แฟนของหนูกลายเป็นหมา
ตอน สุนัขปริศนากับแววตาที่คุ้นเคย
ฉันชื่อ "มินตรา" หรือใครๆ ก็เรียกว่า "มิน" หญิงสาววัย 27 ปี ที่เพิ่งจะผ่านพ้นมรสุมชีวิตลูกใหญ่มาได้ไม่นาน
เมื่อสองปีก่อน โลกทั้งใบของฉันเคยพังทลายลงเมื่อ "เวหา" แฟนหนุ่มที่คบหากันมาตั้งแต่มัธยมปลายรวมระยะเวลาเกือบ 9 ปี ต้องจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุรถชนในคืนวันฝนตก วันนั้นฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด สภาพจิตใจย่ำแย่จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เกือบจะเสียงานเสียการถ้าไม่ได้ "พี่บิ๊ก" รุ่นพี่ที่ทำงานเข้ามาช่วยฉุดดึงฉันขึ้นมาจากหลุมดำแห่งความเศร้า
พี่บิ๊กเป็นผู้ชายที่อบอุ่น ใจเย็น และเป็นผู้ใหญ่ เขาคอยดูแล เทคแคร์ และอยู่ข้างๆ ฉันในวันที่ฉันอ่อนแอที่สุด ความดีและความเสมอต้นเสมอปลายของเขาค่อยๆ ทลายกำแพงในใจฉัน จนในที่สุดฉันก็ยอมเปิดใจรับรักเขา เราตกลงเป็นแฟนกัน และความสัมพันธ์ก็พัฒนาไปอย่างราบรื่น
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เรากู้ซื้อบ้านเดี่ยวสองชั้นชานเมืองร่วมกัน เพื่อสร้างครอบครัวเล็กๆ ของเรา และเมื่อเดือนที่แล้ว... งานแต่งงานที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นก็เพิ่งจะผ่านพ้นไป
ทั้งที่ชีวิตนี้ฉันไม่คิดว่าจะรักใครได้อีกนอกจากเวหา แต่ตอนนี้ฉันกลายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพี่บิ๊กไปเสียแล้ว
ชีวิตของฉันดูเหมือนจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยและมีความสุขอีกครั้งจนได้
แต่ทว่า... มีสิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจฉันอยู่เงียบๆ มาสักพักแล้ว
...
"โฮ่ง!"
เสียงเห่าทักทายเบาๆ ไม่ดุดัน ดังขึ้นที่หน้ารั้วบ้านขณะที่ฉันกำลังไขกุญแจประตูรั้วเพื่อเตรียมจะปั่นจักรยานออกไปจ่ายตลาดตอนเช้า
ฉันหันไปมองเจ้าของเสียง... มันคือ สุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ ตัวโตเต็มวัย ขนสีเทาขาวฟูฟ่อง นัยน์ตาสีฟ้าครามสวยงามราวกับลูกแก้ว แต่มันดูมอมแมมเล็กน้อยเหมือนหมาที่ไม่มีเจ้าของ หรือไม่ก็หลงทางมา
"มาอีกแล้วเหรอเจ้าตัวยุ่ง?" ฉันยิ้มบางๆ ให้มัน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเจอมัน... หมาตัวนี้เริ่มมาป้วนเปี้ยนให้ฉันเห็นตั้งแต่ตอนที่ฉันกับพี่บิ๊กย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ๆ
ตอนแรกมันแค่นั่งมองฉันอยู่ไกลๆ ที่สวนสาธารณะหมู่บ้านเวลาฉันไปวิ่งออกกำลังกาย
ต่อมามันก็เริ่มมายืนเฝ้าหน้าบ้าน นั่งนิ่งๆ มองเข้าไปในตัวบ้านด้วยสายตาละห้อย
และระยะหลังมานี้... มันเริ่ม วิ่งตาม
ฉันปั่นจักรยานออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังตลาดสดที่อยู่ห่างไปประมาณกิโลกว่าๆ เจ้าไซบีเรียนตัวนั้นก็ออกวิ่งเหยาะๆ ตามมาขนาบข้างจักรยาน มันไม่วิ่งตัดหน้า ไม่เห่าไล่รถคันอื่น มันแค่วิ่งไปพร้อมกับฉัน รักษาระยะห่างพอดีๆ เหมือนบอดี้การ์ดสี่ขา
"ไม่เหนื่อยหรือไงฮึ?" ฉันชะลอรถแล้วหันไปถามมัน
เจ้าหมาหยุดวิ่ง นั่งลงบนพื้นถนน ลิ้นห้อยแฮ่กๆ หางฟูๆ ของมันกระดิกไปมาเบาๆ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดใจที่สุดคือ สายตา
ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันอย่างมีความหมาย... มันไม่ใช่สายตาของสัตว์ที่มองหาของกิน แต่มันเป็นสายตาที่ เว้าวอน โหยหา และลึกซึ้ง จนฉันขนลุก มันทำให้ฉันนึกถึงแววตาของใครบางคน แต่ฉันจำไม่ได้ว่าใครมีแววตาแบบนี้
"แปลกจัง..." ฉันพึมพำกับตัวเอง
เมื่อกลับมาจากตลาด ฉันเห็นมันยังคงนั่งรออยู่ที่หน้าบ้าน ไม่ยอมไปไหน ฝนเริ่มตั้งเค้าทำท่าจะตกเม็ดลงมา ฉันมองมันด้วยความสงสาร ไซบีเรียนเป็นหมาขี้ร้อนและไม่ชอบความชื้นแฉะ ถ้าปล่อยตากฝนคงน่าเวทนา
ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้าน หาพี่บิ๊กที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่
"พี่บิ๊กคะ... มินขออะไรอย่างนึงได้ไหม?"
"ว่าไงครับที่รัก อยากได้อะไรเอ่ย?" พี่บิ๊กถามเสียงนุ่ม
"หมาตัวนั้น... ตัวที่ชอบตามมินน่ะค่ะ มันยังหน้าบ้านอยู่เลย ฝนก็จะตกแล้ว มินสงสารมัน... เรา... รับเลี้ยงมันได้ไหมคะ?"
พี่บิ๊กทำท่าครุ่นคิดนิดหน่อย เขาไม่ใช่คนรักสัตว์เท่าไหร่ แต่เขาก็เป็นคนใจอ่อนและขัดใจฉันไม่ค่อยได้
"ไซบีเรียนเหรอ? ค่าใช้จ่ายเยอะนะ ค่าแอร์ ค่าอาหาร... แต่ถ้ามินอยากเลี้ยง พี่ก็ไม่ขัดใจครับ เห็นมันตามมินมาหลายวันแล้ว คงถูกชะตากันจริงๆ"
ฉันดีใจมาก รีบวิ่งออกไปหน้าบ้าน เปิดประตูรั้วกว้างออก
"เข้ามาสิ! เข้ามาเร็ว เดี๋ยวฝนตก"
เจ้าไซบีเรียนตัวนั้นลุกขึ้นยืน มันมองหน้าฉัน มองประตูรั้ว แล้วมองเลยเข้าไปในบ้าน... แทนที่มันจะวิ่งดี๊ด๊าเข้ามาเหมือนหมาทั่วไป มันกลับเดินนวยนาดเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย ราวกับว่า มันกำลังกลับบ้านของตัวเอง
ฉันหาผ้ามาเช็ดตัวให้มัน หาข้าวก้นหม้อที่พอมีให้มันกินประทังหิวไปก่อน มันกินอย่างเรียบร้อย ไม่มูมมาม และเมื่อกินเสร็จ มันก็เดินมานั่งเกยคางที่เท้าของฉัน ถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนคนแก่
"ตั้งชื่อให้แกว่าอะไรดีนะ..." ฉันลูบหัวมันเบาๆ ขนนุ่มมือมาก "ตัวขาวๆ ฟูๆ... เอาชื่อ 'ปอบคอร์น' ดีไหม? เพราะดีนะ น่ากินด้วย"
เจ้าหมาเงยหน้าขึ้นมองฉัน แล้วส่งเสียง "บรู๊ววว" เบาๆ ในลำคอ เหมือนจะบอกว่าตกลง
ตั้งแต่วันนั้น ปอบคอร์น ก็กลายมาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านของเรา
สิ่งที่น่าแปลกคือ ปอบคอร์นเป็นไซบีเรียนที่ "หลุดคิวซี" อย่างแรง
ปกติหมาพันธุ์นี้จะขึ้นชื่อเรื่องความติ๊งต๊อง ไฮเปอร์ ชอบหอนเสียงดัง และทำลายล้างข้าวของ แต่ปอบคอร์นกลับตรงกันข้ามทุกอย่าง
มัน ไม่เห่า พร่ำเพรื่อ
มัน ไม่กัด ข้าวของรองเท้า แม้แต่ชิ้นเดียว
มัน ไม่ซน วิ่งพล่าน แต่ชอบนอนมองฉันทำงานบ้านเงียบๆ
และที่สำคัญ... มัน รู้ภาษาคน อย่างเหลือเชื่อ
เวลาฉันบอกให้ "นั่ง" มันก็นั่ง
บอกให้ "ไปหยิบหนังสือพิมพ์" มันก็เดินไปคาบมาวางให้
บอกให้ "เปิดพัดลม" มันก็กระโดดเอาขาหน้าตะปบปุ่มเปิดให้
"แสนรู้จังเลยนะลูกแม่" ฉันกอดคอมันหอมแก้มฟอดใหญ่ ปอบคอร์นจะนิ่ง ยอมให้ฉันกอด และมักจะถือวิสาสะ เอาหน้ามุดเข้ามาไซร้ที่ซอกคอ ของฉัน จมูกเย็นๆ ของมันดมดอมสูดกลิ่นกายฉันอย่างหลงใหล บางทีลิ้นสากๆ ก็แอบเลียที่หลังหูฉันจนจั๊กจี้
"อื้อ... ปอบคอร์น อย่าเลียสิ จั๊กจี้" ฉันหัวเราะคิกคัก ดันหน้ามันออก
แต่สายตาที่มันมองพี่บิ๊ก... สามีของฉัน กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เวลาพี่บิ๊กเข้ามากอดฉัน หรือหอมแก้มฉัน ปอบคอร์นจะเดินเข้ามาแทรกกลางทันที มันจะเอาตัวเบียดพี่บิ๊กออก หรือไม่ก็มองพี่บิ๊กด้วยสายตาขวางๆ
"เจ้าปอบคอร์นนี่มันติดมินจังเลยนะ... สงสัยจะหวงเจ้าของ" พี่บิ๊กพูดขำๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก
คืนหนึ่ง หลังจากที่ฉันกับพี่บิ๊กเข้านอน...
ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกหนักๆ ที่หน้าอก ลืมตาขึ้นมาเห็นเงาตะคุ่มๆ นั่งทับอยู่บนตัว
"เฮ้ย!" ฉันตกใจเกือบกรี๊ด
"โฮ่ง!" (เสียงเบาๆ เชิงปลอบ)
ไฟหัวเตียงถูกเปิดขึ้น... ปอบคอร์นนั่นเอง มันแอบเปิดประตูห้องนอน ซึ่งเป็นลูกบิดก้านโยก เข้ามา แล้วกระโดดขึ้นมานั่งทับบนตัวฉัน
มันจ้องหน้าฉันในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นๆ รินรดใบหน้า
"ปอบคอร์น... ลงไปนะ ดึกแล้ว เข้ามาได้ยังไง" ฉันดุมันเบาๆ
มันยอมลงจากเตียงแต่โดยดี แต่ไม่ยอมออกจากห้อง มันเดินไปนอนหมอบเฝ้าอยู่ที่ปลายเตียง สายตาจับจ้องมาที่ฉันกับพี่บิ๊กที่นอนเคียงข้างกัน...