แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านเข้ามาแยงตาจนแก้มใสต้องหยีตาตื่น ความรู้สึกแรกที่วิ่งเข้ามาคือความหนักอึ้งที่มือซ้าย พยายามจะขยับนิ้วก็ขยับไม่ได้ เหมือนโดนอะไรทับไว้... แถมยังอุ่นๆ อีกต่างหาก
แก้มใสปรือตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าทำเอาลมหายใจสะดุดกึก
โชติบดินทร์... ไอ้คนที่เมื่อวานอาละวาดเป็นหมาบ้า ตอนนี้กำลังฟุบหลับอยู่ข้างเตียง หัวหนุนแขนตัวเองต่างหมอน มือข้างหนึ่งกุมมือเธอไว้แน่นแนบแก้ม เหมือนเด็กหวงของเล่น กลัวใครมาแย่งไป
แสงแดดส่องหน้าเขาพอดี ขนตายาวงอนทาบแก้ม แว่นสายตาเลื่อนหลุดลงมาหน่อย เผยรอยคล้ำใต้ตาที่ฟ้องว่าอดนอนมาทั้งคืน
แก้มใสมองภาพนั้นอย่างงงๆ
ทำไม... มานอนตรงนี้?
ทำไมต้องจับมือแน่นขนาดนี้?
แล้วทำไม... ตัวเธอถึงสบายจัง ไม่เหนียวตัว กลิ่นแป้งเด็กหอมๆ นี่มัน... มีคนเช็ดตัวให้เหรอ?
“พี่โชติ...”
เธอเผลอหลุดปากเรียกชื่อเขาเบาๆ ความทรงจำเมื่อคืนค่อยๆ ชัดขึ้น... ภาพความรุนแรง ความเจ็บปวด แล้วก็... เสียงกระซิบ
‘อย่าไปจากพี่อีกเลย...’
แก้มใสขมวดคิ้ว ฝันเหรอ? หรือเรื่องจริง? เสียงทุ้มสั่นๆ นั่น เสียงขอโทษ สัมผัสอุ่นๆ ที่เปลือกตา... หรือสมองเธอมโนไปเองเพราะพิษไข้?
เธอลองดึงมือออกเบาๆ แค่นิดเดียวเท่านั้น คนขี้เซาก็สะดุ้งตื่นทันที
โชติบดินทร์ผงกหัวขึ้นมา ตาปรือๆ เปลี่ยนเป็นตื่นตัวในวิเดียว พอเห็นว่ากุมมือเธออยู่ เขารีบสะบัดออกเหมือนจับของร้อน แล้วกระแอมไอแก้เก้อเสียงดัง
“อะ... แฮ่ม! ตื่นแล้วเหรอ”
น้ำเสียงเปลี่ยนปุ๊บ ห้วน กระด้าง เข้าโหมดหมอโหดทันที เขาขยับแว่นให้เข้าที่ ลุกยืนเต็มความสูงจัดเสื้อยับๆ ให้เรียบ
“ใครใช้ให้ตื่นสายตะวันโด่งขนาดนี้ ไม่รู้รึไงหมอต้องมาราวน์วอร์ดแต่เช้า” เขาบ่นกลบเกลื่อนความเขินที่เผลอหลับคาเตียง
แก้มใสกระพริบตาปริบๆ ปรับอารมณ์ไม่ทัน “แล้วคุณ... มานอนทำไมตรงนี้”
“ใครนอน ฉันแค่นั่งพักสายตา” โชติบดินทร์แถหน้าตาย “เมื่อคืนเธอดิ้นพราดๆ จนไข้ขึ้น ฉันก็แค่... ต้องเฝ้าดูอาการ กลัวเธอช็อคตายคาเตียงแล้วโรงบาลฉันจะเสียชื่อเสียงต่างหาก”
“เหรอคะ...” แก้มใสเสียงแหบ “แล้ว... ใครเช็ดตัวให้ฉัน?”
โชติบดินทร์ชะงักกึก หูเริ่มแดงแต่หน้ายังนิ่งเป๊ะ
“พยาบาลมั้ง... หรือแม่บ้าน ฉันจะไปรู้เหรอ ฉันหลับ” เขาเฉไฉ มองนกมองไม้ “ไหนดูแผลซิ”
เขาเปิดผ้าห่มดูแผลที่ขาเธอ ท่าทางดูเป็นงานเป็นการ แต่แก้มใสรู้สึกได้... มือเขาเบามาก เบากว่าเมื่อวานลิบลับ
“แผลแห้งดี... ไม่ซึมแล้ว” เขาพยักหน้าหงึกหงักกับตัวเอง เงยหน้าสบตาเธอ “วันนี้ฉันจะสั่งออฟน้ำเกลือ แล้วก็...”
เขานิ่งไปนิด เหมือนชั่งใจว่าจะพูดดีไหม
“แล้วก็อะไรคะ?”
“แล้วก็เตรียมเก็บของซะ” เขาพูดรัวเร็ว “พรุ่งนี้เธอต้องออกจากโรงพยาบาล”
“ออกโรงบาล จริงเหรอคะ!” แก้มใสตาโต ลืมเจ็บไปเลย “คุณจะให้ฉันกลับบ้านแล้วใช่ไหม! โอ๊ย ดีใจจัง ฉันจะได้...”
“ใครบอกว่าจะให้กลับบ้าน”
โชติบดินทร์ยิ้ม... รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจที่ทำให้แก้มใสเสียวสันหลังวาบ
“ฉันบอกว่าออกจากโรงพยาบาล แต่ไม่ได้บอกว่าจะปล่อยเธอไป” เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ จ้องตาเธอเขม็งเหมือนงูจ้องเหยื่อ
“ที่คอนโดเธอไม่มีคนดูแล สภาพขาเดี้ยงแบบนี้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้... ในฐานะเจ้าของไข้และเจ้าหนี้รายใหญ่ ฉันพิจารณาแล้วว่า...”
“ว่า...?”
“เธอต้องย้ายไปพักฟื้นที่ ‘เพนท์เฮาส์’ ของฉัน”
“ห๊ะ! ไม่นะ! ฉันไม่ไป!” แก้มใสสวนทันควัน “คุณจะบ้าเหรอ จะให้ฉันไปอยู่กับคุณสองต่อสองเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ! ฉันยอมนอนโรงบาลรัฐดีกว่า!”
“ไม่ได้ฝัน และไม่ได้ถามความสมัครใจ” โชติบดินทร์ยืดตัวขึ้น ล้วงกระเป๋ากางเกง มองเธออย่างผู้ชนะ
“เลือกเอาแก้มใส... จะไปอยู่กับฉันที่เพนท์เฮาส์ มีคนดูแล มีข้าวให้กิน มีกายภาพบำบัดส่วนตัว... หรือจะให้ฉันส่งบิลค่ารักษาทั้งหมดสี่แสนกว่าบาทไปให้แม่เธอที่ต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้เลย?”
“คุณ... คุณมัน...” แก้มใสจุกอก พูดไม่ออก น้ำตาคลอเบ้า “คนเลว... เอาแม่มาขู่ฉันเหรอ”
“ฉันทำจริง” เขาชูโทรศัพท์ขึ้นมาแกว่งไปมา “ว่าไง? จะเก็บเสื้อผ้า... หรือจะให้ฉันกดโทรออกหาแม่ยาย?”
แก้มใสเม้มปากจนห่อเลือด กำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
“ตกลง... ฉันจะไป”
“ดี” โชติบดินทร์เก็บมือถือลงกระเป๋า ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ “เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้สายๆ ฉันจะมารับ... อ้อ แล้วก็อย่าคิดหนี เพราะเพนท์เฮาส์ฉัน... ระบบความปลอดภัยแน่นหนากว่าคุกซะอีก”
พูดจบเขาก็ผิวปากเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้แก้มใสนั่งทึ้งหัวตัวเองอยู่บนเตียงด้วยความคับแค้นใจ
เธอไม่รู้เลยว่า ทันทีที่พ้นประตูห้องไป... หมอโชติบดินทร์ยืนพิงกำแพง ยกมือทาบอกซ้ายตัวเองที่เต้นแรงจนแทบระเบิด มุมปากที่ยิ้มร้ายเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างจนตาหยีเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
‘สำเร็จ... ในที่สุดก็ลากเธอเข้ามาอยู่ในถ้ำเสือได้แล้ว’
และที่นั่น... จะไม่มีหมาตัวไหนหน้าไหนเข้ามายุ่งวุ่นวายกับ ‘คนไข้ส่วนตัว’ ของเขาได้อีก แม้แต่ไอ้พระเอกหน้าจืดนั่นก็ตาม