“แต่แม่หนูขายบ้านให้กับน้าราคาถูกมากเพราะตั้งใจจะซื้อคืน แล้วน้าก็สัญญากับแม่ไว้แล้วด้วย น้าเอาไปขายเก็งกำไรต่อแบบนี้มันไม่ถูก”
ในตอนนั้นที่พ่อของเธอลงทุนกู้เงินมาทำไร่อ้อยแต่ประสบปัญหาน้ำน้อยจนอ้อยตายเกือบหมดทำให้ครอบครัวของเธอติดหนี้ธนาคาร และค่าใช้จ่ายภายในบ้านก็แทบไม่มี แถมเธอยังต้องจ่ายค่าเทอมอีกเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แม่จึงตัดสินใจขายบ้านนี้ในราคาถูกให้ญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และขอเช่าอยู่ที่นี่ต่อไปก่อนจนกว่าจะหาเงินมาซื้อคืนได้
แต่ทว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือนพ่อกับแม่ของเธอกลับถูกรถชนเสียชีวิตทั้งคู่ ทำให้เหลือเพียงเธอกับยายและภาระหนี้สินมากมายที่ต้องรับผิดชอบ
“สมัยนี้ใครๆ ก็ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอดกันทั้งนั้น ฉันคงให้แกกับยายเช่าต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ ฉันต้องใช้เงินเพราะเจ้าหนี้ก็ตามทวงฉันยิกๆ เหมือนกัน”
“แล้วหนูกับยายจะไปอยู่ที่ไหน”
“ได้ยินว่าวันนี้แกประกวดนางนพมาศได้รางวัลตั้งห้าหมื่น ในเมื่อมีเงินแล้วก็คงหาที่ใหม่ได้ไม่ยาก”
“น้าเลยถือโอกาสนี้ไล่หนูกับยายออกอย่างนั้นเหรอ”
“ก็แกค้างค่าเช่าฉันมาสองเดือนแล้ว ทำธุรกิจก็ต้องมีเงินหมุน ฉันไม่ได้ทำการกุศลนี่ถึงจะได้ใจดีให้แกกับยายค้างไปทีละสองสามเดือน”
“น้าก็รู้ว่าสองเดือนก่อนยายต้องไปโรงพยาบาลเพราะอาการข้อเข่าเสื่อมมันกำเริบ ยายทำขนมขายไม่ได้หลายวัน หนูเองก็ต้องไปเฝ้ายายที่โรงพยาบาลเลยไม่ได้ไปเสิร์ฟที่ร้านเฮียตง”
“ชบา แกไม่เห็นแก่หลานก็เห็นแก่คนหัวหงอกอย่างฉันเถอะ ดึกขนาดนี้แล้วยังจะให้ฉันกับหลานไปหาที่เช่าที่ไหนได้ทัน”
“เอาเป็นบ้านเช่าของเพื่อนฉันไหมล่ะยายตาล ยังว่างอยู่นะ”
“นี่แกได้ค่านายหน้ามาจากเพื่อนด้วยใช่ไหม” ยายตาลถามอย่างสงสัยเคลือบแคลง
“ยายรู้ได้ยังไง ฉันได้ไม่มากหรอกจ้ะ แค่สามเปอร์เซ็นต์เอง ค่าเช่าเดือนละสามพัน จ่ายล่วงหน้ารวมกับมัดจำหนึ่งเดือนเป็นหกพันเข้าอยู่ได้เลยนะยาย เงินห้าหมื่นที่ได้มาจ่ายค่าเช่าของฉันสองเดือนก็แค่สี่พัน ของเดือนนี้สิบวันฉันไม่เอาก็ได้ รวมแล้วหนึ่งหมื่นบาทพอดี ขนของไปบ้านเพื่อนฉันเลยก็แล้วกันนะยายนะ เดี๋ยวฉันช่วยขนถือว่าเอาบุญ”
“นังชบา แกมันหน้าเลือดเหลือทนจริงๆ” หญิงชรากล่าวด้วยเสียงสั่นเครืออย่างเจ็บปวดใจ
เหมันต์หลังจากที่นั่งฟังบทสนทนานั้นอยู่ในรถโดยไม่ได้ออกตัวแต่แรกเพราะไม่อยากจะยุ่งเรื่องของชาวบ้าน
ทว่าสุดท้ายก็รู้สึกทนไม่ไหวกับสิ่งที่สองยายหลานกำลังถูกกระทำจนต้องเปิดประตูลงมา
“สวัสดีจ้าพ่อเลี้ยง” ชบารีบยกมือไหว้พ่อเลี้ยงหนุ่มทันทีที่เห็นหน้า
“เอาเปรียบคนอื่นแบบนี้ไม่ดีเลยนะคุณชบา”
“ฉันก็ไม่อยากทำหรอกจ้าพ่อเลี้ยง ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหนี้มาตามทวงเงินทุกวันฉันก็คงให้ยายตาลกับนัง เอ๊ย! หนูใบเตยอยู่ต่อแล้ว แต่นี่ฉันก็เดือดร้อนเหมือนกัน” ชบาเสียงอ่อนเสียหวานทันที
“เอาเถอะ สรุปแล้วจะให้ยายตาลกับใบเตยไปอยู่ที่อื่นใช่ไหม”
“ใช่จ๊ะพ่อเลี้ยง”
ได้ยินแบบนั้นเหมันต์ก็เดินเข้าไปหายายตาลที่ยืนกอดหลานเอาไว้ด้วยสายตาสิ้นหวัง
“ถ้ายายไม่อยากไปเช่าบ้านของเพื่อนคุณชบา ไปอยู่ที่ไร่ของผมก่อนไหม”
“ยายไม่กล้าไปอยู่หรอกจ้าพ่อเลี้ยง”
“ทำไมล่ะยาย”
“ยายเกรงใจพ่อเลี้ยง”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ”
“จะให้ไปอยู่เป็นภาระของพ่อเลี้ยงได้ยังไง หรือที่ไร่พอจะมีอะไรให้คนแก่ๆ ทำได้ไหม ทำงานบ้าน ทำอาหาร หรือทำสวนทำไร่ยายทำได้หมดเลยนะ แล้วถ้าเกิดว่ายายกับหลานสาวหาที่เช่าราคาถูกได้ เราจะขยับขยายไม่รบกวนพ่อเลี้ยงนานหรอกจ้า”
“ถ้าอย่างนั้นยายไปช่วยแม่ครัวผมทำอาหารให้คนในไร่หรือไม่ก็ช่วยทำงานบ้านให้ผมไปก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องขยับขยายค่อยว่ากันทีหลังตอนยายพร้อม”
“ขอบคุณพ่อเลี้ยงมากนะจ๊ะ” หญิงชรายกมือไหว้ผู้อ่อนวัยกว่าอีกครั้งอย่างซึ้งใจ
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องไหว้ผมแล้วยาย” เหมันต์ยกมือขึ้นกอบมือยายตาลไว้ก่อนจะไหว้กลับ
เมื่อตกลงจนได้ข้อสรุปกับยายแล้วชายหนุ่มก็หันไปพูดกับหญิงวัยกลางคนที่จ้องมองตอนพวกเขาคุยกันอย่างสนอกสนใจ
“ให้คนของคุณชบาขนของยายตาลกับหลานขึ้นรถผมก็แล้วกัน หลังจากนี้ยายตาลจะไปอยู่ที่ไร่ของผม”
เส้นทางสู่ไร่เหมราชต้องขับรถขึ้นเขาเป็นระยะเวลากว่าครึ่งชั่วโมงจากตัวอำเภอ และก่อนจะถึงที่หมายเหมันต์จำเป็นต้องตกลงอะไรบางอย่างกับทุกคนที่นั่งอยู่บนรถก่อน
“ก่อนจะไปถึงไร่ ผมขอตกลงอะไรบางอย่างกับทุกคนก่อน”
“อะไรหรือจ๊ะพ่อเลี้ยง” เป็นยายตาลที่ถามเมื่อพ่อเลี้ยงมองผ่านกระจกมองหลังมายังเธอและหลานสาว