9 เศษเสี้ยวของวันวาน

1342 Words
รถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถส่วนตัวชั้นใต้ดินของคอนโดหรูใจกลางเมือง โชติบดินทร์ดับเครื่องยนต์ หันมามองคนตัวเล็กที่นั่งหน้าบึ้งกอดอกเงียบกริบมาตลอดทาง “ถึงแล้ว” เขาบอกห้วนๆ ปลดเข็มขัดนิรภัย เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเธอ “ฉันเดินเองได้ เอาไม้ค้ำมา” แก้มใสพูดกระแทกเสียง ควานหาไม้ค้ำที่เบาะหลัง “ช้า” โชติบดินทร์ไม่ฟัง ก้มลงช้อนร่างบางขึ้นแนบอกทันที แก้มใสหวีดร้องตกใจ รีบคว้าไหล่เขาไว้แน่น “นี่! ปล่อยนะ! คนเผด็จการ! บอกแล้วไงว่าจะเดินเอง!” “เงียบเถอะน่า ขาหักแบบนี้กว่าจะกระดึ๊บถึงห้อง ฉันคงแก่ตายพอดี” เขาว่าพลางกระชับวงแขนแน่น เดินดุ่มๆ ไปที่ลิฟต์ ไม่สนแรงดิ้นขลุกขลักของคนในอ้อมแขน ติ๊ง! ประตูลิฟต์เปิดสู่ชั้นบนสุด เพนต์เฮาส์ส่วนตัวกินพื้นที่ทั้งฟลอร์ ทันทีที่ก้าวเข้าไป สัมผัสแรกคือแอร์เย็นเฉียบ และกลิ่นหอมเฉพาะตัว... กลิ่นแบบผู้ชาย กลิ่นแบบพี่โชติ ที่อบอวลอยู่ทุกอณู ห้องตกแต่งเรียบหรู ทันสมัย แต่โคตรจะอ้างว้าง เหมือนเจ้าของห้องไม่ได้ใส่ใจจะเติมความอบอุ่นลงไปเลย “ห้องนอนเธอทางนี้” โชติบดินทร์พาเดินผ่านห้องนั่งเล่น เข้าไปในห้องนอนใหญ่ ผนังกระจกใสเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน เขาวางเธอลงบนเตียงนุ่มเบามือ “ขอบคุณ...” แก้มใสพึมพำตามมารยาท หน้ายังงอ เธอกวาดตามองรอบห้อง... คุ้นตาแปลกๆ ไม่เคยมาหรอก แต่สไตล์การจัดของ ความเจ้าระเบียบ ทุกอย่างคือโชติบดินทร์คนเดิมเมื่อสี่ปีก่อนชัดๆ สายตาสะดุดกึกเข้ากับของบางอย่างบนโต๊ะหัวเตียง วัตถุทรงกลมใส... ลูกแก้วดนตรี ใจกระตุกวูบ ลมหายใจสะดุด มือสั่นๆ ยื่นไปหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ ลูกแก้วหิมะทำมือ ฐานไม้สลักตัวอักษรเบี้ยวๆ 'C & G' ข้างในมีรูปถ่ายใบเล็กตัดแปะ... ผู้ชายหน้าตาดีนยิ้มตาหยี กับเด็กสาวแก้มป่องกอดคอแน่น ทั้งคู่ดูโคตรมีความสุข ของขวัญวันครบรอบหนึ่งปีที่ทำให้เขา... ฝุ่นไม่เกาะสักเม็ด แสดงว่าเช็ดถูอย่างดี... หรือไม่ก็หยิบมาดูบ่อย “พี่ยัง... เก็บไว้อีกเหรอ” เสียงสั่นเครือหลุดออกมา ไม่มองหน้าเจ้าของห้อง นิ้วเรียวลูบผิวแก้วเย็นๆ ความทรงจำเก่าๆ ไหลทะลักจนขอบตาร้อนผ่าว ตอนนั้นเรารักกันมากมาย ตอนนั้นเขาบอกว่าชอบของขวัญชิ้นนี้ที่สุด... แล้วทำไม... โชติบดินทร์ที่กำลังถอดสูทแขวนราว ชะงักกึกเมื่อเห็นของในมือเธอ ลืมไปสนิทว่าไม่ได้เก็บเข้าลิ้นชัก ความเงียบปกคลุมห้อง แก้มใสเผลอบิดลานดนตรี ติ๊ง... ติ่ง... ติ๊ง... ทำนองเพลงโปรดของเธอกับเขาดังขึ้นเบาๆ “ทำไมจะเก็บไว้ไม่ได้” โชติบดินทร์เดินกลับมาหยุดข้างเตียง ล้วงกระเป๋ากางเกง ปั้นหน้านิ่งทั้งที่ใจเต้นรัว “ก็นึกว่า... คุณทิ้งมันไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว” แก้มใสเงยหน้ามอง ตาแดงก่ำมีน้ำตาคลอ “วันนั้นคุณบอกว่าเบื่อฉัน รำคาญความจนของฉัน ของขวัญราคาถูกพวกนี้... มันน่าจะอยู่ในถังขยะไม่ใช่เหรอ?” คำถามแทงใจดำคนฟังจนจุก โชติบดินทร์เม้มปากแน่น มองลูกแก้วในมือเธอที่เขาเฝ้ามองแม่งทุกคืนตลอดสี่ปี วันไหนเหนื่อยแทบตาย วันไหนท้อจนอยากบ้า ก็มีแค่รอยยิ้มเธอในลูกแก้วนี่แหละที่พยุงใจเขาไว้ แต่พูดความจริงไม่ได้... ยังไม่ใช่ตอนนี้ “ก็แค่...” เขามองไปทางอื่น หลบสายตาตัดพ้อ “วางไว้ทับหนังสือไม่ให้ล้ม มันหนักดี” “โกหก...” แก้มใสเสียงสั่น “บนโต๊ะนี้ไม่มีหนังสือสักเล่ม... พี่โชติ... พี่ยังรักแก้มอยู่ใช่ไหม” คำถามตรงๆ ทำเอาโชติบดินทร์ตัวแข็ง แก้มใสวางลูกแก้วลง จ้องหน้าเขาแบบเปิดเผยความรู้สึก กำแพงทิฐิพังครืน ความโหยหาก้นบึ้งหัวใจมันตะโกนออกมา เธออยากกอดเขา... อยากกอดผู้ชายตรงหน้าเหลือเกิน อยากโผเข้าหาอกกว้างๆ นั่น ซุกหน้าลงร้องไห้ระบายความอัดอั้น อยากถามว่าทำไม... ทำไมต้องจากกันทั้งที่ยังรัก “ตอบสิ... ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว” เธอกระตุ้นถามอีกครั้ง น้ำตาไหลพราก “ถ้าพี่บอกว่าเกลียดของชิ้นนี้ เกลียดแก้ม... แก้มจะปามันทิ้งเดี๋ยวนี้เลย” เธอกำลูกแก้วแน่นทำท่าจะขว้างลงพื้น “อย่านะ!” โชติบดินทร์พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเธอไว้ทัน ควันออกหู บีบข้อมือเธอแน่น หอบหายใจแรง “อย่าทำบ้าๆ ของมันมีราคา จะมาทำลายข้าวของคนอื่นง่ายๆ ได้ยังไง!” เขาตะคอกกลบเกลื่อน แต่แววตาที่มองลูกแก้วแม่งโคตรหวง แก้มใสปล่อยมือ ยอมให้เขาแย่งกลับไปถือ เธอจ้องตาลึกเข้าไป ยิ้มเศร้าๆ “หวงเหรอคะ...” เธอถามเสียงเบาหวิว “ปากแข็ง...” โชติบดินทร์วางลูกแก้วที่เดิมอย่างทะนุถนอม หันกลับมาเผชิญหน้า เท้าแขนคร่อมร่างเธอกับที่นอน กักขังไว้ด้วยสายตาที่อ่านยาก “เลิกเพ้อเจ้อได้แล้วแก้มใส” เขาพยายามกดเสียงต่ำดุ “ที่ฉันเก็บไว้ เพราะมันเป็นเครื่องเตือนใจต่างหาก” “เตือนใจ...” “ใช่... เตือนใจว่าครั้งหนึ่งฉันเคยโง่แค่ไหนที่เสียเวลาคบกับเด็กกะโปโลอย่างเธอ” เขาโกหกคำโตอีกครั้ง สร้างกำแพงป้องกันตัวเอง “และเตือนใจว่าตอนนี้... ฉันอยู่สูงกว่าเธอแค่ไหน” เพียะ! ฝ่ามือเล็กฟาดต้นแขนเขาเต็มแรง “คนใจร้าย...” แก้มใสสะอื้นฮัก ความสับสนเปลี่ยนเป็นความน้อยใจรุนแรง “ถ้าเห็นว่าแก้มต่ำต้อยนัก ก็ปล่อยแก้มไปสิ! จะพามาอยู่ที่นี่ทำซากอะไร จะมาทรมานกันทำไม” “เพราะฉันยังใช้ประโยชน์จากร่างกายเธอไม่คุ้มไง!” โชติบดินทร์สวนกลับด้วยคำที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่คิดออก ไม่อยากให้เห็นความอ่อนแอ ไม่อยากให้รู้ว่าเขาแพ้เธอราบคาบ “อยู่ที่นี่ เป็นเด็กดี อย่าดื้อ แล้วฉันจะไม่ใจร้ายกับเธอมากนัก” เขาผละออก ยืดตัวยืนเต็มความสูง หันหลังให้เพื่อซ่อนสีหน้าเจ็บปวด “นอนพักซะ เดี๋ยวแม่บ้านเอาข้าวต้มมาให้ กินให้หมด... แล้วก็อย่าแตะต้องของส่วนตัวฉันอีกถ้าไม่อนุญาต โดยเฉพาะลูกแก้วอันนั้น” พูดจบก็เดินจ้ำอ้าวออกจากห้อง ปิดประตูตามหลังเสียงดัง ปัง! แก้มใสนั่งนิ่งบนเตียง มองประตูที่ปิดสนิทด้วยใจที่แหลกสลาย กอดตัวเองร้องไห้เงียบๆ สายตาเหลือบมองลูกแก้วดนตรีที่หัวเตียงอีกครั้ง... รูปคู่ในนั้นยังยิ้มมีความสุข ขัดแย้งกับความจริงตอนนี้ชิบหาย “ฮึก... พี่โชติคนเดิมตายไปแล้วจริงๆ เหรอ...” เธอพึมพำกับความว่างเปล่า ความรู้สึกอยากกอดเมื่อกี้ถูกตีกลับด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย แต่ลึกๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อ้อมกอดที่โหยหาที่สุดในโลก ก็ยังเป็นอ้อมกอดของผู้ชายใจร้ายคนนั้นอยู่ดี ที่หน้าประตูห้อง โชติบดินทร์ยืนพิงผนัง หลับตาลงอย่างหมดแรง เสียงสะอื้นจากในห้องดังลอดออกมา ทุกเสียงร้องไห้เหมือนเข็มพันเล่มทิ่มใจ มือหนาล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบรูปถ่ายใบเก่าอีกใบที่ซ่อนไว้ออกมาดู... รูปที่แก้มใสแอบถ่ายเขาตอนหลับแล้วเขียนข้อความน่ารักๆ ไว้ข้างหลัง 'รักพี่หมอที่สุดในโลก สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกันนะ' เขาลูบข้อความนั้นเบาๆ น้ำตาลูกผู้ชายคลอหน่วย “พี่ขอโทษแก้ม...” เขากระซิบเสียงแหบพร่า “ทนเจ็บอีกหน่อยนะ... รอให้พี่จัดการไอ้พวกเวรนั่นให้จบก่อน แล้วพี่จะยอมให้เธอตบ ให้เธอด่า หรือจะฆ่าพี่ให้ตาย... พี่ก็ยอม” เขาสูดหายใจลึก เก็บรูปเข้ากระเป๋า ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมเย็นชาเหมือนเดิม ก่อนจะเดินตรงไปห้องทำงานเพื่อจัดการกับปัญหาที่ค้างคา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD