ปาลิตาเดินมาล้มตัวลงนอน ก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมร่าง
“พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนใช่ไหม” เหมันต์ถาม
“ใช่ค่ะ”
“ต้องออกตอนกี่โมง”
“ปกตินั่งรถประจำทาง ออกตอนตีห้าครึ่งค่ะ”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันไปส่ง”
“พ่อเลี้ยงไม่ต้องลำบากหรอกนะคะ หนูตกลงกับน้าทองสุขไว้แล้วว่าจะให้ไปส่งที่ท่ารถประจำทาง”
“แต่ฉันบอกทองสุขไปแล้วเมื่อหัวค่ำ ว่าฉันจะไปส่งเธอเอง”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น”
“ค่ะ” เพียงเท่านั้นเด็กสาวก็เงียบเสียงไป
ไฟหัวเตียงถูกปิดลงก่อนที่ทั้งสองจะพยายามข่มตานอนอย่างยากลำบาก เนื่องจากความไม่เคยชิน
แต่ทว่าสุดท้ายเหมันต์ก็เข้าห้วงสู่นิทราด้วยเมื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ในขณะที่ปาลิตายังคงนอนไม่หลับสักที
“อุ๊ย!” ร่างบางสะดุ้งเมื่อลำแขนหนาพาดมาโอบรัดรอบเอว
เธอพลิกกายหมายจะหันไปปลุกเขาแต่กลับถูกรวบกอดเข้าแนบชิดยิ่งกว่าเดิม
ดวงตากลมเบิกโพลงมองใบหน้าหล่อเหลาที่ห่างเพียงแค่ปลายลมหายใจผ่านความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ให้ความสว่าง
“พ..พ่อเลี้ยงคะ”
“หืม...” เหมันต์ขานรับทั้งที่ยังคงหลับอยู่ แถมใบหน้าคมยังซุกไซ้ลงมาหาแก้มของเธออีกด้วย
กายบางเกร็งสะท้านนิ่งงันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“พ่อเลี้ยงคะ” เธอเรียกเขาอีกครั้งทว่ากลับไร้การตอบรับ
ขนาดเธอเรียกไปสองครั้งเขายังไม่ตื่นเลย หรือว่าเธอไม่ควรปลุกเขา พ่อเลี้ยงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ถ้าถูกเธอปลุกตอนนี้เพราะเขาเผลอละเมอกอดมาเธอ เขาอาจจะรู้สึกอึดอัดหรือทำใจลำบากมากขึ้นที่จะอยู่กับเธอแบบนี้ต่อไปก็ได้
พอคิดแบบนั้นก็พยายามนอนนิ่งให้เขากอดเธอเอาไว้ ลมหายใจของพ่อเลี้ยงเริ่มสม่ำเสมอเช่นเดิม ปาลิตาจึงได้มีโอกาสลอบสังเกตเครื่องหน้าอีกฝ่ายได้อย่างเต็มตา จมูกโด่งคมกับคิ้วเข้มที่บนดวงตาทำให้ใบหน้าของเขาดูโดดเด่นเป็นพิเศษ แม้ยามหลับใหลก็ยังหล่อมากจนหาที่ติไม่ได้ มือเล็กเผลอยกขึ้นลูบไล้ไปตามใบหน้าคร้ามหนวดเคราจางๆ
ทั้งหล่อทั้งใจดี เขามีบุญคุณกับเธอมากนัก และสักวันเธอจะหาโอกาสทดแทนมันอย่างแน่นอน
เสียงไก่ขันที่ได้ยินเป็นปกติในตอนย่ำรุ่งปลุกชายหนุ่มให้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
เอ๊ะ! ทำไมวันนี้มีกลิ่นหอมแปลกๆ ปลายจมูกซุกลงไปยังสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นหมอนข้างพลางกอดแน่นขึ้น กลิ่นนั้นชัดเจนมากขึ้นทุกทีแต่ทว่าทำไมหมอนข้างของเขาดูแปลกไปกว่าทุกวัน
“เฮ้ย!” ทันทีที่ลืมตาแล้วพบว่าตนกำลังสูดกลิ่มหอมของแก้มสาวทั้งยังกอดก่ายอีกฝ่ายอย่างแนบชิดเหมันต์ก็เหมือนโดนของร้าน
ชายหนุ่มขยับตัวออกจากท่าล่อแหลมนั้นทันที ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเธอไม่ตื่นขึ้นมาเห็นเข้าเสียก่อน
ร่างสูงลงจากเตียงไปอาบน้ำล้างหน้าก่อนจะเดินกลับมาปลุกเด็กสาวที่ยังคงนอนขี้เซาในสายตาของเขา โดยที่ไม่รู้เลยว่าเธอเพิ่งจะได้นอนเมื่อตอนรุ่งสางนี้เอง
“ใบเตย” เขาเรียกเบาๆ ก่อนจะสะกิดแขนเล็กเมื่อเธอยังไม่ตื่น
“ใบเตย ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายนะ”
“เช้าแล้วเหรอคะพ่อเลี้ยง”
“อืม.. ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว”
“ค่ะ” ปาลิตาลุกออกไปอย่างว่าง่าย
เหมันต์มองเธอเดินเข้าห้องน้ำไปพลางส่ายศีรษะกับตัวเองเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม นี่เขามีเมียหรือมีลูกกันแน่วะเนี่ย อารมณ์เหมือนคุณพ่อที่ต้องปลุกลูกแต่เช้าแล้วพาไปส่งที่โรงเรียน....
เวลาผ่านผันจากวันเป็นเดือน ทุกคืนวันเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดซ้ำๆ ราวหนังเรื่องเดิม
พอนอนหลับพ่อเลี้ยงจะเผลอกอดก่ายซุกกายเด็กสาวไม่ต่างจากหมอนข้างและเธอก็ยอมนอนทั้งแบบนั้น พอตื่นเช้ามาเขาก็รีบละออกจากกายอุ่นโดยที่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขาหอมแก้มเธอไปกี่ครั้งกันแล้ว
ไม่นานช่วงเวลาสามเดือนกว่าที่ปาลิตาต้องเข้าไปเรียนในตัวจังหวัดก็หมดลงไป เธอจบชั้นมัธยมด้วยเกรดเฉลี่ยอันดับที่ห้าของโรงเรียน และสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่เธอตั้งใจเอาไว้ติดแล้ว
ที่เหลือคือต้องเตรียมความพร้อมและค่าใช้จ่าย แต่ปาลิตาคิดว่าน่าจะไหว เพราะเธอตั้งใจจะเรียนไปด้วยทำงานหาเงินไปด้วย
เงินที่ได้ในการประกวดก็ยังพอเหลือ และตั้งแต่มาอยู่ที่ไร่แห่งนี้เธอต้องออกจากงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารของเฮียตงก็จริงอยู่ แต่ได้มาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านและแม่ครัวให้กับพ่อเลี้ยงแทน
เธอทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นปัด กวาด เช็ด ถู ซัก ล้าง รวมทั้งทำอาหารให้คนงานในไร่ช่วยยายในวันหยุดด้วย ซึ่งพ่อเลี้ยงก็ให้เงินเดือนจำนวนหนึ่งกับเธอเป็นค่าตอบแทน ส่วนหนี้ที่มีอยู่ยายเป็นคนจ่ายจากค่าแรงของการเป็นแม่ครัวที่พ่อเลี้ยงจ้างเช่นกัน ถือว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเธอกับยายดีขึ้นมาก
ทุกอย่างกำลังไปได้ดีจนกระทั่งวันหนึ่งที่ยายของเธออาการทรุด
คนในไร่ช่วยกันพายายไปโรงพยาบาลและตามมาด้วยข่าวร้ายที่สุดสำหรับเด็กสาว
คุณหมอบอกว่ายายของเธอเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม และต้องรีบผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วนรวมถึงทำคีโมหลังจากฟื้นตัวจากการผ่าตัดแล้ว
เงินที่มีอยู่และตั้งใจเก็บไว้เป็นค่าเทอมตอนเข้ามหาวิทยาลัยรวมกันก็ยังไม่พอกับค่ารักษาเลย ปาลิตาคิดอะไรไม่ออกสักนิด และคงไม่กล้าขอให้พ่อเลี้ยงช่วยเหลือในเรื่องนี้อีก เธอนั่งคิดวนไปเวียนมาจนสุดท้ายก็นึกถึงนามบัตรของท่านนายอำเภอ
ถ้าเพียงแค่เธอยอมไปนอนทอดกายให้อีกฝ่ายเพื่อทำเรื่องอย่างว่าแล้วได้เงินมารักษายาย เธอก็ควรจะต้องทำไม่ใช่หรือ อาการของยายรอไม่ได้แล้ว ตอนนี้ขอแค่ให้ยายมีชีวิตอยู่กับเธอต่อไป ให้ทำอะไรเธอก็ยอมทั้งนั้น
เด็กสาวรีบกลับมาที่ไร่แล้วตรงขึ้นไปยังห้องนอนซึ่งเป็นที่เก็บของสำคัญเพียงไม่กี่ชิ้นของเธอ
ค้นหานามบัตรใบนั้นออกมาพร้อมจ้องมองมันทั้งน้ำตา
“ยายจ๋า ถ้ายายรู้ว่าเตยจะไปขายตัวยายคงไม่ยอมให้เตยทำแบบนี้ แต่ครั้งนี้เตยจำเป็นต้องทำจริงๆ ถ้านายอำเภอให้เงินมากพอที่จะรักษายายได้ก็ไม่มีอะไรที่เตยจะต้องลังเลอีก เพราะหากไม่มียายเตยก็จะไม่เหลือใครในชีวิตอีกแล้ว”
“นี่เธอกำลังคิดจะไปขายตัวให้นายอำเภออยู่อย่างนั้นเหรอ” เหมันต์อยู่ในห้องมาตั้งแต่แรก พอได้ข่าวจากทองสุขว่ายายตาลเข้าโรงพยาบาลก็รีบกลับมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะไปเยี่ยม พอแต่งตัวเสร็จออกมาก็เห็นใบเตยค้นหาของอย่างลุกลี้ลุกลน จนกระทั่งพูดถึงการขายตัวให้กับนายอำเภอ
“พ่อเลี้ยง!”
“ยายตาลเป็นอะไร มีอะไรทำไมไม่บอก” เหมันต์ค่อนข้างรู้สึกไม่พอใจที่เธอเห็นเขาเป็นหัวหลักหัวตอขนาดนี้
ปาลิตาตัดสินใจเล่าอาการของยายและเงินจำนวนมากมายทีเธอต้องหามาเพื่อนำไปเป็นค่ารักษายายให้พ่อเลี้ยงได้เข้าใจ
“ฉันมันไม่ใช่คนที่เธอจะไว้วางใจ หรือขอความช่วยเหลือได้เลยเหรอถึงไม่เห็นหัวกัน อย่างน้อยๆ เธอก็ถือว่าเป็นคนในปกครองของฉัน ทำไมเดือดร้อนแล้วถึงไม่พูดกันตรงๆ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะพ่อเลี้ยง หนูแค่ไม่อยากรบกวนพ่อเลี้ยง เพราะที่ผ่านมาพ่อเลี้ยงก็ช่วยหนูกับยายมามากพอแล้ว ยายเป็นมะเร็งปอดระยะที่สามค่ะ หมอบอกว่าต้องผ่าตัดรักษาและทำคีโมต่อเนื่อง และเงินค่ารักษารวมกันมันต้องใช้เป็นหลักแสน หนูไม่รู้จะไปหามาจากไหน และไม่กล้าขอให้พ่อเลี้ยงจ่ายเงินมากขนาดนั้นให้หนูกับยายด้วย หนูก็เลย...”
“หึ...ไม่กล้าขอฉันแต่กล้าไปขอนายอำเภอ” ยิ่งได้ฟังพ่อเลี้ยงหนุ่มก็ยิ่งขุ่นข้องใจมากขึ้นไปอีก
“หรือว่าเธอชอบนายอำเภออยู่แล้ว เขาก็มีหน้าที่การงานที่ดีแถมหน้าตาดีไม่น้อย”
“เปล่าค่ะ หนูไม่ได้ชอบนายอำเภอนะคะ” ต่อให้นายอำเภอจะยังหนุ่มหรือดูดีเกินคนวัยสี่สิบทั่วไปแต่เธอก็ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นกับเขา
“แล้วทำไมถึงอยากขายให้เขา”
“เพราะนายอำเภอเคยให้คนมาติดต่อหนูเรื่องนี้ และบอกไว้ว่าถ้าหนูเปลี่ยนใจให้โทรหาได้ทันที ซึ่งตอนนี้หนูจำเป็นจริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าขายให้ใครก็ได้ที่สนใจซื้อสินะ”
“หนู...” มันก็คงเป็นแบบนั้น เธอไม่มีอะไรจะเถียงเขา น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเหมือนตัวเองทำเรื่องผิดใหญ่หลวง
“ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนจากนายอำเภอมาเป็นฉัน จะได้ไม่ต้องลำบากถ่อไปถ่อมา ไม่อยากให้ยายรู้ไม่ใช่เหรอ จะเอาเท่าไหร่ล่ะว่ามาสิ”
“พ่อเลี้ยง!”
“ฉันจะให้โอกาสตัดสินใจ ถ้าเลือกขายให้ฉันไปเจอกันที่ห้องทำงาน แต่ถ้าเลือกนายอำเภอฉันก็จะไม่ยุ่งอีก” เขาคงไปเยี่ยมยายตาลไม่ทันแล้วเพราะใบเตยบอกว่าห้องไอซียูเปิดแค่ตอนเที่ยงถึงบ่ายโมง จึงตัดสินใจไปเคลียร์เอกสารการเงินของโรงบ่มไวน์ให้เรียบร้อยแทน
ปัง... ประตูห้องปิดลงอย่างแรงจนเด็กสาวสะดุ้ง
น้ำตาร่วงรินอาบสองแก้มพร้อมเสียงสะอื้น
“ฮือ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย”
หลังจากใช้เวลาต่อว่าและร่ำไห้กับโชคชะตาของตัวเองจนพอใจ ปาลิตาจึงเริ่มกลับมาคิดใคร่ครวญอย่างหนักว่าเธอจะทำยังไงดี
ตอนนี้มีเวลาไม่มากแล้ว คุณหมอต้องการคำตอบภายในสามวันว่าจะให้ทำการรักษาตามที่คุยกันเอาไว้ไหม และแน่นอนว่าเธอต้องพยายามหาเงินจำนวนนั้นไปรักษายายให้ได้
สุดท้ายจึงตัดสินใจเดินไปยังห้องทำงานของพ่อเลี้ยง ยังไงเสีย เธอก็ยังรู้จักมักคุ้นกับเขามากกว่านายอำเภอ และยังรู้อีกว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนดีมีเมตตามากแค่ไหน
ปาลิตาเคาะประตูห้องเพียงครั้งเดียว ก็ได้ยินเสียงคนข้างในตอบรับกลับมา
“เข้ามา”