เสียงดนตรีดังระทึกในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ของบริษัท ไม่ใช่สาเหตุทำให้หัวใจของวรวีย์เต้นแรง แต่เป็นเพราะเธอกำลังยืนเคียงข้างภัทรพล ภูริสิทธิโชติ ผู้ประกาศข่าวสุดหล่อของช่องนิวส์ไทม์ทีวี [News Time TV.]ต่างหากเล่า เขายืนพิมพ์ข้อความตอบไลน์กับใครบางคน ในขณะพนักงานต่างลุ้นการจับสลากรายชื่อผู้โชคดี ที่จะได้ของขวัญของรางวัลจากผู้บริหารกว่าร้อยชิ้น
งานเลี้ยงเป็นไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครง มีเสียงหัวเราะปนเสียงกรี๊ด เมื่อเพื่อนร่วมงานถูกประกาศรายชื่อรับของรางวัล หนุ่มผู้ประกาศสุดหล่อ ยังคงเอาแต่พิมพ์ข้อความตอบไลน์อยู่อย่างนั้นนานหลายนาที ก่อนจะเดินออกจากงานเลี้ยงไป
วรวีย์ ศิริกรโสภณ อายุสามสิบสี่ปี เป็นคนสวยระดับหนึ่งมีใบหน้าหวานนัยน์ตาเศร้า ส่วนสูงร้อยหกสิบสอง ไว้ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง เธอทำงานกับสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลแห่งนี้ ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวโต๊ะข่าวอาชญากรรมเมื่อสองปีก่อน
ทำให้ได้พบกับภัทรพล ภูริสิทธิโชติวัยสามสิบแปดปี เขาเป็นทั้งบรรณาธิการบริหาร (บก.บห.) เป็นผู้ประกาศข่าวชายเบอร์หนึ่งของช่อง มีน้ำเสียงนุ่มกังวาน นำเสนอข่าวได้น่าติดตาม
ภัทรพลถือเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เพราะนอกจากเก่งแล้ว ยังหล่อสมาร์ตมาดคุณชาย นัยน์ตาคมกริบ ริมฝีปากบางหยักได้รูป เวลายิ้มกรุ้มกริ่มมีเสน่ห์ สาวโสดหลายคนในสถานีข่าวแห่งนี้แอบปลื้มเขา รวมทั้งวรวีย์ด้วย เริ่มจากแอบมองเขาบ่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็หลงเสน่ห์เขาซะแล้ว
แต่ทว่าเขามีอีกหนึ่งตำแหน่งที่ทำเอาสาวๆ ฝันสลายคือ เขาเป็นน้องเขยของชาญวิทย์ เศรษฐีกุลพัชร เจ้าของของสถานีข่าวดิจิทัลทีวีแห่งนี้ ซ้ำยังมีเสียงซุบซิบของคนในวงการว่า ภัทรพลคือเพลย์บอยตัวพ่อ มีดารานางแบบไฮโซหลายคนเคยขึ้นเตียงกับเขา ทั้งที่เขามีภรรยาและลูกอยู่แล้วจากการรอลุ้นการจับสลากจนจบงานเลี้ยง วรวีย์โชคดีได้รางวัลเงินสดหนึ่งหมื่นบาทจากผู้บริหารคนหนึ่ง ทำให้หญิงสาวยิ้มแก้มปริตลอดทาง ระหว่างขับรถกลับคอนโด
“ปีนี้ดวงมาแล้วซินะ”
พูดจบเสียงสมาร์ตโฟนของเธอก็ดังขึ้น วรวีย์ชะลอรถจอดเทียบฟุตบาท เป็นสายของคมสันพี่ชายคนสนิท ทำงานตำแหน่งหัวหน้าแผนกตัดต่อ พี่คมสันเป็นหนุ่มหล่อรูปร่างกำยำ ก่อนหน้านี้เขาเคยจีบวรวีย์จริงจัง แต่เธอบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปกว่าพี่น้อง คมสันก็รับได้แต่ยังคอยพูดจาแทะโลมเธอได้ทุกวัน
“ว่าไงคะพี่คมสุดหล่อของน้องวี” เสียงใสทักทายอย่างอารมณ์ดี
[ คิดถึงน่ะ น้องวีของพี่ได้รางวัลจะเลี้ยงอะไรพี่ดีน๊า ]
เงินรางวัลหนึ่งหมื่นบาทที่วรวีย์ได้ ทำให้เพื่อนร่วมงานต่างพูดหยอกล้อขอส่วนแบ่ง หรือขอให้เลี้ยงข้าวกันหลายราย
“พรุ่งนี้น้องเลี้ยงค่ะ ว่าแต่มีอะไรอีกไหม” เธอตอบและถามกลับอย่างอารมณ์ดี
[ นี่คนสวย รู้ตัวไหมว่าลืมไอแพดไว้ที่โต๊ะทำงาน ]
หญิงสาวปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยออก เพื่อเอี้ยวตัวคว้ากระเป๋าถือที่วางเบาะหลังมารื้อดู
“อ้าวจริงด้วย” [ พี่หยิบมาให้กำลังขับรถกลับ คอนโดเราไปทางเดียวกัน เดี๋ยวแวะเอาไปให้ถึงห้องนอนเลย ]
คมสันทำน้ำเสียงเจ้าชู้ แต่เธอชินกับคำพูดแบบนี้ เพราะรู้ดีว่าแม้ชายหนุ่มจะพูดจาแทะโลม แต่ก็ให้เกียรติและเอ็นดูเธออย่างจริงใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พี่คมก็ เดี๋ยววีไปจอดรอที่ปั๊มก่อนถึงคอนโดนะคะ ขอบคุณค่ะพี่คมของน้อง” [ จ้าที่รัก ]
คมสันรับคำเสียงหวานว่าที่รัก วรวีย์ส่ายหน้า ยิ้มขำกับพฤติกรรมของหนุ่มหล่อ เขาแซวเธอให้ยิ้มได้ทุกวัน นี่ถ้าไม่ติดที่รักภัทรพลจนเต็มหัวใจ เธอคงได้หลงคารมเขาจนได้ซิน่า ระหว่างหญิงสาวบิดกุญแจสตาร์ท เสียงเร่งเครื่องจักรยานยนต์แผดดังใกล้เข้า ตามมาด้วยเสียง โครม! เพล้ง!
“กรี๊ดดดดด! ”
หญิงสาวแทบสติแตก เมื่อจู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์วิบาก พุ่งขึ้นเหยียบหลังคารถเก๋งของเธอ ล้อหลังกระแทกกระจกหน้า โชคดีที่รถติดฟิล์มคุณภาพดี กระจกจึงแตกเป็นใยแมงมุม ไม่อย่างนั้นเศษของมันอาจทะลุฝังบนเรือนร่างของเธอเป็นแน่
ขณะเกิดเหตุไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อตกใจสุดขีดก็เผลอเหยียบเบรกเต็มน้ำหนักเท้า มือขวาสอดผ่านช่องพวงมาลัยรถ คว้าบิดกุญแจดับเครื่องยนต์ทันที การหยุดรถฉับพลันทำให้เกิดแรงเหวี่ยง ร่างบางกระเด็นเข้ากับคอนโซลหน้ารถ ทับข้อมือของเธอที่ขัดอยู่กับช่องพวงมาลัย
“โอ๊ย!” แรงกระแทกทำให้เจ็บจนต้องร้องออกมา
“บ้าเอ๊ย!” ชายหนุ่มผู้ขับขี่สบถเสียงดัง ไม่นึกว่ารถเก๋งคันนี้จะเคลื่อนตัว ตรงกับจังหวะเขาขี่รถโจนทะยาน เพื่อทดสอบสมรรถนะจักรยานยนต์วิบากคันใหม่ ที่เพิ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ยังดีที่เขาควบคุมรถได้ไม่เสียหลักล้มลง
วรวีย์ตกใจมากกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกะทันหันเพียงเสี้ยววินาที เธอเงยหน้ามองคู่กรณี เป็นชายหนุ่มรูปร่างใหญ่ ประเมินด้วยสายตาน่าจะสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เขาก้าวขายาวข้ามเบาะวิบากอย่างคล่องตัว ดูเท่ราวกับนายแบบ โดยเฉพาะเขาสวมเสื้อการ์ดลวดลายโดดเด่นแนบเนื้อ จนเห็นส่วนอกกำยำด้วยมัดกล้ามเด่นชัด
ชายผู้นี้ช่างน่ามองมีเสน่ห์ทั้งที่ไม่เห็นใบหน้า เรียกได้ว่าความหล่อทะลุหมวกนิรภัยเต็มใบที่สวมใส่ ร่างสูงใหญ่เดินเข้าหาหญิงสาวในรถ กำมือมะเหงกเคาะกระจกเรียกเธอ วรวีย์มองเขาตาค้างเหมือนคนช็อก ทำให้คนเคาะยิ่งเป็นห่วง ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นี่คุณ! คุณ! เป็นอะไรไหม? ” หญิงสาวหัวใจเต้นผิดจังหวะตัวสั่นเทา เพราะตั้งแต่ขับรถมา ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุสักครั้ง
“คุณ! คุณ!” ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เมื่อถูกเคาะเรียกซ้ำๆ วรวีย์จึงตื่นจากภวังค์ แต่ไม่กล้าออกจากรถเพราะเขาอาจเป็นโจรที่ดักปล้นเธอก็ได้ ‘เงินหมื่นที่ได้ จะกลายเป็นทุกขลาภหรือนี่’ เธอคิดในใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่าเจ็บตรงไหนไหม? ”
ชายหนุ่มถามเมื่อเธอเริ่มมองเขาอย่างคนได้สติ วรวีย์เปิดประตูก้าวลงจากรถพร้อมวีนแตกใส่ทันที
“นายบ้าไปแล้วหรือไง! ถ้าฉันตกใจเหยียบคันเร่งค้าง คงได้ตายกันแน่!”
โมโหมากเพราะเธอตกใจจนตั้งสติไม่ทัน ดีที่ไม่เหยียบเบรกผิดเป็นเหยียบเร่ง ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์คงร้ายแรงกว่านี้
“ก็คิดว่าในรถไม่มีคน”
เขาพูดไม่เต็มเสียงนัก เพราะรู้ตัวว่าเป็นฝ่ายผิด
“เอางี้ผมจะจ่ายค่าเสียหายให้ แล้วจบกัน” เขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่าย ทั้งที่รถเธอเสียหายมากฝากระโปรงหน้าบุบ กระจกบานหน้าแตกร้าวทั้งบาน ไหนจะต้องลากไปอู่ซ่อม ต้องรอเวลาอีกตั้งหลายวันกว่าจะมีรถใช้
สำคัญที่สุดคือ พฤติกรรมของชายหนุ่มเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน มีหรือที่นักข่าวสาวผู้รักความถูกต้องอย่างเธอ จะยอมรับเงินแล้วจบๆ กันไป
“จ่ายแล้วจบเหรอ นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุเฉี่ยวชนธรรมดา พฤติกรรมนายเป็นภัยต่อสังคม แว้นรถสร้างความเดือดร้อนเป็นอันตราย ฉันจะแจ้งตำรวจฐานนายขับรถประมาท” วรวีย์เปิดประตูคว้ามือถือทันที
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้ง รับค่าเสียหายแล้วจบเถอะน่า”
น้ำเสียงเขาหงุดหงิดมองว่าเธอเรื่องมาก ไม่อยากให้เรื่องถึงตำรวจ เพราะถ้ารู้ถึงบิดาของเขา คงถูกยึดรถและถูกบังคับให้ไปทำงานที่บริษัท
“ถึงตำรวจแน่นายต้องถูกดำเนินคดี และต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าเสียเวลา เสียโอกาสที่ฉันไม่มีรถใช้ด้วย”
“บอกไม่ให้เรียกตำรวจไง!”