บทนำ

2050 Words
ในยามที่เต็มไปด้วยหิมะโปรยปรายลงจากท้องนภา ร่างบางของสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความเหน็บหนาว นางกำนัลถือร่มน้ำมันคันสีเหลืองแก่กางเหนือศีรษะของนาง หรูเยว่ยื่นมือไปตรงหน้าสัมผัสกับความเย็นของหิมะ ใบหน้าอันงดงามเงยขึ้นมองหิมะสีขาวที่ร่วงหล่นมาจากฟ้า ช่างเป็นความเย็นที่ยะเยือกจับขั้วหัวใจเสียเหลือเกิน “พระสนม เข้าไปด้านในก่อนดีไหมเพคะ” “ข้าอยากอยู่เช่นนี้อีกครู่หนึ่ง” หญิงสาวตอนก่อนที่หยาดน้ำตาอุ่นๆ จะไหลรินอาบแก้มด้านซ้ายอย่างเชื่องช้า ชีวิตหากดำรงอยู่บนความสุขก็มักจะอยากทำให้ผู้คนขวนขวายหาความยืนยาวเอาชนะห้วงเวลา ทว่าเมื่อดำรงบนความทุกข์เล่า ยามใดกันจะหมดสิ้นความทรมานขมขื่นนี้เสียที ในตำหนักเย็นแห่งนี้มีสตรีมากน้อยวนเวียนเข้ามาตามคำสั่งของพระสวามี นางเองก็เช่นกันเพียงเพราะขัดใจในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง สตรีที่เคยได้รับความรักเช่นนางก็มิวายถูกจับโดนเข้ามายังสถานที่แห่งนี้เหมือนกัน ชีวิตในวังหลวงยากนักที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แม้คนภายนอกจะมองเห็นว่ามีความสบายล้นพ้น ทว่าหากเปรียบกับความทุกข์ที่ต้องจ่ายเล่า สตรีเหล่านั้นจะยอมจ่ายหรือไม่ การรอคอยสวามีในตำหนักขอองตนเองยังไม่แย่เท่าการต้องรอคอยเพียงสายตาของเขาในสถานที่อันเย็นยะเยือกแห่งนี้ “พระสนม ตากลมนานเช่นนี้ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเพคะ” นางกำนัลคนสนิทนามเหม่ยหลิงรีบเอ่ยอีกคราหนึ่ง ในใจของนางทราบดีว่านายเหนือหัวของตนมีใจรักฮ่องเต้มากน้อยเพียงใด ตั้งแต่รับใช้พระสนมมาไม่มีวันใดเลยที่พระนางจะไม่คิดถึงฝ่าบาท ทุกอย่างทำให้นางกล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่าไม่มีใครรักพระสวามีมากเท่าพระสนมของนางอน่างแน่นอน “เหม่ยหลิง เจ้าคิดว่าการกระทำของข้า มันร้ายแรงมากมายขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร” “บ่าวไม่ทราบว่ามันร้ายแรงเพียงใด ทว่ากลับทราบถึงความในใจของพระสนมที่ทรงกระทำไปในวันนั้น นั้นคือความรักที่ภรรยาผู้หนึ่งมีให้กับสามีของตนเพคะ” ยิ่งได้ฟังคำตอบของเหม่ยหลิง หรูเยว่ก็พลันน้ำตาไหล ความรักที่ภรรยาผู้หนึ่งมีให้กับสามีของตนเอง แล้วสามีในยามนี้เล่ามีแม้เพียงเศษเสี้ยวดวงใจให้กับภรรยาเช่นนางหรือไม่ “เหม่ยหลิง หากเจ้าเป็นข้าในวันนั้น จะยอมรับบัญชาของฝ่าบาทหรือไม่” “บ่าวจะไม่ยอมรับเด็ดขาดเพคะ ใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าแม่นางอี้ผู้นี้ เป็นสตรีร้ายกาดเพียงใด ที่พระสนมทำลงไปก็เพื่อปกป้องฝ่าบาท” “แล้วเจ้าเห็นท่าทีของฝ่าบาทในยามนั้นหรือไม่ พระเนตรของฝ่าบาทมิได้หันมองมาทางข้าเลยแม้แต่น้อย สายพระเนตรทั้งหมดถูกแม่นางผู้นั้นสะกดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” หรูเยว่ยกมือขึ้นมากุมหน้าอกของตนที่จู่ ๆ ก็พลันรู้สึกเจ็บแปล๊บ ในยามที่ฝ่าบาทยังทรงเป็นรัชทายาทอยู่นั้นช่างเป็นวันคืนอันแสนหวานสำหรับนางเสียเหลือเกิน “พระสนม… บ่าว…อ๊ะ ! ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” ทันทีที่สิ้นเสียงเหม่ยหลิง หรูเยว่มองตรงไปยังบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาที่ไร้ความรู้สึก นางไม่อยากเจ็บปวดไปมากกว่านี้แล้ว บุรุษในอาภรณ์สีเหลืองทองลายมังกรเดินเข้ามาใกล้นางเรื่อย ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะถอยหลับหลีกหนีเขาไปอย่างเชื่องช้า “จะหลีกหนีไปไย” “หม่อมฉันจะหลีกหนีผู้ใดก็ย่อมสามารถทำได้ดั่งใจของตนเพคะ” หญิงสาวพูดก่อนที่จะหันตัวหนี ทว่าฮ่องเต้กลับคว้าแขนนางเอาไว้ได้ เขาลากนางเข้ามาเผชิญหน้ากับเขาจนลมหายใจเข้าออกของทั้งสองประสานกันเป็นหนึ่ง “คิดว่าเราจะปล่อยให้เจ้าสุขสบายอยู่ในนี้หรืออย่างไร” “ทรงคิดว่าในที่แห่งนี้มีความสุขสบายงั้นหรือเพคะ” “ความรักของเจ้าที่เคยมีให้เรา คงหมดลงไปแล้วจริงๆ” “ความรักของหม่อมฉันจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นได้ใช้หัวใจมองมายังหัวใจของหม่อมฉันหรืออย่าง ในยามนี้หม่อมฉันไม่ได้ต้องการสิ่งใดแล้วเพคะ อาจจะทรงเข้าพระทัยถูกแล้วก็เป็นได้ ความรักของหม่อมฉันคงจะหมดลงแล้วจริงๆ” “หรูเยว่ เจ้านี่มันนางมารร้ายสมคำล่ำลือเสียจริง” เขาผลักร่างบางอรชรออกไปตรงหน้า ทำให้ร่างของหรูเยว่ล้มลงกระแทกกับเสาหินบนพื้นหิมะสีขาว หญิงสาวยกมือขึ้นมาจับท้องที่เจ็บจี๊ดขึ้นมาก่อนที่โลหิตของนางจะไหลทะลักออกมาเปรอะอาภรณ์แพรไหมของนางจนกลายเป็นสีโลหิต ดวงตาของตี้หย่งไป๋เบิกกว้างด้วยความตกใจเล็กน้อย นางมีครรภ์อ่อนงั้นหรือ ? “พระสนมเพคะ” เหม่ยหลิงรีบเข้ามาประคองหรูเยว่เอาไว้ก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบเดินเข้ามามองตรงหน้าของนางโดยไร้ทีท่าที่จะเข้ามาประคองนาง ดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวของเขาหรี่ตาลงมามองที่ร่างของหรูเยว่ “เจ้ามีครรภ์อ่อนงั้นหรือ ? ไยจึงไม่แจ้งหมอหลวง” เขาพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ มิใช่เป็นห่วงนางทว่ากลับเสียดายโอกาสที่จะได้บุตรชายเพิ่มเท่านั้น “หม่อมฉันมีครรภ์หรือไม่ ไยฝ่าบาทต้องสนพระทัยด้วย หรือเป็นเพราะเสียดายที่ต้องเสียเลือดเนื้อเชื้อขัยในท้องของหม่อมฉันไป” นางพูดพลางหรี่ตามองสวามีของตน เขาไม่ได้สนใจนางทว่ากลับสนใจทารกในท้องของนางเสียมากกว่า “หรูเยว่…” “ปล่อยให้หม่อมฉันตายตามโอรสของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ อย่าได้ยืดความทุกข์ทรมานนี้ไปอีกเลย” หรูเยว่พูดพลางกำมือของเหม่ยหลิงแน่น นางอยากหลุดพ้นจากการจองจำ ทั้งร่างกายและจิตใจ “พระสนม ไม่นะเพคะ ฝ่าบาทได้โปรดทรงให้คนรีบไปตามหมอหลวงเถิดเพคะ” เหม่ยหลิงร่ำไห้ออกมาพลางวิงวอนขอความเมตตาจากบุรุษตรงหน้า “หากเป็นความปรารถนาของเจ้า เราก็จะสนองให้เจ้าเป็นคราสุดท้าย” ตี้หย่งไป๋ค่อย ๆ ถอยหลังออกจากโฉมสะคราญอย่างช้า ๆ นางไม่แม้นแต่จะร่ำร้องขอชีวิตทว่ากลับต้องการหนีเขาด้วยการตาย เขาก็จะตามใจนาง “ไม่นะเพคะ อึก ฝ่าบาท! พระสนมจะทนไม่ไหวแล้วนะเพคะ” ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะจากไป เหม่ยหลิงกลับคว้าชายกระโปรงของเขาเอาไว้ด้วยความอาจหาญ ในยามนี้นางมิได้เกรงกลัวความตายเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับเกรงกลัวคนที่นางรักปานชีวิตจากไปเสียมากกว่า “เราปล่อยมือจากนางเพราะการกระทำของนางเอง ในยามนี้เป็นความผิดของนางที่ทำให้โอรสของเราจะต้องมาสิ้นอายุขัยตั้งแต่ในครรภ์ นางตั้งใจปกปิดการตั้งครรภ์นี้ คิดว่าเราจะให้อภัยนางได้อย่างไร อีกอย่างความตายนี้เจ้าเองก็ได้ยิน นางเป็นคนร้องขอเอง” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางร้องขอความตายเอง และการแท้งบุตรของนางหาใช่ความผิดของเขาไม่ เป็นเพราะนางปกปิดการตั้งครรภ์เอง ในยามนี้นางคงเสียสติไปแล้วอย่างแน่นอน ต่อให้เขาเป็นเง็กเซียนก็มิอาจจะช่วยสตรีผู้มีอาการป่วยทางใจเช่นนางได้หรอก “ฝ่าบาท! พระสนมทำทุกอย่างลงไปก็เพื่อตัวองค์เอง พระสนมรักฝ่าบาทมากล้นจนมิคิดถึงชีวิตของพระนางเอง แล้วไยในยามนี้ฝ่าบาทกลับใจจืดใจดำเช่นนี้ หรือตลอดเวลาที่ผ่านมามิเคยรักพระสนมเลย” เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่เงื้อขึ้นเหนือศีรษะของบ่าวผู้ใจกล้าก่อนที่จะลงทัณฑ์นางอย่างไร้ปราณี เหม่ยหลิงถูกตบจนโลหิตไหลอาบแก้ม หลังจากนั้นบุรุษผู้สวมรองเท้าหนังก็เอาแต่กระหน่ำเตะนางกำนัลตัวน้อยอย่างไร้ปราณี หรูเยว่รีบคลานเข้าไปหวังจะห้ามมิให้เหม่ยหลิงจะต้องจบชีวิตลงเพราะสวามีของนาง “เหม่ย… หลิง” เสียงอันเบาดังขึ้นท่ามกลางหิมะที่อาบไปด้วยโลหิต หญิงสาวใช้แขนอันอ่อนแรงลากร่างของตนเองไปตามทางที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาว ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตา นางมิอาจจะเห็นคนที่รักนางจะต้องจากไปเพราะตัวนางอีก หรูเยว่กำชายกระโปรงของฮ่องเต้หนุ่มแน่น “พอเถิด ฉี” นางเอ่ยนามต้องห้ามออกมา หมายจะให้เขานึกถึงอดีตอันแสนหวาน ทว่าชายหนุ่มกลับมองมันเป็นเพียงอดีตที่แสนไร้ค่า “นามฉี ในยามนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกเราด้วยอักษรตัวนี้อีกแล้ว จงพิจารณาความผิดของตนเสีย หากสำนึกได้แล้วก็จงเร่งขอขมาผู้ที่เจ้าทำร้ายเสีย ในยามนั้นเราอาจจะยอมให้เจ้าเอ่ยเรียกเราด้วยนามนี้อีกคราก็เป็นได้” เขาเหยียดหยามนางทุกถ้อยคำเกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาของนาง หรูเยว่กำมือแน่น เงยหน้ามองเขา นางเม้มปากแน่น นี่น่ะหรือ ชายที่นางรักมากกว่าชีวิตของตนเอง “หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ไยจึงต้องโร่ขอขมาผู้ที่ต่ำศักดิ์กว่าด้วยเล่าเพคะ” “ไม่ได้ทำผิด? เอ่ยออกมาได้หน้าตาเฉย เจ้าทำร้ายสนมนางอื่นหวังอำนาจ ทุกวันนี้ที่ได้เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยก็เพราะเราหลงมัวเมาในกายของเจ้าจนเลอะเลือนไปหมด ให้เจ้าได้ครองตราหงส์ก็ยิ่งทำให้เจ้าคะนองใจไปใหญ่ ดูสิ่งที่เจ้ากระทำสิ หรูเยว่” “ทุกอย่างที่หม่อมฉันทำลงไปก็เพื่อลูกและสวามีของหม่อมฉัน” นางพูดก่อนที่ชายหนุ่มจะกระชากกระโปรงอย่างแรงจนร่างของนางล้มนอนลงบนพื้นหิมะหนาว “เพื่อตัวเจ้าเองน่ะสิ!” ชายหนุ่มตะหวาดก่อนที่จะใช้เท้าเหยียบมือเรียวบางของหรูเยว่อย่างแรงจนนางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “เสด็จแม่!” องค์ชายเก้าในวัยสิบปีรีบวิ่งเข้ามาด้านในก่อนที่จะเข้ามาประคองหรูเยว่ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แววตาของตี้เหวินหลี่มองบิดาด้วยความคับข้องใจ เพียงเพราะสตรีนางเดียวกลับทำให้พระบิดาทำร้ายพระมารดาขนาดนี้เลยงั้นหรือ “เหวินหลี่ ออกไปเสีย ที่นี่หาใช่ที่ที่เจ้าควรมาไม่” ตี้หย่งไป๋เอ่ยขึ้นมาก่อนที่เด็กน้อยจะส่ายหน้า เขาไม่อยากจากพระมารดาไปเสียแม้แต่น้อย ยิ่งได้เห็นการกระทำทั้งหมดที่พระบิดาทำร้ายพระมารดาแล้วก็ยิ่งทำให้เขามิอาจจะวางใจ เขาเป็นบุรุษแท้ๆ กลับมิอาจจะปกป้องพระมารดาได้ แล้วในภายภาคหน้าจะยืนในฐานะของผู้ปกครอง ครองใจชาวประชาได้อย่างไร “เหวินหลี่… ไปเสีย อย่าให้ฝ่าบาทกริ้วเจ้า” หรูเยว่ยื่นมือที่เปรอะโลหิตไปแตะที่แก้มของโอรสสุดดวงใจของตน ในบรรดาโอรสและธิดาของนางสี่คนเหวินหลี่มักจะไม่เคยทำให้นางเหงา เพราะเหวินหยางต้องประจำการยังแดนไกล ทำให้นางร้อนใจยิ่งนัก ส่วนฝาแฝดเหวินหลันและเหวินเฟยนั้นก็ยังเด็กนัก มีเพียงเหวินหลี่เท่านั้นที่คอยคุยกับนาง ปลอบประโลมนาง “ลูกเป็นรัชทายาท ทว่าในวันนี้กลับมิอาจปกป้องเสด็จแม่ได้ ภายภาคหน้าจะปกป้องคนในใต้หล้าได้อย่างไร” หรูเยว่ยิ้มพร้อมกับน้ำตา ดวงตาของนางเริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ สติของนางเริ่มเลือนลาง “เจ้าเป็นเด็กดี เหวินหลี่”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD