ตอนที่ 1
โจรชั่ว
‘บรืน~~~’
ฉันได้ยินเสียงเร่งเครื่องของรถกระบะคันเก่า ๆ ทอดดังเป็นระยะ ทว่า...นั่นกลับเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉันสัมผัสและทำให้ยังรู้ตัวว่าตนเองยังคงมีชีวิตอยู่ ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันไม่ได้ยิน ‘เสียง’ ขึ้นมา เมื่อนั้นมันคงหมายถึงฉันได้หายไปจากโลกนี้แล้ว
ส่วนสายตาฉันน่ะเหรอ...ความมืดมิดคือสิ่งเดียวที่ฉันเห็นในตอนนี้ ดวงตาของฉันถูกคาดด้วยผ้าผืนหนา ข้อมือข้อเท้าถูกมัดรวบด้วยเชือกไนลอนอย่างรุนแรงจนบาดผิวเนื้ออันบอบบางเพราะพวกมันต้องทำเวลา จากนั้นก็โยนขึ้นมานั่งในรถเส็งเคร็งนี่ กลิ่นอับของรถโฉยให้รู้สึกผะอืดผะอม แถมกลิ่นโคลนตามทางที่พวกมันกำลังพาฉันไปโดยที่ฉันไม่รู้จุดหมายที่มาพร้อมสายฝนโหมกระหน่ำนี่อีก
“อื้อ...อื้อ” ฉันพยายามขยับยุกยิกทั้งสองมือ สองเท้า ออกแรงเท่าที่มีเพื่อให้หลุดจากพันธนาการของเชือกนี้ แต่มันกลับไม่เป็นผล
“เฮ้ยอยู่ดี ๆ ดิวะ ขืนยังส่งเสียงร้องอีก กูจะรัดเชือกที่ปากมึงให้แน่นอีกนะเว้ย
พอไอ้โจรชั่วพูดแบบนั้น ฉันจำใจต้องเงียบทำตามที่มันบอกทันที ฉันไม่อยากให้พวกมันโกรธเพราะแค่นี้ฉันก็ระบมไปทั้งตัวแล้ว
‘ครืด...ครืด...’
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มจากการบิดคันเร่งสุดแรง บ่งบอกให้ฉันรู้ได้ว่าตัวรถกำลังขึ้นสู่ทางลาดชันและคดเคี้ยวไปมา ถามว่ามันน่ากลัวไหมก็ตอบได้เลยว่ากลัว แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้ฉันกลัวยิ่งกว่าเดิมคือบทสนทนาของไอ้โจรชั่วทั้งสองคนนี้ต่างหาก
“แม่ง...น้ำลายไหลว่ะ”
“เป็นอะไรของมึง ไอ้ปาน”
“เรียกชื่อกูทำไมไอ้ควาย”
“เออ...กูลืม แล้วมึงบ่นน้ำลายไหลทำไมวะ”
“ก็มึงดูดิเว้ย...พวกเราจุ่มได้ตัวซีเคร็ท กะจะขโมยของแล้วค่อยเอามันไปขายให้นายเป็นทาส สงสัยก่อนขายได้เสพสุขสักครั้งก่อนว่ะ ฮ่า...”
“เออ...ว่ะ ตอนแรกเห็นใส่ชุดห่อตัวเองขนาดนั้น นึกว่าป้า ที่ไหนได้ เชี้ยเอ้ย...ขาวจั๊วะ แค่ถอดเสื้อแขนยาวหนานังนี่ออก กูก็ตาวาวเลย แต่ว่าครั้งเดี๋ยวจะพอเหรอวะ สักสามวันสามคืนเป็นไง”
“ความคิดมึงวิปริตมาก แต่กูเห็นด้วยฮ่า...จอดรถเอานังนี่ตอนนี้เลยดีไหมวะ” เสียงแหบพร่าของคน ๆ หนึ่งในนั้นพูดขึ้นเหมือนพร้อมกระโจนเข้ามาแตะเนื้อต้องตัวฉัน พร้อมทั้งหัวเราะในลำคอ มันทำให้ฉันหวาดกลัว จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ น้ำตาฉันไหลออกมาสะอื้นไห้ แต่พวกมันคงไม่รู้เพราะผ้าหนาหนีกำลังปิดบังดวงตาที่แสนอ่อนแอของฉันเอาไว้
“มึงต้องกลั้นหื่นไว้ก่อนดิวะ ตอนนี้ต้องรีบพานังนี่ไปตั้งหลักที่นั่นก่อน”
‘ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันที ฉันยังไม่อยากตาย’ นั่นคือคำภาวนาอ้อนวอนที่มาจากก้นบึ้งในจิตใจฉัน ตอนนี้ความหวาดกลัวกำลังแล่นพล่านไปทั้งตัว
ตอนแรกฉันยังพอมีหวังที่จะรอดและคิดว่าพวกมันคงแค่จะมาขโมยของมีค่า แต่ตอนนี้พวกมันสองคนกลับคิดไม่ดีกับร่างกายฉัน
‘ไม่ได้ ฉันต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตาม’
พวกมันยังคงขับไปไปในทางคดเคี้ยวและชันเขาเป็นระยะ ฝนยังคงโหมกระหน่ำไม่มีทีท่าจะหยุดตก ถนนหนทางก็ลื่นหลุมโคลนคงมีเยอะเพราะรถตกหลุมอยู่บ่อยครั้ง
“มึง กูอยากเยี่ยว จดข้างทางได้ไหมวะ”
“ไอ้เวร! หน้าสิ่วหน้าขวนแบบนี้ยังอยากจะมาเยี่ยวอีก ฝนตกห่าใหญ่ ทางก็มืด”
“เออน่า...จอดตรงศาลาหน้าหมู่บ้านนั่นสักแป๊บก็ได้ดิวะ หรือมึงจะให้กูฉี่แตกในรถนี่”
“ไอ้เวร! ความคิดมึงเนี่ย”
“มึงก็ออกมาสูบบุหรี่สักมวนเป็นไงล่ะ ยังไงนังนี่มันไปไหนไม่ได้หรอก มัดมือมัดเท้าขนาดนั้น ฝนก็ตกทางก็มืด”
“อืม...ก็ได้วะ”
‘เอี๊ยด...กึก’
ฉันที่นั่งขดตัวถูกมัดมือมัดเท้าอยู่เบาะหลังรู้สึกได้ว่า รถที่วิ่งมาหลายชั่วโมงถูกเบรกจนหัวทิ่ม ก่อนที่เสียง ‘ปัง’ จะดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกฉันว่าทั้งสองคนนั้นลงจากรถไปแล้ว
“ทำไงดี ฉันจะสลัดเชือกที่ข้อมือยังดี พระเจ้าช่วยลูกด้วย!” ขณะที่ฉันพึมพำร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉันก็พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง บิดข้อมือที่ถูกมัดอย่างแรงจนเชือกที่รัดอยู่เสียดสีผิวฉันมันเจ็บจนจี๊ดขึ้นสมอง แต่ถึงอย่างนั้นความตายก็ทำให้ฉันกลัวมากกว่า และในที่สุดเชือกที่ถูกมัดไว้อยู่ก็คลายออกได้ราวกับมีปาฏิหาริย์
มือเรียวบางที่แสนเจ็บของฉันรีบดึงผ้าปิดตาออกและแก้เชือกที่รัดข้อเท้า จากที่เห็นแค่ความมืดมิด ตอนนี้ฉันเริ่มมองเห็นแสงไฟหน้ารถที่ส่องไปด้านหน้า เม็ดฝนเม็ดใหญ่ตกแบบโหมกระหน่ำจนแทบไม่เห็นทางไปต่อ แต่จะให้ฉันนั่งอยู่เฉย ๆ ในรถนี่และรอความอัปยศเข้ามาในชีวิตสู้ฉันหนีตายเอาดาบหน้าซะยังดีกว่า
“โฉนดที่ดิน ฉันต้องเอามันก่อน” นั่นคือความคิดแวบแรกของฉันที่นึกถึงเป็นสิ่งแรก ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหนาที่ถูกถอดออก โฉนดนั้นถูกฉันพัดไว้แล้วใส่ไว้ในถุงพลาสติกซิบล็อกอย่างแน่นหนา นำมันซ่อนไว้ตรงชั้นในช่วงเอว ก่อนที่จะก้มหาของมีค่าชิ้นถัดไป ทว่า...ยังไม่ทันที่จะหยิบกระเป๋าเงิน เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของทั้งสองก็ดังใกล้เข้ามาแล้ว
“ฉันไม่มีเวลาแล้ว เอาไงดี ฮือ...”
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ฉันเลือกที่จะผลักประตูรถฝั่งตรงข้ามออกไป แล้วพุ่งตัววิ่งฝ่าสายฝนที่ตกมาอย่างหนักอย่างไม่คิดชีวิต
“ตายเป็นตาย ฮือ...”
“เฮ้ย นังนั่นมันหนีไปแล้ว” เสียงตะโกนของหนึ่งในนั้นดังขึ้น
“ได้ไงวะ รีบไปตามกัน”
ไอ้โจรสองคนเหมือนชะงักไปนิด “เดี๋ยวดิวะจะวิ่งตามให้โง่ทำไม ขึ้นรถ! ขับตามมันไป!”
จากนั้นฉันก็วิ่งหน้าตั้งไปทางข้างหน้า ฝนตกหน้าทำตัวฉันเปียกไปทั้งตัว แถมทางก็เป็นโคลนเฉอะแฉะ ฉันวิ่งลำบากมาก แต่ว่าฉันจะชะลอไม่ได้ แสงไฟรถของพวกนั้นกำลังไล่หลังมาติด ๆ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่บิดเร่งจี้เข้ามา
‘พรืดดดดดด’
“กรี๊ดดดดดด!”
ร่างอันแสนบอบบางของฉันล้มคะมำ หน้าไถไปกับโคลนบนถนน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั้งตัว พร้อมกับความสิ้นหวังที่โถมเข้ามาในจิตใจ แสงไฟจากรถของพวกระยำนั้นส่องสว่างห่างจากฉันไปเพียงไม่กี่เมตร ฉันยอมแพ้แล้วล่ะ ฉันพยายามสู้ชีวิตแล้ว แต่ชีวิตดันสู้กลับฉันทุกทาง…