก็ยังคงเหลือเค้าโครงความสวยไว้อยู่ ใบหน้าสวยยิ้มมุมปากนิดหน่อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง “ดูเหมือนว่าคราวนี้ชีวิตหนูคงไม่ธรรมดาเหมือนเดิมแล้วล่ะจันทร์เจ้า….ได้ไพ่ The Lovers โอกาส โชคชะตาที่เข้ามา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ต้องเลือก...” ฉันนิ่งเงียบไปสักพักหลังจากที่ป้าบอกคำทำนาย แต่ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี “หมายความว่ายังไงจ๊ะป้า ต้องเลือกอะไร” เธอเผยยิ้มออกมาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าสาวน้อยตรงหน้าต้องเจอกับอะไร แต่คงบอกอะไรมากไม่ได้ เธอไม่สามารถบอกชะตาชีวิตของใครได้ขนาดนั้น “หึ เดี๋ยวหนูก็จะรู้คำตอบด้วยตัวของหนูเอง” 20.35 น. ป้าหมายความว่ายังไง คิดยังไงก็คิดไม่ออก ฉันออกมาจากบ้านป้าแม่หมอด้วยความสงสัยสุดฤทธิ์ ไม่ใช่ว่าไม่รู้นะว่าไพ่ที่ได้มันมีความหมายว่ายังไง แต่ทำไมถึงต้องเลือกล่ะ the lovers เป็นไพ่ความรัก ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยจับได้ไพ่ใบนี้นะแต่ชีวิตของฉันตอนนั้นก็ยังเหมือนเดิมนี่นาถึงแม้ป้าจะบอกเป็นนัย ๆว่าอาจจะเจอกันแล้วแต่แค่ไม่มีใครสังเกตเห็นกันก็เท่านั้น แต่ครั้งนี้ป้าแกดูพูดจาแปลก ๆ หรือว่า…. จันทร์เจ้าคนนี้จะเจอเนื้อคู่แล้วอย่างงั้นเหรอ รว้ายๆๆๆๆ จริงดิ ฉันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเอง เมื่อคิดได้ว่าอาจจะกำลังได้เจอคู่เเท้ของตัวเองแล้วจริง ๆ ก็ได้ คิดแล้วก็เขินนนนน ตุบ ตับ ตุบ ตับ เสียงอะไรวะ ขณะที่กำลังเขินเรื่องที่กำลังจะมีแฟนคนแรกของชีวิตตั้งเเต่เกิดมาจนอายุ 20 ปี ใช่แล้วค่ะ ไม่ผิดตั้งแต่เกิดมาจนอายุปาเข้าไปเลข 2 ฉันยังไม่เคยมีแฟนแม้แต่คนเดียวเลย ช่างน่าเศร้าใจ... แต่เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ฉันควรจะโฟกัสไปที่ต้นเสียง ที่ดังเมื่อกี้สิเหมือนว่าจะมีคนกำลังโดนรุมอยู่รึเปล่านะ ซอยทางเข้าหอของฉันน่ะเป็นซอยที่ค่อนข้างเปลี่ยวและเงียบมากไม่ค่อยมีร้านค้าหรือบ้านคนมากเท่าไหร่ ทว่ากลับต้องทนอยู่หออันตรายขนาดนี้ก็เพราะฉันจน! ชีวิตช่างแสนเศร้า... แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะฉันควรที่จะรีบไปช่วยผู้เคราะห์ร้ายคนที่เท่าไหร่ไม่รู้นั่นก่อนดีกว่า ฉันเจอเหตุการณ์แบบนี้จนชินแล้วแหละ แต่คนอย่างจันทร์เจ้า ไม่โง่จนขนาดเดินดุ่ม ๆเข้าไปห้ามพวกนั้นหรอกนะ รีบเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์เพื่อนยากในกระเป๋าผ้าลายนกแพนกวินคู่ใจ พอเจอก็รีบกดเบอร์ 191 พร้อมกับต่อสายหาคุณตำรวจทันที “สวัสดีค่ะคุณตำรวจ ตอนนี้ที่ซอย3 ถนนอโศก กรุงเทพมหานคร  กำลังมีคนถูกรุมกระทืบคุณตำรวจรีบมาด่วนเลยนะคะ” “ได้ครับ ตอนนี้ขอให้คุณรีบอยู่ให้ห่างจากจุดเกิดเหตุนะครับเพื่อความปลอดภัย” “โอเคค่ะ รีบมาเถอะค่ะคุณตำรวจ” พูดจบฉันก็ชิงตัดสายไปก่อนที่คุณตำรวจจะพูดเยอะพร่ำเพ้อไปมากกว่านี้ ขืนรอจนตำรวจมาคนที่โดนรุมมีหวังตายซะก่อนแน่ ๆ เพราะงั้นฉันเลยมีแผนสอง คิดได้ดังนั้นจึงเลื่อนนิ้วไปยังแอป music ในเครื่องกดเพิ่มเสียงโทรศัพท์ให้ดังที่สุด พร้อมเดินตรงไปยังซอยเกิดเรื่องข้างหน้าแล้วจัดการกดปุ่ม play ในทันที หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ ทันใดนั้นเสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับเสียง ตุบ ตับ เมื่อครู่ก็หยุดลง เสร็จฉันล่ะ! “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ทุกคนวางอาวุธและยกมือขึ้นไว้เหนือหัว” เสียงไซเรนในโทรศัพท์ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนฉันก็พยายามเอามือปิดจมูกดัดเสียงเป็นตำรวจสุดกำลัง โดยยังแอบอยู่ตรงมุมกำแพงทางเข้าซอยอยู่ เพราะขืนโผล่หน้าไปมีหวังคนที่จะซวยคงเป็นจันทร์เจ้าแทน “ไอ้เหี้ย ตำรวจมา ! กลับเถอะครับนายเดี๋ยวไอ้นี่พวกผมจัดการต่อเอง” เสียงของชายร่างใหญ่คนหนึ่งพูดขึ้นขณะที่ฉันกำลังพยายามชะโงกหน้าไปดูสถาณการณ์ตรงหน้า จึงเห็นว่ามีผู้ชายร่างใหญ่หน้าตาน่ากลัวประมาณ 10 กว่าคนได้กำลังยืนล้อมผู้ชายคนหนึ่งเอาไว้อยู่ เอ้ะ? แต่ทำไมผู้ชายคนนั้นดูไม่เป็นอะไรเลยนะ “เงียบ แล้วยอมมอบตัวดี ๆ เถอะ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา” ฉันพยายามดัดเสียงพูดอีกครั้ง เพื่อให้ไม่เป็นที่ผิดสังเกต “ไอ้เหี้ยย ตำรวจพ่อมึงสิฟังยังไงก็เสียงผู้หญิง เฮ้ย! พวกมึงสองคนไปจับตัวมันมาซิ” ชิบหายยยยยยยยยยย รุู้ได้ไงวะเนี่ย ใช้แผนนี้มาไม่รู้กี่สิบครั้งไม่เคยมีใครจับได้เลยนะ ทันใดนั้นสมองก็พลันสั่งการให้ตัวเองรีบวิ่งออกไปจากเหตุการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด ตุบ “โอ้ยย !” เชี่ยยยย อะไรกันวะเนี่ยมาสะดุดอะไรเอาตอนนี้บ้าเอ้ย ฉันพยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นอีกครั้งแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการซะเเล้ว “จะไปไหนจ๊ะสาวน้อย กล้ามากนะที่มาหลอกพวกฉันได้น่ะ” ชายร่างยักษ์สองคนตรงเข้ามาจับแขนฉันคนละข้างพร้อมกับหิ้วตัวฉันตรงไปยังหัวหน้าของมัน นั่นจึงทำให้ฉันเห็นว่าผู้ชายที่ฉันคิดว่าตกเป็นเหยื่อก่อนหน้านั้นไม่ได้เป็นแบบที่ฉันคิดเลยแม้แต่นิด เขาคือคนที่สั่งการต่างหาก ผู้ชายที่ใส่เสื้อนักศึกษาแถมยังผูกเนคไทตรามหาลัยเดียวกันกับฉันบัดนี้ถูกปลดจนหลวมเผยให้เห็นแผงอกกำยำนั่น ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ระดับสายตาเลื่อนขึ้นไปมองหน้าของผู้ชายคนที่ว่า เฮ้ยยย ทำไมหล่ออะ โคตรของโคตรหล่อเลย “เธอเป็นใคร” ผู้ชายหล่อตรงหน้าถามขึ้นด้วยเสียงเย็น ๆ แต่ทำไมต้องโหดขนาดนี้ด้วยกันล่ะ “เอ่อ...คือ” “ตอบมาอย่ามัวอ้ำอึ้งสิวะ เดี๋ยวปั๊ด” ชายร่างสูงคนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าแก๊งในตอนแรกเอะอะเสียงดังขึ้นพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นสูงทำท่าจะฟาดลงมาบนหน้าฉันซะให้ได้ “หยุด ไม่ต้อง” พระเจ้า! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ฉันรีบหันหน้าไปมองผู้ชายคนนั้นอีกครั้งจนทำให้ได้สบตากันในวินาทีถัดมา ตึกตัก ตึกตัก หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยที่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้มันใช่เวลามาหวั่นไหวมั้ยเนี่ยจันทร์เจ้า เขาเป็นคนเลวนะ เขานิสัยไม่ดีไม่เห็นรึไง “พวกนายทำอะไรกันแน่ แล้วจะทำร้ายเขาไปเพื่ออะไรทำไมไม่คุยกันดี ๆ” ฉันใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีพูดออกไป พลางใช้สายตาเหลือบไปมองร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่นอนจมกองเลือดอยู่ “เธอไม่เกี่ยว รีบไสหัวไปซะ” “ชีวิตคนทั้งคนเลยนะนาย ปล่อยเขาไปเถอะนะ” ฉันยังทำใจดีสู้เสือ พูดออกไปอีกครั้ง “หึ อยากหาเรื่องเดือดร้อนนักใช่มั้ย” ผู้ชายตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แต่ทันใดนั้นนั่นเองก็เหมือนมีเสียงสวรรค์มาโปรด หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ตำรวจได้ล้อมไว้หมดแล้วขอให้ปล่อยตัวเหยื่อ แล้วยอมมอบตัวซะดี ๆ โทษหนักจะได้เป็นเบา” “แม่ง!  นี่เธอเเจ้งตำรวจงั้นเหรอ” ผู้ชายตรงหน้าหันมาตะคอกใส่ฉันเสียงดัง ฉันที่ตอนนี้ใจเริ่มชื้นเพราะตำรวจกำลังมาแล้วเลยพูดขึ้นมาด้วยความเป็นต่อ “หึ เตรียมตัวเข้าตะรางเถอะนายน่ะ” “บัดซบ ! จัดการกับไอ้หมาลอบกัดนั่นซะ แล้วรีบสลายตัวอย่าให้ตำรวจจับได้เป็นอันขาด ส่วนเธอมากับฉัน” พอผู้ชายตรงหน้าพูดจบเขาก็ลากฉันเข้ามาในรถสปอร์ตคันหรู พร้อมกับถอยรถด้วยความรวดเร็วแล้วขับฝ่าดงตำรวจนั่นไปทันที “เฮ้ย!!! นี่นายบ้าไปแล้วเหรอ จะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ” ฉันรีบหันไปโวยวายใส่คนข้าง ๆ พร้อมกับพยายามแย่งบังคับพวงมาลัยกับเขา “หยุด!!! ถ้าไม่อยากตายห่ากันทั้งคู่ก็หุบปาก อย่าทำให้ฉันต้องโมโห” เขาตะโกนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมตวัดสายตามามองฉันด้วยความเลือดเย็น บ้าไปแล้ว ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ เพจ : นางฟ้าดาวตก ทวิตเตอร์ : @nangfahdawtok
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD