บทที่ 3 น่ารักเหมือนเดิม (1/2)

1641 Words
3.น่ารักเหมือนเดิม เพราะเมื่อคืนเกิดเรื่องน่าตื่นตระหนกขึ้นจึงทำให้ฉันละห่างจากผู้อาศัย ไม่เข้าใกล้เกินความจำเป็นเพราะกลัวจะเกิดเรื่องแบบเมื่อคืนขึ้นอีก และเชื่อไหมว่าคนที่ทำให้ฉันตระหนกตกใจไม่ได้ทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย เขายังตื่นมาชงกาแฟจิบชมวิวมองคอกควายและทุ่งนาพร้อมสีหน้าชื่นบานเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็ตลกนั่นแหละที่ฉันตื่นกลัวไอ้นั่นของเขา ก็ฉันไม่เคยเห็นหรือได้สัมผัสเป็นจริงเป็นจังสักครั้งในชีวิต เพิ่งได้สัมผัสแบบใกล้ชิดก็เมื่อคืนนี้เอง อีเปรี้ยวผู้ไม่เคยกลัวอะไร กลับกลายเป็นคนกลัวฮัมนี่นะ หัวจะปวด! “คุณ…” ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปหาพร้อมสะบัดเรื่องราวลามกออกจากสมอง ซึ่งมันก็เรียกให้ใบหน้าหล่อเหลาเหลือบมองฉันได้ แต่เป็นการเหลือบมองที่ฉันต้องกลับคำเรียกอย่างฉับพลัน “พี่ธีร์…” “อืม” “จะกินข้าวเดี๋ยวนี้เลยไหม” พยายามที่จะไม่โฟกัสส่วนอื่นของอีกฝ่ายและล็อกสายตาที่ใบหน้าขาวใส เชื่อไหมว่าตอนนี้เขายังอยู่ในสภาพเดิมเหมือนเมื่อคืนเป๊ะเลย “เดี๋ยวอาบน้ำก่อน” “งั้นเปรี้ยวกินก่อนเลยนะ” “ถ้าหิวก็กินเถอะ” ด้วยความที่ไม่อยากอะไรให้มากความจึงกลับเข้าครัวแล้วหาข้าวหาน้ำกินตามปกติที่เคยทำ ซึ่งตอนนี้ก็แค่เจ็ดโมงเช้าเท่านั้น ฉันติดกินข้าวไวด้วยล่ะมั้งถึงกินข้าวเช้าขนาดนี้ หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จจึงจัดการห่อขนมและน้ำเพื่อที่จะเอาไปกินตอนเลี้ยงควาย และมันคงทำให้คนที่นั่งกินข้าวหน้าบ้านสนอกสนใจถึงมองแล้วมองอีก มองเหมือนจะถามอะไรบางอย่าง “มีหยัง” และเป็นฉันเองที่ต้องเปิดปากถามเพราะเริ่มทนไม่ไหว “แนมหยัง” (มองอะไร) “จะไปเลี้ยงควาย?” “อือ” “เลี้ยงที่ไหน” “นาแถวนี้แหละ” “ไปด้วย” คุณเขาว่าแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยไม่ให้ฉันเอ่ยปฏิเสธแม้แต่น้อย ร่างสูงหายเข้าไปในครัวไม่นานก็เดินตัวปลิวออกมาในขณะที่ฉันขมวดคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ “จะไปทำไม พี่อยู่เฝ้าบ้านนี่แหละ” “เฝ้าทำไม บ้านไม่หายไปไหนหรอก” “ตามใจ อย่าร้องกลับทีหลังก็แล้วกัน” คิดว่ายังไงก็คงจะขัดใจไม่ได้จึงเตรียมขนมกับน้ำเพิ่ม ที่ฉันไม่ห่อข้าวไปก็เพราะจะไปปล่อยควายทิ้งไว้และเฝ้าสักสามสี่ชั่วโมงถึงจะกลับมาบ้าน แล้วตกเย็นค่อยไปไล่เข้าคอกเหมือนทุกวัน ที่จริงก็มีตาที่รู้จักมาขอซื้อหลังจากที่ตาฉันเสียชีวิตไปแล้ว แกชื่อตาสายบ้านเลี้ยงควายเช่นกัน คงจะกลัวว่าฉันจะเลี้ยงไม่ไหวจึงมาขอซื้อไปดูแลต่อ แต่ด้วยความที่ฉันไม่รู้จะทำอะไรจึงเลี้ยงไปก่อน เอาไว้คิดหาอนาคตให้ตัวเองได้เมื่อไหร่ถึงจะขายให้คนอื่นรับเลี้ยงและดูแลต่อ “ขี่มอ’ ไซค์เป็นไหม” “เป็น” “งั้นพี่ขี่ตามหลัง ถ้าควายจะออกนอกเส้นทางก็ขี่ประกบข้างไว้” ว่าพร้อมยื่นกุญแจไปให้อีกฝ่าย “อย่าขี่ชนควายล่ะ” “บอกควายดีกว่าว่าอย่าวิ่งมาชนรถ” “ควายที่นี่ฉลาด คงไม่ทำแบบนั้นหรอก” ฉันว่าจบก็เดินลอยหน้าลอยตาไปเปิดคอกเพื่อปล่อยควาย และเชื่อไหมว่าทันทีที่น้องเดินออกมาต่างก็พากันเหลือบมองคนแปลกหน้าราวกับว่ากำลังสแกน และเป็นการมองที่เดี๋ยวเดินเดี๋ยวหันมองเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด ก็อดที่จะเอ็นดูอีกคนไม่ได้ที่โดนควายมองขนาดนี้ ยังดีที่พี่ธีร์ทำหน้าที่ได้ดีสมกับที่อยากมาจึงไม่เกิดปัญหาอะไรมากมาย จนสุดท้ายเราก็พาควายมาล่ามที่นาโรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่อิสระสามารถให้วัวควายกินหญ้าได้ตามใจชอบ และเมื่อล่ามเสร็จฉันก็กระโดดขึ้นกระท่อมแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นทันที “มาคนเดียวแบบนี้ประจำเลยเหรอ” “บางทีก็มีบ้านอื่นมาด้วย แต่วันนี้ปล่อยเช้าก็เลยยังไม่มีใครมา” “ชอบเลี้ยง?” พี่ธีร์ทิ้งตัวนั่งลงข้างฉัน “หรือจำใจเลี้ยง” “ไม่ถึงกับจำใจแต่ก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น เรียกว่าเป็นหน้าที่ดีกว่า” ฉันตอบแล้วถามเขากลับบ้าง “แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่ ไม่ทำงานทำการหรือไง” “ทำแต่ลาออกแล้ว” “ทำอะไร?” “เป็นหมอ” “หมอ?” เอ่ยถามอย่างตื่นเต้นเพราะไม่เคยมีคนรู้จักเป็นหมอมาก่อนเลย “เป็นหมอเลยติ” “ทำไมชอบพูดอีสาน ฟังไม่ออก” “ก็คนมันพูดมาตั้งแต่เกิด จะให้ทำไง” ว่าแล้วถามใหม่ “พี่เป็นหมอเลยเหรอ” “อืม” “แล้วทำไมพี่ถึงลาออก” “เบื่อมั้ง” น้ำเสียงของเขาบ่งบอกว่าเบื่อจริง ๆ เพราะมันไม่มีความรู้สึกอื่นเลยที่ฉันสัมผัสได้ “ทำนาน ๆ ก็เบื่อ” “แล้วเรียนเป็นหมอทำไม เสียดายเวลา” “แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง” ไหล่กว้างยักไหวอย่างไม่ยี่หระ “แล้วน้องทำไมไม่หางานทำ เรียนจบอะไรมา” “ก็จบมหา’ ลัยนี่แหละ” แม้จะแปลก ๆ ที่อีกฝ่ายเรียกฉันว่าน้อง แต่ก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมามากมาย “จบสายไหน” “เชฟ” “แล้ว?” “ตอนเรียนจบตาเริ่มป่วยพอดี ก็เลยยังไม่ได้จับทำเป็นชิ้นเป็นอัน” ที่จริงบ้านฉันก็มีฐานะพอสมควร ไม่ใช่ว่าอยู่ทุกข์ยากอะไร และที่มีฐานะได้ก็เพราะตาเลี้ยงควายขายนี่แหละ แต่การขายของตาคือขายให้คนที่อยากเลี้ยงเท่านั้น ไม่ได้ขายให้คนที่จะมารับไปฆ่าเพื่อนำไปทำเป็นอาหาร แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่รับไปเลี้ยงต่อจะทำยังไงต่อไป ก็ในเมื่อมันเป็นอาชีพก็ต้องทำใจนั่นแหละ “พอตาตายก็เลยสานต่อ นี่มันก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพเลยนะ” เอ่ยบอกด้วยความภูมิอกภูมิใจ “หรือพี่คิดว่าเลี้ยงควายไม่ใช่อาชีพ” “…” “เห็นไหม… ควายตัวที่กำลังกินน้ำถ้าขายได้ก็ครึ่งแสนเลยนะนั่น” “ก็ไม่ได้บอกว่าการเลี้ยงควายไม่ใช่อาชีพ” พี่หมอยังตอบกลับมาด้วยความเรียบเรื่อยเหมือนเคย “แค่สงสัยว่าที่ทำอยู่ทำเพราะรัก หรือทำเพราะอะไร” “อ้อ…” พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “ก็เดี๋ยวเบื่อเหมือนพี่หมอเมื่อไหร่ ก็คงขายควายแล้วไปทำตามความฝันนั่นแหละ” “พี่หมอ?” “ไม่อยากเรียกพี่ธีร์ ไม่ชอบ” “เลิกเป็นหมอแล้ว” “แต่ก็เคยเป็น” “โคตรดื้อเลยว่ะ” น้ำเสียงของพี่หมอสื่อออกมาอย่างที่พูดจริง ๆ มากกว่านั้นยังมองฉันอย่างมันเขี้ยวอีกต่างหาก “ไหนแม่บอกเป็นสาวน้อยเรียบร้อยไง” “ก็สาวน้อยนะ เรียบร้อยด้วย” ฉันแสร้งพูดหน้าซื่อตาใส “แล้วเปรี้ยวไม่เรียบร้อยตรงไหน” “ดื้อไง” ตาคมเข้มยังมองอยู่อย่างนั้น “เปรี้ยวสมชื่อ” ฉันไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระกับคำพูดของอีกฝ่าย “แล้วพี่มาอยู่นี่ ไม่คิดถึงแฟนหรือไง” “คิดถึงทำไม” “เอ้า! ก็อยู่ห่างไกลกันไง” “ไม่มีแฟน จะหาที่ไหนมาคิดถึง” คำบอกกล่าวทำให้ฉันหันไปทำตาโตใส่อีกฝ่ายอีกครั้ง “อย่าว่า!” “พูดกลาง” “พี่ไม่มีแฟนจริงอะ” “จะโกหกทำไม?” สีหน้าของพี่หมอไม่สื่ออะไรออกมาเลย ราวกับว่าเรื่องที่เขาพูดมันคือเรื่องจริง “ก็แค่ไม่มีแฟนแปลกตรงไหน” “ก็พี่หล่อ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีแฟน” ฉันยอมเอ่ยชมเขาตรง ๆ ไม่คิดที่จะอ้อมค้อม ซึ่งมันก็ทำให้อีกฝ่ายระบายยิ้มออกมาได้ “ยิ้มอะไร” “ยิ้มคนที่ตัดสินคนอื่นแค่หน้าตา” “ไม่ใช่สักหน่อย” “นี่แหละใช่” “แล้วแต่จะคิด ไม่สนใจหรอก” ว่าเท่านั้นก็กระโดดลงจากกระท่อมตัดจบปัญหาทุกอย่างแบบกะทันหัน แต่ก็ไม่วายปรายตามองผู้ช่วยเลี้ยงควายก่อนจะเอ่ยปาก “ไปไล่ควายเข้าร่ม” สิ้นเสียงก็ทำให้คนร่างสูงที่มีผิวขาวจั๊วะ ยิ่งถูกแดดก็ยิ่งออร่าเดินตามมาไม่ห่าง ยังดีที่พี่หมอดูไม่เหมือนคนเจ้าสำอางจึงง่ายต่อการใช้งาน เพราะหากเขาเป็นอย่างนั้นก็คงจะให้อยู่บ้าน คงจะไม่ให้ไปไหนมาไหนด้วยแบบนี้อีก เพราะถ้าทั้งทำทั้งห่วงนั่นนี่ไปเรื่อยก็คงจะอดรำคาญไม่ได้ ฉันมันก็สายลุยซะด้วยสิ “ทำไงบ้าง” เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อมาถึงแล้ว ฉันจึงอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ ให้เขาฟังอย่างรวบรัด “แล้วต้อนไปทางไหน” “ทางนู้น” ชี้นิ้วไปยังร่มที่ให้ควายกินหญ้าอยู่ตรงนั้นประจำ “ต้อนแล้วก็เอาหลักตอกตอกลงกับดินแล้วเอาเชือกที่ล่ามควายมัดไว้ให้แน่น” “…” “ถ้ามัดไม่แน่นเดี๋ยวควายจะหลุด บางทีควายก็ชอบเดินไปหาควายกลุ่มอื่น” ประมาณว่าเจอเพื่อนอะไรทำนองนั้น “แค่นี้?” “อือ” ว่าแล้วก็เดินไปต้อนตัวอื่นเพื่อที่จะรีบต้อนรีบเสร็จ แต่ระหว่างนั้นสายตาก็ยังเหลือบมองมือใหม่ไม่ห่างเพราะกลัวเขาทำไม่เป็น แต่ก็ฉลาดสมกับเป็นหมอมาก่อน ไม่ต้องเอ่ยบอกอะไรมากก็ทำได้อย่างง่ายดาย สมกับเป็นผู้ช่วยเลี้ยงควายจริง ๆ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD