'เมริสา' หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของใบหน้าหวานละมุน และทรวดทรงอวบอัดเต็มตึงเย้ายวน ด้วยมีความงามเป็นสมบัติติดกายจึงทำให้มีบรรดาหนุ่มๆมาวุ่นวายไม่ขาด แต่เธอก็ไม่ใจอ่อนกับใคร เพราะเธอมีเป้าหมายเดียวในชีวิตคือการทำงานและหาเงิน
เมริสามีภาระที่ยิ่งใหญ่เกินตัวนั่นคือการหาเงินมารักษาน้องชายวัยสิบขวบที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมอง หญิงสาวพยายามทำงานไม่พักตลอดระยะเวลาสี่เดือนหลังจากเรียนจบ เพื่อเก็บเงินเป็นค่าผ่าตัดให้กับน้องชายคนเดียวของเธอ แต่เงินเดือนของพนักงานบริษัทอย่างเธอก็ดูเหมือนจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับรายจ่ายที่มี จึงทำให้หญิงสาวเริ่มวิตกกับสถานการณ์ในตอนนี้
"เธอ! วันนี้ฉันเห็นท่านประธานใกล้ๆ โอย....หล่อจนลมแทบจับ นี่สินะที่เขาเรียกว่ามีออร่า"
"อือ...ฉันก็เคยเห็นใกล้ๆ แกเอ้ย!....เข่าฉันนี่อ่อนยวบเลย"
"อืม...ท่านประธานของเราหล่อเหลาซะขนาดนั้นแต่ก็มีคนพูดหลายคนแล้วนะว่าท่านน่ะหยิ่งมาก มีพนักงานผู้หญิงหลายคนที่พยายามทอดสะพานให้ และผู้หญิงพวกนั้นก็ต้องผิดหวัง ซ้ำยังโดนไล่ออกด้วย"
"พวกที่พูดยังไม่รู้จริงน่ะสิ ฉันน่ะรู้มาจากผู้จัดการใหญ่เองเลยว่าท่านประธานน่ะเงียบขรึมเด็ดขาดก็จริง แต่มีอีกด้านที่พนักงานหรือคนทั่วไปไม่รู้ นั่นก็คือท่านเจ้าชู้มากๆทุกคืนเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า และคนที่ท่านถูกใจก็จะได้รับค่าตอบแทนชนิดที่ว่าไม่ต้องทำงานเป็นปีก็อยู่ได้"
"จริงอ่ะ! แค่ครั้งเดียวเนี่ยนะ"
"ใช่...แต่ต้องถูกใจมากจริงๆนะ คนรวยๆน่ะเขาไม่งกกันหรอกถ้าถูกใจก็จ่ายไม่อั้น ไม่เห็นเหรอว่าผู้หญิงที่ทำงานอย่างว่าน่ะมีเงินเป็นกอบเป็นกำทุกคน แถมได้แต่งตัวสวยๆเพียงแต่ต้องหน้าด้านหน่อยเท่านั้น"
"อืม...แล้วถ้าเจ้าชู้ทำไมต้องไล่พนักงานผู้หญิงที่พยายามยั่วยวนออกด้วย อันที่จริงท่านน่าจะชอบเสียมากกว่าสิ"
"ก็เพราะท่านประธานเป็นคนเด็ดขาดไง ท่านถึงไม่เคยยุ่งกับพนักงานของตัวเองเพราะกลัวจะเสียระบบ"
"งั้นเหรอ..."
"อืม...ว่าไปฉันก็อยากมีค่ำคืนเร่าร้อนกับท่านประธานสักคืนนะ"
พนักงานสาวพูดพร้อมทำนัยย์ตาชวนฝันจนเพื่อนร่วมสนทนาหัวเราะเบาๆ
"ฮะ ฮะ ฮะ ยายบ้า! ไม่คุ้มกับโดนไล่ออกหรอกย่ะ"
"อือ...ก็จริงเนาะ"
เสียงพนักงานสาวที่พูดคุยกันเบาๆดังเข้าหูเมริสาอย่างไม่ตั้งใจ แต่เมื่อได้ยินเธอก็รู้สึกสนใจเมื่อสองสาวพูดถึงค่าตอบแทน สำหรับหญิงสาวที่มีค่ำคืนเร่าร้อนกับท่านประธาน คนที่กำลังร้อนเงินจึงรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายเธอก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไปพร้อมดุตัวเองเบาๆ
"บ้าน่ะเม อย่าคิดอะไรน่าอายอย่างนั้นเลย"
เมริสาตั้งสติแล้วกลับมาเพ่งมองที่หน้าจอ งานของเธอคือการลิสต์ออร์เดอร์แล้วส่งให้ฝ่ายผลิต ซึ่งต้องใช้สติในการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะหากเธอจดผิดไม่ว่าจะขาดหรือเกิน ก็จะมีผลต่องานของเธออย่างแน่นอน เธอเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆและได้งานนี้เป็นงานแรก เธออยากที่จะทำงานนี้ให้นานจึงต้องตั้งใจมากเป็นพิเศษ
หลังจากเลิกงานเมริสาก็รีบตรงไปยังโรงพยาบาล ซึ่งน้องชายวัยสิบปีของเธอรักษาตัวอยู่ ทันทีที่เห็นหน้าพี่สาวเด็กชายก็ยิ้มออกถึงแม้ใบหน้าจะซีดเซียวก็ตามที
"พี่เมมาแล้ว..."
"ครับ เลิกงานแล้วพี่ก็รีบมาเลย วันนี้มอสเป็นยังไงบ้างดื้อกับพี่พยาบาลหรือเปล่า"
"เปล่าเลยครับ มอสกินยาตามที่พี่พยาบาลให้ตลอดเพราะมอสอยากกลับบ้านไปอยู่กับพี่เม แล้วมอสก็อยากไปโรงเรียนครับ"
"ดีมากครับ วันนี้พี่ซื้อโจ๊กมาให้ด้วยนะ"
"ขอบคุณครับ"
"กินเลยแล้วกันเนอะจะได้ร้อนๆ"
หญิงสาวบอกน้องในขณะที่กำลังเทโจ๊กร้อนๆใส่ชามพอเธอวางชามลงบนโต๊ะพยาบาลก็เดินเข้ามาหา พร้อมแจ้งให้ทราบว่าคุณหมอต้องการพบเธอ
"คุณคะ เดี๋ยวเชิญไปพบคุณหมอที่ห้องด้วยนะคะ"
"ได้ค่ะ...งั้นมอสกินไปนะเดี๋ยวพี่มา"
เธอรับคำพยาบาลสาวแล้วจึงหันไปบอกน้องชาย ก่อนที่จะเดินออกไปพบคุณหมอเจ้าของไข้ของน้องชาย ทันทีที่เธอทรุดนั่งบนเก้าอี้เมริสาก็รู้สึกได้ ว่าการที่คุณหมออยากพบเธอนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะสีหน้าท่าทางของคุณหมอนั้นบอกชัดถึงความลำบากใจ
"คุณเม..."
"ค่ะ คุณหมอมีอะไรเหรอคะ"
"ผมก็พอจะรู้นะว่าการเงินของคุณยังไม่พร้อม หมอก็ไม่อยากจะเร่งแต่เรารอไม่ได้แล้ว ก้อนเนื้อโตขึ้นเร็วมากจนน่ากลัว ถ้ายังไม่รีบผ่าตัดก็คงไม่สามารถช่วยน้องชายคุณได้"
เมริสาน้ำตาเอ่อเมื่อได้ฟังคำวินิจฉัยของคุณหมอ เธอรู้และรู้มาตลอดว่าน้องชายต้องได้รับการผ่าตัด และเธอก็พยายามที่จะหาเงินมาเป็นค่ารักษา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะหมดโอกาสดิ้นรนเสียแล้ว
"คุณหมอคะ...ยังมีวิธีอื่นที่สามารถยืดเวลาให้เมได้หาเงินสักหน่อยมั้ยคะ"
คุณหมอวัยกลางคนส่ายหน้าช้าๆพร้อมมองเธอด้วยความเห็นใจ หญิงสาวอยากจะร้องไห้ออกมาเพราะความหมดหวัง แต่เธอก็ไม่ทำและพยายามที่จะตั้งสติ
"ค่ะ งั้นเมจะรีบหาเงินมาสำหรับค่าผ่าตัดค่ะ ไม่ทราบว่าคุณหมอจะรักษาน้องเมเมื่อไหร่คะ"
"เป็นวันอังคารหน้าครับ เนื่องจากเป็นกรณีเร่งด่วนจึงช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว"
"วันอังคาร..."
เมริสาทวนคำแล้วคำนวนวันในใจ แต่แล้วใบหน้าสวยก็ต้องหม่นลงเมื่อพบว่าเธอเหลือเวลาหาเงินเพียงหกวันเท่านั้น
"ครับ..."
"ค่ะ คุณหมอก็รักษาตามขั้นตอนได้เลย ยังไงเมก็จะหาเงินมาได้แน่"
เธอบอกอย่างมั่นใจทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินนั่นมาจากที่ไหน แต่เธอก็รับปากเพราะอยากให้น้องชายได้รับการรักษา เนื่องจากมานัสน้องชายของเธอคือคนเดียวในครอบครัวที่ยังอยู่กับเธอ หลังจากที่บิดาจากไปเมื่อหลายปีก่อนเธอก็สูญเสียมารดาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เธอจึงเหลือกันเพียงสองคนพี่น้อง
มารดาของเธอเป็นหญิงที่เลี้ยงลูกลำพัง จึงทำให้มีหนี้สินรุมเร้า ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการส่งเสียให้เธอเล่าเรียนในระดับปริญญา เมื่อมารดาจากไปเธอจึงตัดสินใจขายบ้านหลังน้อย ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เหลืออยู่เพื่อใช้หนี้ และพาน้องชายมาเช่าห้องอยู่ก่อนจะมารู้ว่าน้องชายเป็นโรคร้าย ที่สามารถพรากเอาชีวิตเล็กๆไปได้ทุกเมื่อ เมริสาสัญญากับตัวเองว่าเธอจะหาหนทางรักษาน้องชายให้ได้ เพราะเธอจะไม่ยอมสูญเสียใครไปอีก
เมริสาเดินออกจากห้องตรวจด้วยท่าทางเหม่อลอย เธอพยายามครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะหาเงินจากที่ไหน แล้วเสียงสนทนาที่เธอได้ยินเมื่อตอนกลางวันก็วาบขึ้นในความคิด
"พวกที่พูดยังไม่รู้จริงน่ะสิ ฉันน่ะรู้มาจากผู้จัดการใหญ่เองเลยว่าท่านประธานน่ะเงียบขรึมเด็ดขาดก็จริง แต่มีอีกด้านที่พนักงานหรือคนทั่วไปไม่รู้ นั่นก็คือท่านเจ้าชู้มากๆทุกคืนเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า และคนที่ท่านถูกใจก็จะได้รับค่าตอบแทนชนิดที่ว่าไม่ต้องทำงานเป็นปีก็อยู่ได้"
"จริงอ่ะ! แค่ครั้งเดียวเนี่ยนะ"
"ใช่...แต่ต้องถูกใจมากจริงๆนะ คนรวยๆน่ะเขาไม่งกกันหรอกถ้าถูกใจก็จ่ายไม่อั้น ไม่เห็นเหรอว่าผู้หญิงที่ทำงานอย่างว่าน่ะมีเงินเป็นกอบเป็นกำทุกคน แถมได้แต่งตัวสวยๆเพียงแต่ต้องหน้าด้านหน่อยเท่านั้น"
หญิงสาวกำลังครุ่นคิดว่าเธอควรหาเงินด้วยวิธีที่ได้ยินมาหรือเปล่า เพราะมันคงจะทำให้เธอรวมเงินได้ในเวลาแค่ไม่กี่วัน
เธอไม่ได้หลงตัวเองแต่เธอค่อนข้างมั่นใจว่ารูปโฉมของเธอนั้นสามารถทำให้ผู้ชายกระเป๋าหนักยอมจ่ายได้ แต่แล้วความละอายก็เกิดขึ้นในมโนสำนึก เมื่อนึกได้ว่าเธอกำลังจะทำในสิ่งที่น่าอดสู เธอกำลังคิดขายศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้หญิงของตัวเอง และเธอจะต้องพลีกายให้ผู้ชายสักกี่คนถึงจะพอค่าผ่าตัด ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง
หญิงสาวทรุดนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกที่มีไว้นั่งรอรับยา เธอไม่กล้าเดินกลับไปหาน้องชายเพราะกลัวจะถูกซักไซ้ อีกทั้งเธอยังวุ่นวนอยู่กับความคิดที่ว่า ระหว่างทำเรื่องน่าละอายแต่รักษาชีวิตน้องไว้ได้ กับหยิ่งในศักดิ์ศรีแล้วยอมเสียน้องไปเธอจะเลือกทางไหน
เมื่อนั่งร้องไห้จนพอใจหญิงสาวจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปหาน้องชายที่ห้องผู้ป่วยรวม
"ไงครับ...กินหมดหรือเปล่า"
"ไม่ครับ ผมเวียนหัวไม่อยากกินแล้ว"
เมริสาส่งยิ้มบางๆให้น้องแล้วหยิบเอาชามโจ๊กออกมาวางที่โต๊ะเล็กๆ
"พี่เม..."
"ว่าไงจ๊ะ"
"ผมปวดหัวครับ ปวดมากๆเลยพี่"
เด็กชายบอกเสียงสั่นพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอ ทำเอาคนเป็นพี่ถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความสงสาร เธอดึงน้องชายเข้ามากอดแล้วกระซิบเบาๆอย่างปลอบโยน
"เดี๋ยวก็หายนะครับ อดทนหน่อยนะครับคนเก่ง"
เธอบอกพร้อมลูบศรีษระของน้องชายเบาๆ ถึงเธอจะไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองแต่เธอรู้ว่าน้องคงทรมานมาก เพราะทุกๆวันพยาบาลก็จะต้องฉีดยาเป็นระยะเพื่อระงับความปวด และทุกๆคืนก็ต้องฉีดยานอนหลับเพื่อให้เด็กชายพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ บ่อยครั้งที่เมริสายืนมองน้องชายทุรนทุรายอย่างทรมาน เนื่องจากความเจ็บปวดที่ไม่อาจควบคุมได้ มันทำให้เธอทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส
"พี่เม..."
"ครับ...ว่าไงคนเก่ง"
"ผมจะตายมั้ย..."
เสียงถามนั้นแฝงด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว จนหญิงสาวต้องกอดร่างเล็กนั้นให้แน่นขึ้น พร้อมสะอื้นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"...ฮึก...ไม่ตาย...ฮึก...มอสจะไม่ตายครับ มอสต้องอยู่กับพี่...ฮึก...เราเหลือกันสองคนพี่น้องแล้วนะ...ฮึก..."
"ครับ...ผมจะไม่ตาย...ฮึก...ผมจะอดทน..."
สองพี่น้องกอดกันสะอื้นอย่างไม่สนสายตาคนไข้และญาติที่มองมาจากเตียงอื่น เธอไม่อายเพราะรู้ดีว่าทุกคนที่มาอยู่สถานที่นี้ต่างมีความทุกข์ เพราะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดทรมานจากโรคภัยที่เป็นอยู่ สายตาทุกคู่ที่จ้องมองมาจึงเต็มไปด้วยความเห็นใจ ของคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน
เมริสากลับห้องแล้วพยายามเลือกเอาชุดสวยๆที่เธอมีทั้งหมดออกมาจากตู้ แต่มันก็มีเพียงไม่กี่ชุดและยังเก่าตามกาลเวลา
"เฮ้อ...ทำไงดีนะ"
หญิงสาวพูดเบาๆพลางใช้ความคิด เมื่อสุดท้ายสิ่งที่เธอเลือกทำคือการยอมอับอาย ขายศักดิ์ศรีเพื่อรักษาชีวิตน้องชาย เธอจึงพยายามสรรหาเสื้อผ้าที่คิดว่าดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด แต่ก็พบปัญหาเมื่อในตู้เสื้อผ้าไม่มีชุดที่เธอต้องการ
"จริงสิ!"
เมื่อนึกบางอย่างออกร่างบางก็รีบลุกเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง ก่อนจะค้นเอาชุดเดรสรัดรูปผ้ากำมะหยี่สีดำออกมา ชุดนี้เป็นชุดที่เพื่อนของเธอทิ้งเอาไว้ในตอนที่มานอนค้างเป็นเพื่อน
"โป๊ไปหน่อย...แต่ก็เหมาะแล้วล่ะ"
เสียงหวานพึมพำเมื่อกางชุดออกดู แล้วก็ไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานร่างอวบอิ่มเต็มตึงก็มายืนสำรวจตัวเองที่หน้ากระจก ชุดกำมะหยี่สีดำไหล่เบี่ยงที่เธอสวมใส่ รัดรูปร่างเสียจนไม่ต้องเดาไซส์เดาขนาดให้เสียเวลา อกอวบอิ่มที่แทบจะทะลักออกมา มันดูน่าอึดอัดมากกว่าตอนที่เพื่อนสาวของเธอเป็นคนสวมใส่ เอวเล็กที่ขอดกิ่วรับกับสะโพกผายความยาวของชุดที่พ้นขาอ่อนมาเพียงคืบกว่า ทำเอาเมริสารู้สึกเขินอายไม่น้อยเนื่องจากไม่เคยแต่งตัวเช่นนี้มาก่อน
"หน้าด้านเข้าไว้เมริสา"
เธอกระซิบบอกตัวเองในกระจกแล้วจึงทรุดนั่งบนเก้าอี้ แล้วเปิดลิ้นชักนำเครื่องสำอางราคาถูกที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นออกมาแต่งหน้า
เวลาผ่านไปนานหลายนาทีหญิงสาวจึงวางแปรงปัดแก้มลง พร้อมกับสำรวจความสวยงามของตัวเองผ่านกระจกเงา เส้นผมดำสนิทเหยียดตรงถูกปล่อยสยายล้อมกรอบหน้า คิ้วโก่งเรียวสวยถูกแต่งให้เรียงตัวชัดขึ้นกว่าเดิม ดวงตากลมโตสุกสกาวก็ถูกตกแต่งให้คมขึ้นเพื่อกลบแววหวาน จมูกโด่งสวยอย่างเป็นธรรมชาติรับกับกลีบปากอิ่มที่แต่งแต้มด้วยสีแดงสด เมริสาจ้องมองรูปลักษณ์ของตัวเองที่ถูกปรุงแต่งให้ดูโฉบเฉี่ยวด้วยความพึงพอใจ
ร่างอ้อนแอ้นแต่ทว่าแฝงความเย้ายวนก้าวลงจากรถแท็กซี่แล้วยืนอยู่ที่หน้าคลับแห่งหนึ่ง เธอเลือกที่นี่เพราะรู้ว่าคลับแห่งนี้มีราคาแพงซึ่งลูกค้าก็ล้วนแต่เป็นเศรษฐีกระเป๋าหนัก หญิงสาวเดินเข้าไปด้านในด้วยความประหม่า แต่เธอก็พยายามที่จะเชิดหน้าขึ้นราวกับหญิงสาวที่พกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ทั้งๆที่ในใจทั้งกลัวและละอายอย่างบอกไม่ถูก
"รับอะไรดีครับคุณผู้หญิง"
บาร์เทนเดอร์หนุ่มถามทันทีที่เมริสานั่งลงเก้าอี้หน้าเคาท์เตอร์ หญิงสาวนิ่งคิดเพราะไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีระดับมาก่อน จะสั่งออกไปก็ไม่กล้าเพราะกลัวจะพูดผิดพูดถูกจนทำตัวเองขายหน้า
"เอ่อ...คุณว่าอย่างฉันควรดื่มอะไรดีล่ะคะ"
เธอย้อนถามพร้อมเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย บาร์เทนเดอร์หนุ่มจึงส่งยิ้มให้กับเธอ
"สาวมั่นอย่างคุณคงต้องเป็น 'ดรายมาร์ตินี่'"
"นั่นล่ะค่ะที่ฉันต้องการ"
เมริสาตอบกลับราวกับว่าคุ้นเคยเครื่องดื่มชนิดนั้นดี ทั้งๆที่เธอเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก และเธอก็ไม่รู้เลยว่า 'ดรายมาร์ตินี่' เป็นคลาสสิคค็อกเทลตลอดกาลที่เป็นเหล้าเพียวๆ รสชาติแรงเหมาะสำหรับคนที่ดื่มเก่งและคอแข็ง
"ได้ครับ"
พอบาร์เทนเดอร์หันไปจัดการเครื่องดื่มให้กับเธอเมริสาก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะกวาดสายตาไปรอบๆเพื่อสำรวจดูว่า ในขณะนี้มีใครที่กำลังสนใจมองเธอบ้างหรือเปล่า
แต่แล้วความประหม่าก็เกิดขึ้นเมื่อพบว่าชายทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มกำลังมองจ้องเธอ กายสาวที่เกิดความอึดอัดและตื่นเต้นสั่นน้อยๆอย่างไม่อาจควบคุม เมริสารู้ดีว่าสิ่งที่เธอตัดสินใจทำมันน่าอับอาย แต่เธอก็พยายามที่จะไม่คิดและนึกถึงเพียงว่า เธอกำลังทำทุกทางเพื่อรักษาชีวิตน้องชายเอาไว้ ไม่ว่าหนทางที่เธอเลือกนั้นจะดูน่ารังเกียจในสายตาของใครหลายคนก็ตาม
"เครื่องดื่มได้แล้วครับ"
เสียงบอกอย่างสุภาพดังขึ้นพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มที่ถูกวางลงบนเคาท์เตอร์ เมริสาจึงส่งยิ้มบางๆให้แล้วหยิบแก้วขึ้นมาถือ เธอลังเลอยู่ชั่วครู่จึงยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปาก เมื่อแอลกอฮอล์ไหลผ่านลำคอระหง ความแรงของดีกรีก็ทำเอาร้อนวาบไปจนถึงช่องท้อง เมริสาแอบเบ้หน้าให้กับรสชาติที่ไม่คุ้นเคย แต่แล้วก็เชิดหน้าขึ้นแล้วดื่มต่อราวกับนักดื่มมืออาชีพ
"ขอโทษนะครับ...ให้ผมเลี้ยงเครื่องดื่มคุณสักแก้วได้หรือเปล่า"
ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายด้วยท่าทางสนใจ สายตาโลมเลียที่เขาใช้มองเธอนั้นเปิดเปลือยความต้องการไม่ปิดบัง มันทำให้เธอรู้สึกอับอายจนหน้าชา แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มตอบและพยักหน้า
"ค่ะ ยินดีค่ะ"
"น้องครับขอเครื่องดื่มของคุณผู้หญิงอีกแก้ว"
ชายหนุ่มคนนั้นหันไปสั่งก่อนจะหันมายิ้มให้กับเธอ เพราะการที่เธอยอมให้เขาเลี้ยงเครื่องดื่มนั่นหมายความว่าเธอเองก็ให้ความสนใจเขาเช่นกัน
"มาคนเดียวเหรอครับ"
"ค่ะ มาคนเดียว"
เธอตอบแล้วหยิบแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง ความประหม่าทำให้เมริสายกดื่มทีเดียวจนหมด หวังจะให้ดีกรีช่วยลดความอายลงบ้าง เธอต้องการที่จะอาศัยความใจกล้าหน้าด้าน พูดคุยกับผู้ชายทุกคนที่เข้ามาสนใจเธอ เธอไม่รู้หรอกว่าการที่เธออยากจะขายตัวเองนั้นต้องทำอย่างไร เธอไม่เคยศึกษาหรือให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้ จะปรึกษาใครก็ไม่กล้าเพราะกลัวจะถูกมองด้วยความรังเกียจ เธอจึงทำในสิ่งที่เธอคิดว่าควรทำโดยอาศัยสถานการณ์ที่นำพา
"นี่ครับ..."
"ขอบคุณค่ะ"
เสียงหวานกล่าวขอบคุณเมื่ออีกฝ่ายเลื่อนแก้วเครื่องดื่มมาตรงหน้าเธอ เมริสาส่งยิ้มบางๆเป็นการขอบคุณแล้วยกแก้วขึ้นดื่มตามมารยาท
"ผมมีที่ที่ดีกว่านี้...ไม่ทราบว่าคุณสนใจจะไปต่อกับผมมั้ยครับ"
เมริสานั่งอึ้งเมื่อถูกชวนอย่างไม่ได้ตั้งตัว และเธอโตพอที่จะรู้ความหมายของคำชวนนั้น เพียงแต่เธอกลับใจไม่กล้าพอที่จะตอบตกลง
"ว่าไงครับคนสวย...คุณสนใจไปต่อกับผมมั้ย"
ผู้ชายคนนั้นเอ่ยถามพร้อมวางทาบมือใหญ่ที่ขาอ่อนของเธอ ก่อนที่จะลูบไล้ผิวเนื้อบริเวณนั้นอย่างจาบจ้วง เมริสาขยับหนีแทบจะทันทีเพราะความตระหนกและความขยะแขยงที่เกิดขึ้นแบบกระทันหัน
"ไม่ค่ะ!"
ผู้ชายคนนั้นมีสีหน้าแปลกใจระคนผิดหวังเมื่อถูกเธอปฏิเสธ แต่ก็พยักหน้ารับแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ
ทำไมไม่ตกลง!!
ทำไมไม่ไปกับเขา!!
เธอถามตัวเองในใจแล้วน้ำตาแห่งความกดดันก็เอ่อขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ มือบางคว้าแก้วขึ้นมาดื่มอีกครั้งเพราะหวังใช้แอลกอฮอล์ขจัดความอาย แล้วบอกตัวเองว่าถึงจะน่ารังเกียจน่าอดสูเพียงใด เธอก็ต้องทำเพื่อน้องชายที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอ
เมริสานั่งอยู่ที่เดิมนานหลายชั่วโมง ผู้ชายหลายคนก็แวะเวียนมาเลี้ยงเครื่องดื่มเธอจนหมดไปหลายแก้ว แต่เธอก็ยังทำใจไม่ได้ที่จะออกไปกับใครตามคำชักชวน
"สั่งอะไรเพิ่มมั้ยครับ อีกครึ่งชั่วโมงคลับจะปิดแล้วนะ"
ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์เอ่ยถาม หญิงสาวจึงส่ายหน้าปฏิเสธเนื่องจากตอนนี้เธอทั้งมึนทั้งเมา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เหมือนจะพร่าเลือนไม่ชัดเจน
"มอส...พี่ขอโทษนะ...อึก...พรุ่งนี้พี่จะพยายามใหม่...พี่ขอโทษที่ขี้ขลาด...ฮึก..."
เธอพูดเบาๆอย่างรู้สึกผิดที่ไม่กล้าทำอย่างที่ตั้งใจ เมริสาพยายามพยุงตัวเองให้ลุกยืนขึ้น แต่เมื่อสองขาแตะพื้นภาพตรงหน้าก็โคลงเคลงราวกับอยู่บนเรือ ร่างอวบอิ่มเซถลาและคงล้มไม่เป็นท่าหากไม่มีอ้อมแขนที่โอบรับไว้
"คุณ!...เป็นอะไรหรือเปล่า"
เสียงทุ้มน่าฟังเอ่ยถามแล้วพยายามประคองให้เธอยืนให้มั่นคง เมริสาพยายามตั้งสติแล้วเงยหน้ามองคนที่ช่วยเหลือเธอไว้ ถึงแม้จะมองไม่ชัดแต่หญิงสาวก็รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าหล่อเหลา อีกทั้งรูปร่างสูงสง่ากำยำของเขายังให้ความรู้สึกอบอุ่น เธอจึงตัดสินใจพูดในสิ่งที่เธอตั้งใจจะพูดกับผู้ชายหลายคนที่พบเจอในคืนนี้
"ฉันอยากไปกับคุณ...คืนนี้"
"หืม..."
เหมราชทำเสียงแปลกใจในลำคอแล้วเพ่งมองใบหน้าสวยของผู้หญิงตรงหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายกับกำลังแปลกใจ
"ผมว่าคุณคงเมามากไปแล้วครับคุณผู้หญิง คุณควรกลับไปพักผ่อนผมจะเรียกพนักงานมาดูแลคุณแล้วกัน"
พอเขาพูดในเชิงปฏิเสธเมริสาก็รีบสะบัดหน้าเรียกสติ พร้อมกับกอดหมับที่เอวสอบของเขา ความอายยังคงมีแต่เธอพยายามข่มกลั้นเอาไว้ เพื่อทำในสิ่งที่ตั้งใจให้บรรลุเป้าหมาย
"ไม่ต้องเรียกค่ะ ขอร้องเถอะคืนนี้ฉันอยากไปกับคุณจริงๆ"
เหมราชก้มมองหญิงสาวที่กอดเอวเขาไว้แน่นอย่างชั่งใจ ดวงตากลมดำขลับนั้นกำลังมองมาที่เขาอย่างอ้อนวอน ใบหน้าของเธอนั้นจัดว่างดงามมากทีเดียวอีกทั้งเนื้อตัวก็ยังนุ่มนิ่ม และมีกลิ่นหอมละมุนบางอย่างที่ทำให้เขาสนใจไม่น้อย
"ก็ได้...ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังเลยสาวน้อย"
ชายหนุ่มตอบตกลงอย่างง่ายดายเพราะคิดว่าหญิงสาวในอ้อมแขนคนนี้ ก็ไม่แตกต่างจากหญิงสาวอีกหลายๆคนที่เข้าหาเขา สถานที่หรูหราแห่งนี้หญิงสาวที่เข้ามาเที่ยวล้วนเป็นคุณหนูคุณนาย บ่อยครั้งที่เขาพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ และก็บ่อยครั้งที่เขาตอบสนองความต้องการของพวกเธออย่างถึงอกถึงใจ และค่ำคืนนี้เขาก็จะทำให้หญิงสาวในอ้อมแขนสนุกสุดเหวี่ยงด้วยเหมือนกัน