"ดีขึ้นบ้างมั้ยครับ" มินซองพยักหน้าเบาๆพร้อมกับมองมาที่ผม ผมคลายมือออกเมื่อเห็นว่าเค้าหายใจเป็นปกติแล้ว ผมรู้สึกได้ว่าตอนนี้ในห้องเริ่มเย็นลงแล้ว น่าจะเพราะอุณหภูมิของฟีโรโมนเบาลง ถึงผมจะเปิดแอร์ไว้ แต่เพราะตอนนี้ไฟดับเลยไม่มีความหมาย
"งั้นก็ดีแล้วครับ" ผมยิ้มให้มินซองในความมืด ขณะที่ผมยังคงโน้มตัวคล่อมเค้าไว้อยู่ ผมรู้สึกดีใจ ที่สามารถช่วยเค้าได้ แค่นี้ก็เกินพอแล้ว
"ขอจูบ…อีกรอบ....ได้มั้ย" มินซองพูด พร้อมส่งสายตาเหมือนกำลังอ้อนวอนมาที่ผม ผมเองก็เหมือนโดนตรึงไว้ ไม่อาจปฏิเสธได้เลย
มันทำให้ผมต้องโน้มตัวลงไปประกบริมฝีปากน้อยๆนั้นอีกครั้ง เราสองคนจูบกันแบบนี้ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่ผมกลับมีความสุขมาก ไม่ว่ามินซองจะขออะไรผม ผมจะทำให้ทุกอย่าง ขอแค่บอกผมก็พอ...
เช้าวันต่อมา
[คิมมินซอง]
ฉันนอนอยู่บนที่นอน เช้านี้เป็นเช้าที่ตื่นมาแล้วรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ฉันจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้ทั้งหมด ถึงจะมีความรู้สึกอายบ้างก็เถอะ ไม่รู้ว่าฉันหลับไปตอนไหน ภาพสุดท้ายคือฉันกำลังจูบกับแชจิน เป็นการจูบที่เหมือนฝันไป ความฝันที่ยาวนาน พอตื่นขึ้นทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ ที่ฉันยอมจูบกับเค้าเพราะถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่างตอนที่ยังพอมีสติดีมันอาจจะไม่ได้จบแค่จูบเท่านั้น ฉันต้องคุมสถานะการณ์ให้ได้ แชจินเองก็คงคิดว่านี่คือการช่วยให้ฉันผ่อนคลายเท่านั้น เค้าคงไม่ทำอะไรล้ำเส้นมากไปกว่านี้แน่ เพราะฉันเชื่อใจแชจิน….
ณ.ถนนสตรีทแห่งหนึ่ง
วันนี้เป็นวันที่ทางชมรมออกมาทำกิจกรรม ฉันว่าจะไม่มาแล้ว แต่จีโฮก็ขอร้องไว้ วันนี้มากันเกือบทั้งชมรม ขาดแค่แทซัน เห็นว่าติดธุระทางบ้านนิดหน่อย
จีโน่จับฉลากหัวข้อของวันนี้ออกมาเป็นถ่ายภาพสตรีท รุ่นพี่ฮยอนอูจึงพามาที่นี่เพราะอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยมากนัก เหมือนว่ารุ่นพี่ฮยอนอูก็ดูยุ่งๆ จึงไม่ได้พาออกนอกจังหวัด
“ดูตรงนู้นสิ มีโชว์วาดภาพด้วย”
"นายอยู่ให้นิ่งๆ หน่อย ยุกยิกเป็นลิงไปได้”
“ตรงนั้น มีขายภาพถ่าย”
“พี่มินซอง พี่ชอบอะไรมั้ย เดี๋ยวผมซื้อให้” รุ่นน้องที่ชื่อฮึนซอง ที่มีผมสีชมพู รูปร่างสูงโปร่งผิวขาว และมีรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ ตามติดฉันเป็นเงาเลย สายตาหวานหยาดเยิ้มนั้นมันอะไร เค้ายังเห็นฉันเป็นอัลฟ่าอยู่ไหมเนี้ย
“นายอยากได้ก็ซื้อเองสิ จะมาถามมินซองทำไม” จีโฮที่ขนาบข้างฉันอีกข้างพูดขึ้น เหมือนฉันมีบอดี้การ์ดเพิ่มยังไงอย่างงั้นเลย
“......” เหนื่อยใจ…
พวกรุ่นพี่พากันเดินอยู่ข้างหน้า ส่วนฮยอนมินก็เอาแต่เดินวางมาด ไม่เห็นถือกล้องมาเหมือนคนอื่นๆเลย ขนาดฉันยังพกกล้องถ่ายรูปมาด้วย
“เอาละ แยกย้ายกันไปถ่ายรูปได้เลยนะ อีก 1 ชั่วโมงเรามาเจอกันที่นี่ แยกย้ายๆๆๆ” รุ่นพี่อีฮุนพูดขึ้นก่อนจะเดินเข้าคาเฟ่ไป พร้อมกับรุ่นพี่ฮยอนอู
“พี่มินซองเราไปทางนู้นกันดีมั้ย” อึนซอง ชี้ไปทางขวา
“มินซองเราไปทางนั้นกันดีกว่า” จีโฮ ชี้ไปทางซ้าย
หึ ทำไมฉันต้องไปกับพวกนายด้วย แค่เดินมาด้วยกันแค่นี้ ฉันยังปวดหัวขนาดนี้เลย
“ฉันจะไปกับฮยอนมิน….” ฉันพูดพร้อมกับหันไปหาฮยอนมิน เค้าเองก็คงได้ยินที่ฉันพูด ถึงกับทำหน้าตกใจออกมา
“ใช่! เราสองคนพี่น้องจะไปลำลึกความหลังกันหน่อยน่ะ” ฮยอนมินเดินมาคล้องคอฉันแล้วพูด ก็ยังมีเรื่องที่อยากคุยกันอยู่นั่นแหละแต่ยังหาโอกาศไม่ได้เลย
“ให้ผมไปด้วยไม่ได้หรอ” อึนซองทำสายตาอ้อนวอนให้ฮยอนมิน
“ลองขอกำปั้นฉันดูสิ อาจจะได้นะ” ฮยอนมินชูกำปั้นขึ้น อึนซองถึงกับหน้าเหย่
“อึนซองงั้นนายมากับฉันก็ได้” จีโฮรู้สถานการณ์ จึงรีบคล้องคออึนซองออกไป ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันกับฮยอนมิน
“ไปกันเถอะ” ฮยอนมินพูดแล้วเดินนำไป
“ทำไมนายไม่เอากล้องมา?”
“ทำไมฉันต้องเอากล้องมา?” หมอนี่!! แทนที่จะตอบคำถามกลับมาย้อนถามซะงั้น
“คิดว่าฉันไม่ได้พูดละกัน”
“นายไม่ได้อยากจะถามเรื่องนี้หรอกมั้ง เข้าเรื่องมาเลยดีกว่า” ฮยอนมินแลตามามองฉันเล็กน้อย
“ทำไมนานมาอยู่ที่นี่ เป็นหัวหน้าหน่วยที่ 5 ไม่ดีรึไง”
“ถ้ามันดีจริง ฉันคงไม่หนีมาอยู่ที่นี่หรอก….นายเองก็ด้วยไม่ใช่หรอ”
“สำหรับฉันที่นั้นมันขุมนรก ฉันรอวันที่จะได้ออกมาตลอด”
“นายน้อยที่มีพร้อมทุกอย่างแบบนายน่ะหรอ ถ้าบอกว่าที่นั่นเป็นสวรรค์ของนายฉันยังเชื่อมากกว่า” ก็ไม่แปลกที่ฮยอนมินจะคิดว่าที่นั้นเป็นที่ของฉัน เพราะในสายตาคนอื่นๆ พ่อฉันแสดงออกว่ารักฉันมาก ภูมิใจในตัวฉันมาก ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย
“นายรู้แค่นี่นายเห็นแค่นั้น….” เสียงฉันอ่อนลงเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ผ่านมา ฮยอนมินมีสีหน้าตกใจนิดหน่อย
“ไม่คิดเลยว่าวันนี้เราสองคนจะได้มาคุยกันดีๆ แบบนี้ได้ ฉันพึ่งรู้ว่านายอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว ฝีมือคงฝืดแล้วละสิ “ฮยอนมินหันมาส่งสายตาชวนตีก่อนจะยิ้มให้ฉัน
“ฉันไม่เล่นกับนายหรอกนะ” ฉันไม่สนใจแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ
“เสียดายจัง ฉันเองก็ไม่ได้ฝึกฝีมือมานานแล้วด้วยสิ รู้สึกมันอืดไปหมด….” จู่ๆ ฮยอนมินออกหมัดมาที่หน้าฉัน ฉันเอี้ยวตัวหลบทัน แล้วหมุนตัวใช้เท้าฟาดไปทางฮยอนมินแต่เค้าก็หลบได้ เค้ากวาดเท้ามาที่พื้น หวังให้ฉันล้มลง แต่ฉันกระโดนหลบ ระหว่างนั้นฉันหันไปล๊อกคอเค้าขณะที่เค้ากำลังจะหันกลับมาชกฉันอีกรอบ
“นายแพ้แล้ว” ฉันปล่อยฮยอนมินออก เค้าก็ยืดตัวขึ้น
แปะ! แปะ! แปะ!
นี่มันอะไรกัน จู่ๆ ผู้คนมากมายในที่นี้ก็ตรบมือให้พวกเรา หรือเค้าเข้าใจว่าพวกเรากำลังโชว์อยู่งั้นหรอ พวกเค้ามีทั้งวันรุ่นและเด็ก น่าสนุกดีจัง ฉันหันไปทางฮยอนมินเค้าก็ทำหน้าตกใจไม่ต่างจากฉัน
ฉันจับมือฮยอนมินยกขึ้นแล้วโค้งลง ทำเหมือนเวลาที่การแสดงจบลงเป็นการขอบคุณผู้ชมล่ะมั้ง ฉันยิ้มออกไปโดยไม่รู้ตัว นี่สินะที่เรียกว่าสีสันของชีวิต
[จองฮยอนมิน]
ตึกตัก! ตึกตึก!!
รอยยิ้มที่ดูมีความสุขของมินซองทำให้ผมหยุดมองเค้าไม่ได้เลย เหมือนมันดึงผมลงสู่เหวที่ไร้สิ้นสุด ไม่เคยเห็นมินซองยิ้มแบบนี้มาก่อน แถมเค้ายังจับมือผม ผมก็ทำตามที่เค้าทำ โดยไม่ได้ขัดขืนอะไร เหมือนกับว่าผมโดนดึงดูดให้ทำแบบนั้น ถึงแม้ตอนแรกจะรู้สึกเสียหน้าที่แพ้ แค่ตอนนี้กลับรู้สึกพอใจ ถึงแพ้ก็ไม่เป็นไรเลย
“ฮยอนมิน มีอะไรติดหน้าฉันหรือไง” มินซองทักขึ้น ทำให้ผมได้สติ
“เล่นอะเป็นเด็กไปได้” ผมชักมือกลับ แล้วหันหน้าไปทางอื่น ทำไมรู้สึกเขิลหมอนี่ขึ้นมาล่ะเนี้ย
“ก็นายเริ่มก่อนเองนะ เล่นเป็นเด็กไปได้” ท่าทางมินซองดูเป็นธรรมชาติกว่าตอนอยู่ที่แก๊งค์มาก
“น่าอายชะมัด….” ผมบ่นพึมพำคนเดียว ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่กลับรู้สึกดี ไอ้อาการบ้าๆ ที่ทำให้ผมต้องหนีมาอยู่ที่นี่ มันได้กลับมาอีกแล้ว
“ฉันเห็นตรงนู้นมีแสดงโชว์การต่อสู้ เราไปดูกันเถอะ” มินซองพูดจบก็เดินนำทางไป ทำไมผมต้องมาคอยเดินตามหมอนี่ด้วย เมื่อก่อนเป็นเพราะเราเป็นหัวหน้าหน่วย จึงให้ความเคารพมินซอง แต่พอเราได้ทำงานร่วมกันผมก็มีอาการแปลกๆ กับหมอนี่ เวลามองหมอนี่อยู่ๆ ใจมันก็เต้นเร็ว ความรู้สึกเหมือนผมกำลังตกหลุมรัก แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง มินซองก็เป็นอัลฟ่าระดับ S เหมือนกับผม เลยทำให้ผมต้องหลบมาอยู่ที่นี่ แต่ก็ยังจะมาเจอกันอีกจนได้
“นายต้องย่อเข่าลงแล้วเสยกล้องขึ้นหน่อย” ผมเห็นมินซองยืนตัวแข็งทื่อถ่ายภาพคนที่กำลังแสดงอยู่มันขัดใจผมจริงๆ
“บ่นอะไรของนาย อยากถ่ายก็เอากล้องมาถ่ายเองสิ” หมอนี่ยังปากแซ่บเหมือนเดิมเลย ผมเดินเข้าไปข้างหลังมินซองแล้วใช้เข่ากระทุ้งข้อพับเข่าของมินซองให้ย่อลงก่อนจะช่วยหมอนี่จับกล้องจากทางด้านหลัง
“อะไรของนายเนี้ย!” มินซองดิ้นยุกยิกภายในอ้อมแขนของผม
“ดูที่กล้องเซ่! เห็นมั้ย ถ่ายภาพให้เป็นศิลปะ ไม่ใช่ถ่ายเป็นงาน” มินซองมองไปที่กล้องตามที่ผมบอก แล้วเค้าก็สงบลง
ทำไมกลิ่นฟีโรโมนชองหมอนี่ ถึงได้มีแรงดึงดูดได้ล่ะ เพราะตอนนี้ผมกำลังยืนตัวติดกับมินซอง ถึงรับรู้ได้ ถ้าอยู่ห่างไปซักหน่อย ก็จะเหมือนฟีโรโมนของอัลฟ่าไม่มีผิด นี่มัน….ฟีโรโมนของโอเมก้าไม่ใช่หรอ!!!!!
“นายจะปล่อยฉันได้รึยัง” มินซองใช้ศอกกระทุ้งที่หน้าท้องของผม
“ทำไมนาย…มีฟีโรโมนดึงดูดเหมือนของโอเมก้า” มินซองสะดุ้งตัว
ผลั่ก!! ฟุ๊บ!!
มินซองพลักตัวผมออกจนผมล้มลงกับพื้น ท่าทางที่เค้าแสดงออกมา หมายความว่าผมเดาถูกสินะ เค้าไม่พูดอะไร แล้ววิ่งหนีไป ฉันรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามมินซอง ขืนปล่อยให้วิ่งเพ่นพ่านแบบนี้ เดียวก็ได้พลาดท่าโดนฮยอกิลจับได้แน่ ก่อนหน้านี้ที่สืบเรื่องมินซองก็เลยทำให้รู้ว่าคนของฮยอกิลจับตาดูมินซองอยู่ ถ้ามีโอกาศหมอนั่นไม่ปล่อยมินซองแน่
ผมวิ่งตามมาจนถึงซอยเล็กๆ ข้างตึก มินซองวิ่งเร็วมาก ถึงผมจะตัวใหญ่กว่าขายาวกว่าก็ยังวิ่งตามแทบไม่ทัน ผมใช้จังหวะที่มินซองหลบสิ่งของที่ขวางทางคว้าแขนมินซองไว้ เค้ากลับหันมาจะชกผมดีที่ผมหลบทัน ผมจึงเหวียงแขนมินซองข้างที่จับได้บิดมาไว้ข้างหลังเค้าแล้วกดมินซองติดกำแพง
“ปล่อยฉันนะ!!”
“ปล่อยนาย นายก็ซัดฉันสิ ฉันไม่ได้โง่ซะหน่อย”
“นายจะเอายังไง!!”
“นายปิดบังมานานขนาดนี้ได้ยังไง” ผมรู้สึกโมโห เพราะผมเอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นบ้าที่ไปชอบอัลฟ่า จนผมต้องไปพบจิตแพทย์ แต่พอมารู้ความจริงว่ามินซองเป็นโอเมก้า กลับรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
“พูดเรื่องอะไร ไม่เห็นเข้าใจเลย…” มินซองทำท่าเฉไฉ ทั้งๆที่โดนผมจับได้ขนาดนี้แล้ว
“ถ้าไม่ใช่ความจริง แล้วนายจะวิ่งหนีทำไมล่ะ” มินซองที่ดิ้นอยู่ก็นิ่งไป คงเพราะตกใจจนขาดสติสินะ วันนี้เค้าดูไม่ระวังตัวอะไรเลย ใช้ชีวิตธรรมดาจนชิน เลยลืมว่าตัวเองมีเรื่องสำคัญต้องปิดหรือไง
“ฉัน….” ผมรู้สึกได้ว่ามินซองกำลังกลัว เค้ากลัวอะไรผมกันแน่
“นายเป็นอะไรไป…” จู่ๆ มินซองก็เริ่มตัวสั่น รึว่า..กำลังร้องไห้!!!!
ผมตกใจมาก ไม่คิดว่ามินซองจะเป็นแบบนี้ต่อหน้าผม ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ผมค่อยๆ ปล่อยมือออกจากแขนของมินซอง แล้วจับไหล่เค้าให้หันมา ผมนึกว่าเค้าจะขัดขืนซะอีก มินซองไม่พูดอะไร เค้าก้มหน้าลงผมมองไม่เห็นดวงตาของเค้า แต่มีน้ำตาไหลลงมาที่คางไม่ขาดสาย
“นี่นาย…กำลังกลัวฉันหรอ..” มินซองพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตากำลังเออนองมองมาที่ผม
“ถ้านายจะจับฉันไปให้ฮยอกิล นายฆ่าฉันตายตรงนี้เถอะ”
“ทำไมถึงคิดว่าฉันจะส่งตัวนายให้ฮยอกิลล่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย ผมกับฮยอกิลเดิมก็ไม่เคยยุ้งเกี่ยวกันอยู่แล้วมินซองก็รู้ดี
“นายเป็นหัวหน้าหน่วยที่ 5 ฟังคำสั่งหมอนั่นไม่ใช่หรอ นายจะขัดคำสั่งหมอนั่นหรือไง”
“นายก็รู้ว่าฉันหนีงานมา จะไปรับคำสั่งตอนไหนกัน” จริงสิ ถ้าฮยอกิลรู้ว่ามินซองเป็นโอเมก้า จะต้องจับตัวมินซองไปครอบครองแน่ เพราะฐานะของมินซองสามารถทำให้เค้าอยู่ในตำแหน่งได้อย่างมั่นคง