เช้าวันใหม่... แก้มใสตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดหนึบที่ช่วงล่างผสมกับความระบมที่ขาขวา แต่แปลกที่ใจมันอิ่มเอม กลิ่นตัวพี่โชติยังติดจมูก แม้ข้างกายจะว่างเปล่า
ครืด... ครืด...
มือถือบนหัวเตียงสั่น แก้มใสงัวเงียหยิบมารับ พอเห็นชื่อก็ถอนหายใจ
“ฮัลโหล... เจ๊...”
“อีแก้ม! รับสายสักทีนะ!” เสียงเจ๊คิตตี้แหลมปรี๊ดทะลุลำโพง “มึงอยู่ไหนเนี่ยฮะ! เมื่อเช้าเจ๊บึ่งไปโรงบาล กะไปเช็ดตัวป้อนข้าว พยาบาลบอกคนไข้ย้ายออกไปแล้ว! ย้ายไปไหน ไปกับใคร อย่าบอกนะว่าหนีไปนอนวัด!”
แก้มใสยันตัวลุกนั่ง “ใจเย็นๆ ก่อนเจ๊... แก้มไม่ได้หนีไปนอนวัด”
“แล้วไปอยู่ไหน! คอนโดมึงเจ๊ก็ไปดูแล้ว นิติฯ บอกไม่เห็นหัว สรุปอยู่กับใคร ใครดูแล ขาเดี้ยงขนาดนั้นจะทำยังไงฮะ!”
“เอ่อ...” แก้มใสอึกอัก มองไปรอบเพนท์เฮาส์หรู “แก้มอยู่... อยู่บ้านเพื่อนค่ะเจ๊”
“เพื่อนคนไหน? ในวงการนอกวงการ หญิงหรือชาย บอกมาให้หมด!” เจ๊คิตตี้ซักยับเหมือนตำรวจ
“เพื่อนสมัยเรียนน่ะเจ๊ เขาพอมีความรู้พยาบาลเลยอาสาดูแลให้ เจ๊ไม่ต้องห่วง ที่นี่สบายมาก มีคนดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” แก้มใสโกหกคำโต ขืนบอกว่าอยู่กับ ‘ผัวเก่า’ ที่เจ๊สาปส่ง มีหวังเจ๊บุกมาพังห้อง
“แน่นะ ไม่ใช่โดนใครล่อลวงไปขายน้า” คิตตี้เสียงอ่อนลง “ถ้าลำบากใจ หรือเพื่อนดูแลไม่ดี บอกเจ๊นะ จะให้ไปรับไหม หรือให้เจ๊ไปอยู่เป็นเพื่อน เจ๊ห่วงมึงจริงๆ นะ”
“ไม่เป็นไรจริงๆ เจ๊คิตตี้ แก้มเกรงใจเพื่อน อีกอย่าง... แก้มอยากพักผ่อนเงียบๆ ด้วย”
“เออๆ ก็ได้ๆ ถ้ามึงยืนยันว่าโอเค” คิตตี้ถอนหายใจ “เอ้อ! แล้วเมื่อกี้เจ้ากะชาน่ะ โทรหาเจ๊สายแทบไหม้ ถามหามึงว่าเป็นตายร้ายดียังไง บอกว่าติดต่อน้องสาวสุดที่รักไม่ได้เลย”
แก้มใสยิ้มบางๆ นึกถึงพี่ชายคนสนิท “พี่กะชาเขาขี้กังวลแบบนี้แหละเจ๊”
“ก็นั่นน่ะสิ ห่วงมึงประหนึ่งเมีย ไม่ใช่น้องสาว” คิตตี้บ่น “เนี่ยกำชับเจ๊นักหนาว่าถ้าเจอตัวให้บอก ให้มึงโทรหาเขาหน่อย เขาห่วงกินไม่ได้นอนไม่หลับ”
“ฝากบอกพี่กะชาด้วยนะคะว่าแก้มสบายดี ไม่ต้องห่วง...” แก้มใสแกล้งพูดเสียงหวานหยดย้อย “บอกเขาว่า... ไม่ต้องคิดมาก แก้มคิดถึงพี่กะชามาก เดี๋ยวหายดีเมื่อไหร่จะรีบไปให้กอดให้หายคิดถึงเลย”
แกร๊ก!
ประตูห้องเปิดผัวะ ร่างสูงของโชติบดินทร์ก้าวเข้ามาพอดี
เขาอยู่ในชุดลำลองสบายๆ ถือถาดข้าวต้มหอมฉุย แต่หน้าหล่อๆ นั่นบึ้งตึงจนน่ากลัว คิ้วขมวดเป็นปม
แก้มใสชะงักกึก สบตาคมที่วาวโรจน์ เธอรู้ทันที... เขาได้ยินเต็มสองหู โดยเฉพาะไอ้คำว่า ‘คิดถึงพี่กะชามาก’
“แค่นี้นะเจ๊ แบตจะหมด” แก้มใสรีบตัดบทวางสาย ใจเต้นตึกตักมองรังสีอำมหิต
โชติบดินทร์เดินหน้าตึงเข้ามา วางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง เคร้ง! วางแรงจนช้อนกระแทกชาม
“กินซะ จะได้กินยา” เขาออกคำสั่งเสียงห้วน ไม่มองหน้า หันไปจัดยาใส่ถ้วยกระแทกกระทั้น
“พี่โชติ...”
“คิดถึงมันมากนักเหรอ?”
โชติบดินทร์สวนทันควัน หันขวับมาจ้องหน้า แววตาตัดพ้อรุนแรง
“เมื่อคืนเพิ่งจะนอนครางเรียกชื่อพี่อยู่หยกๆ เช้ามาบอกคิดถึงไอ้หน้าจืดนั่น อยากไปให้มันกอด... สรุปเห็นพี่เป็นแค่ยาแก้ปวดรึไง พอหายปวดก็ถีบหัวส่ง?”
“พี่โชติพูดอะไรคะ” แก้มใสถอนหายใจ “พี่กะชาเขาห่วงแก้ม แก้มก็แค่ฝากบอกผ่านเจ๊คิตตี้ตามมารยาท”
“มารยาทบ้านไหนบอกคิดถึงมาก มารยาทบ้านไหนบอกจะรีบไปให้กอด!” เขาเดินมาประชิดเตียง เท้าแขนกักตัวเธอไว้ “มันเป็นใคร เป็นผัวเก่าอีกคนหรือไง ถึงได้อาลัยอาวรณ์นัก!”
แก้มใสมองคนขี้หึงแล้วนึกขำในใจ... พี่โชติคงไม่รู้ว่ากะชาเป็นเกย์ มีตัวจริงหล่อล่ำรออยู่ที่บ้าน แต่เรื่องนี้มันท็อปซีเคร็ต บอกไม่ได้
เธอควรจะบอกความจริง... แต่พอมองตาที่เต็มไปด้วยไฟหึงนั่น ความคิดซุกซนก็ผุดขึ้นมา
ทำไมต้องรีบบอก?
ในเมื่อสถานะเราตอนนี้ก็คลุมเครือ เขาขังเธอไว้ในฐานะของตาย เขาเองก็มีข่าวลือคู่หมั้น
...สักวันก็ต้องจากกันอยู่ดี
แก้มใสบอกตัวเองอย่างขมขื่น ความสุขเมื่อคืนอาจเป็นแค่ภาพลวงตา
ถ้าวันหน้าต้องเจ็บ... วันนี้ขอเล่นสนุกกับความรู้สึกเขาหน่อยจะเป็นไร อย่างน้อยก็ให้รู้ว่าเขาแคร์เธอแค่ไหน
“ก็แล้วแต่พี่จะคิด...” แก้มใสยักไหล่ ตอบเสียงเรียบ “พี่กะชาเขาดีกับแก้มมาก เขาอยู่ข้างๆ แก้มในวันที่แก้มไม่เหลือใคร... ในวันที่พี่ทิ้งแก้มไป”
คำพูดเหมือนลูกดอกอาบยาพิษปักจึ้กกลางใจ โชติบดินทร์หน้าชา ความโกรธวูบดับกลายเป็นรู้สึกผิด แต่ทิฐิยังมีมากกว่า
“จะพูดย้ำทำไมนักหนาเรื่องอดีต!” เขาคำราม “ตอนนี้เธออยู่กับพี่ อยู่บนเตียงพี่... เธอก็ต้องเป็นของพี่คนเดียว! ห้ามไปให้มันกอด ห้ามไปคิดถึงมัน!”
เขาก้มลงฉกจูบปากอิ่มรุนแรงเอาแต่ใจ ไม่ใช่จูบหวานล้ำเหมือนเมื่อคืน แต่เป็นจูบลงโทษ ขบเม้มจนปากบวมเจ่อ ก่อนผละออกจ้องตาเขม็ง
“เข้าใจไหม?”
แก้มใสไม่ตอบ แต่ยกแขนคล้องคอเขา รั้งหน้าหล่อๆ ลงมาหาอีกครั้ง
“หึงเหรอคะคุณหมอ...” เธอกระซิบชิดปาก แววตายั่วยวนทำเอาโชติบดินทร์ลมหายใจสะดุด
“เออ! หึง!” เขายอมรับดื้อๆ เสียงกระชาก “หึงจะบ้าตายอยู่แล้ว พอใจรึยัง!”
แก้มใสหลุดขำเบาๆ ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยรอยย่นระหว่างคิ้วเขา
“ถ้าหึง... ก็ทำให้แก้มลืมเขาสิคะ”
“ท้าเหรอ”
“เปล่าท้า...” เธอช้อนตามอง “ป้อนข้าวหน่อยสิคะ เจ็บมือไปหมดแล้ว ไม่มีแรงถือช้อนเลย”
โชติบดินทร์ชะงัก มองคนเปลี่ยนอารมณ์ไวปานกิ้งก่า เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวยั่วเดี๋ยวอ้อน เขาถอนหายใจพรืด ยอมแพ้ทาง ผละออกไปหยิบชามข้าวต้ม
“มารยากระดูกหัก...” เขาบ่นพึมพำ แต่ก็ตักข้าวต้มเป่าให้อย่างตั้งใจ “อ้าปาก”
แก้มใสอ้าปากรับ เคี้ยวตุ้ยๆ อร่อย สายตาจับจ้องหน้าหล่อๆ ของคนป้อน
เธอเลือกเก็บความลับเรื่องกะชาไว้ก่อน... ปล่อยให้เขาหึงแบบนี้แหละ ให้เขารู้สึกว่าเธอมีค่า ต้องรักษาไว้
เพราะเธอเองก็โหยหาเขาเหลือเกิน...
เวลานี้อาจสั้นเหมือนนาฬิกาทรายนับถอยหลัง ในเมื่อตอนนี้เขาอยู่ตรงนี้ มือป้อนข้าว กลิ่นกายโอบล้อม สายตามีแค่เธอ
เธอก็ขอตักตวงให้คุ้ม
จะกอดให้แน่น จูบให้ลึกซึ้ง และเสพสมเซ็กส์ของเขาให้คุ้มกับความเจ็บปวดที่อาจรออยู่ข้างหน้า
“พี่โชติ...”
“อะไรอีก กินเข้าไปเยอะๆ ผอมกะหร่อง กอดแล้วเหมือนกอดไม้เสียบผี” เขาบ่นแต่ตักกุ้งป้อนใส่ปากเธอ
“กินเสร็จแล้ว... เช็ดตัวให้หน่อยได้ไหมคะ” เธอส่งสายตาแพรวพราว “เหนียวตัวจะแย่... อยากให้คุณหมอเช็ดให้ทุกซอกทุกมุมเหมือนที่เคยขู่ไว้”
โชติบดินทร์ชะงักมือ สายตาคมกวาดมองร่างบางในเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง คอกว้างจนเห็นร่องอกวับแวม
มุมปากกระตุกยิ้ม... ยิ้มของเสือเห็นเหยื่อเชิญชวนเข้าถ้ำ
“แน่ใจนะ” เขาถามเสียงพร่า วางชามลง “เช็ดตัวแบบหมอโชติ... มันไม่ได้จบแค่ผ้าขนหนูเปียกน้ำนะบอกก่อน”
“ก็ไม่ได้บอกให้จบแค่นั้นนี่คะ...”
โชติบดินทร์หัวเราะหึในลำคอ แววตาหงุดหงิดเรื่องกะชาหายวับ เหลือแต่ไฟปรารถนาลุกโชน
“กินให้หมดชาม...” เขาออกคำสั่งเสียงเข้มแฝงความนัย “กินให้อิ่ม... เพราะหลังจากนี้เธอจะไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ... ยัยตัวแสบ”