เสียงฝ่ามือที่กระทบใบหน้าของแอนดริวดังสะท้อนไปทั่วโถงกว้าง ราวกับมันได้ตบหน้าแขกเหรื่อทุกคนในงานให้ตกอยู่ในความเงียบงัน เบลล่ายืนหอบหายใจถี่ มือที่เพิ่งฟาดออกไปสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ ความเจ็บแปลบที่ฝ่ามือยังไม่เท่าความเจ็บปวดที่ถูกขุดรากเหง้าความอัปยศขึ้นมาประจาน แอนดริวค่อย ๆ หันหน้ากลับมา มุมปากเขามีรอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เขาสัมผัสรอยแดงบนแก้มก่อนจะแค่นหัวเราะเสียงต่ำที่ฟังดูน่าขนลุก
“ตบเก่งขึ้นนี่เบลล่า... สงสัยเด็กของคุณคงสอนมาดี”
“พอได้แล้วค่ะพ่อ”
เสียงที่สั่นเครือแต่ดังก้องนั้นมาจาก แอนนาเบล เด็กสาวเจ้าของงานวันเกิดที่ยืนมองเหตุการณ์ด้วยดวงตาที่นองไปด้วยน้ำตา เธอเดินก้าวออกมาข้างหน้า ท่ามกลางสายตาเวทนาของคนรอบข้าง ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของเธอดูตัดกับบรรยากาศที่ไม่น่าประทับใจเหมือนตอนเริ่มงานอย่างสิ้นเชิง
“แอนนา... พ่อแค่จะ...” แอนดริวพยายามเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยน แต่มันดูจอมปลอมจนน่าสะอิดสะเอียน
“หนูขอร้องล่ะค่ะ... พ่อกลับไปเถอะ” แอนนาเบลเอ่ยสะอื้น
“วันนี้เป็นวันเกิดหนู วันที่หนูควรจะมีความสุขที่สุด แต่พ่อกลับเข้ามาทำลายมัน"
"พ่อทำลายแม่ ทำลายความทรงจำดี ๆ ของหนู พ่อยังเป็นพ่อของหนูอยู่ไหมคะ”
คำพูดของลูกสาวเหมือนศรที่ปักเข้ากลางอกของแอนดริว แต่ไม่ใช่เพราะความรักลูก... มันคือความเสียหน้า แอนดริวกัดฟันกรอด เขาเหลือบมองเบลล่าด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะยอมถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง
“ก็ได้... ถ้าลูกขอ พ่อจะยอมไป” แอนดริวเอ่ยเสียงเรียบ แต่เขากลับโน้มตัวลงมาใกล้เบลล่า ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ได้ยินกันเพียงไม่กี่คน
“วันนี้ผมไป... แต่จำไว้เบลล่า ผมไม่ได้ไปแต่ตัว"
"ผมเอาความลับบางอย่างติดมือไปด้วย แล้วเราจะได้เห็นกันว่าใครจะพังก่อนกัน”
เขากวาดสายตาคมกริบมองเจซีอย่างหมายหัว ก่อนจะหมุนตัวก้าวออกจากบ้านสุดหรูของเบลล่าไป ทิ้งไว้เพียงความพังทลายของงานเลี้ยงที่แสนงดงาม
เมื่อแขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับด้วยความอึดอัด เบลล่าก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ เธอทรุดกายลงบนโซฟาหลุยส์ในห้องรับแขกที่เงียบสงัด แอนนาเบลวิ่งหนีขึ้นห้องไปพร้อมเสียงร้องไห้ที่บาดลึกเข้าไปในใจของคนเป็นแม่
เจซีไม่ได้รีบกลับเหมือนคนอื่น ๆ เขาไม่ได้เดินตามใครไป เขาทำเพียงแค่ยืนเงียบ ๆ อยู่มุมห้อง คอยระวังภัยประหนึ่งเงาที่ซื่อสัตย์ เขาเห็นเบลล่าที่พยายามรักษาความสง่าไว้จนวินาทีสุดท้ายกำลังแหลกสลายลงต่อหน้า เมื่อประตูบ้านปิดลงเมื่อแขกคนสุดท้ายเดินออกไป
“พี่เบล...” เจซีเรียกเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหา
เขาไม่เรียกเธอว่า ‘น้า’ เหมือนที่ทุกคนเคยเรียกต่อหน้าแอนนาเบล เพราะในเวลานี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มเพื่อนลูกสาว แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่พร้อมจะแบกรับความเจ็บปวดแทนเธอ
“ออกไปเถอะเจซี... กลับไปซะ” เบลล่าเอ่ยโดยไม่มองหน้า เธอไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา
“เธอเห็นแล้วใช่ไหม... ว่าชีวิตฉันมันผ่านความสกปรกมาแค่ไหน"
"ผู้ชายคนนั้น... เขาพูดถูกทุกอย่าง ฉันมันก็แค่ผู้หญิงที่เคยถูกเหยียบย่ำ”
“ผมไม่สนใจว่าอดีตของพี่จะเป็นยังไง” เจซีทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าเธอ มือหนาที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นกุมมือที่สั่นเทาของเธอไว้แน่น
“ผมเห็นแค่ผู้หญิงที่สร้างทุกอย่างมาด้วยตัวเอง"
"ผู้หญิงที่ปกป้องลูกสาวด้วยตัวเองมาตลอด.. และพี่คือผู้หญิงที่ผมรัก” เบลล่าเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้ม
“เธอไม่เข้าใจหรอกเจซี... "
"แอนดริวมันคือปีศาจ มันจะทำลายทุกคนที่เข้าใกล้ฉัน โดยเฉพาะเธอ...”
“ให้มันลองดูครับ” เจซีเอ่ยเสียงแข็ง แววตาของเขานิ่งสงบแต่แฝงด้วยความตาย
“ถ้ามันกล้าแตะต้องพี่หรือแอนนาเบลแม้แต่ปลายก้อย"
"ผมจะทำให้มันรู้ว่านรกบนดินมีจริง... "
"ผมไม่ได้รักพี่แค่เพราะพี่สวยหรือรวย"
"แต่ผมรักทุกร่องรอยความเจ็บปวดที่ทำให้พี่แข็งแกร่งมาจนถึงวันนี้”
คำสารภาพท่ามกลางความเงียบทำให้หัวใจของเบลล่าสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่านี่คือไฟที่พร้อมจะเผาทั้งคู่ให้เป็นจล แต่ในวินาทีที่เธออ่อนแอที่สุด อ้อมกอดของเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอยังมีลมหายใจ เจซีโน้มตัวเข้าไปจูบซับน้ำตาที่แก้มของเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบที่ข้างหู
“ผมจะแลกด้วยอะไรก็ได้ เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมาทำลายรอยยิ้มของพี่ได้อีก..."
"ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของผมเองก็ตาม”
ในความมืดนอกบ้าน แอนดริวนั่งอยู่ในรถคันเก่า ๆ ของเขา บุหรี่ในมือถูกอัดเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง เขามองขึ้นไปที่หน้าต่างของบ้านที่ยังมีแสงไฟและเงาคนที่สะท้อนอยู่ เห็นเงาของเจซีที่เดินวนเวียนอยู่ในนั้น เขารู้จักสายตาแบบนั้นดี... สายตาของคนที่มีความลับ สายตาของคนที่กำลังคลั่งรักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น
“เล่นชู้กับเพื่อนของลูกสาวงั้นเหรอเบลล่า...” แอนดริวแสยะยิ้มที่มุมปาก
“นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยซะอีก”
เขายกโทรศัพท์ขึ้นมา กดส่งข้อความหาใครบางคนในเงามืดของธุรกิจสีเทาที่เขาพัวพันอยู่
“สืบประวัติเด็กที่ชื่อเจซีมาให้หมด ทุกอย่าง... แม้แต่เรื่องที่มันเข้าห้องน้ำกี่นาที ฉันต้องการอาวุธที่จะขยี้อีแก่หนังเหนียวนั่นให้จมดิน”
สงครามที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่เงินทอง... แต่คือการกระชากเบลล่าลงมาจากหิ้ง และทำให้เจซีรู้ซึ้งว่าการลองดีกับคนอย่างเขามันต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงเพียงใด
“กลับไปก่อนเถอะเจซี... วันนี้วุ่นวายมามากพอแล้ว"
"น้าอยากอยู่กับแอนนาเบลลำพัง”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความสั่นเครือ เจซีไม่ได้ดื้อดึง เขาเพียงแค่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเป็นครั้งสุดท้าย สายตาที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาและการปกป้อง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วก้าวออกจากบ้านไป
เบลล่ามองแผ่นหลังกว้างของเจซีที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป ความเงียบเชียบของโถงบ้านที่เพิ่งผ่านพายุอารมณ์มาหมาดๆ ทำให้เธอรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก
เจซีเดินตรงไปยังลานจอดรถส่วนตัว กุญแจรีโมทส่งสัญญาณตอบรับจาก รถสปอร์ตคูเป้สีดำขลับ ที่จอดตระหง่านอยู่ แสงไฟจากบ้านของเธอสะท้อนลงบนตัวถังรถราคาหลักหลายล้าน มันเป็นพาหนะที่บ่งบอกถึงฐานะและรสนิยมที่ไม่ธรรมดาของเด็กหนุ่มที่ใคร ๆ ก็คิดว่าเป็นแค่เด็กธรรมดา
เขาก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้นเบา ๆ ราวกับราชสีห์ที่กำลังข่มขวัญศัตรู เจซีเหลือบมองกระจกมองหลัง สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยัง รถเก๋งสภาพซอมซ่อ ที่จอดเยื้องออกไปในเงามืดใต้ต้นจามจุรีใหญ่รถคันนั้นยังไม่ยอมขยับไปไหน และเขารู้ดีว่าใครนั่งอยู่ในนั้น
แอนดริวนั่งจมอยู่ในเบาะรถที่ขาดวิ่นของตนเอง กลิ่นอับชื้นและควันบุหรี่ตลบอบอวล เขาจ้องมองรถหรูของเจซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและดูแคลน
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน... มีเงินซื้อรถแพง ๆ ขับ สงสัยจะดูดเงินมาจากนังเบลล่าจนอิ่มล่ะสิ" แอนดริวคิดในใจพลางพ่นควันบุหรี่ออกทางหน้าต่าง เขาเห็นความแตกต่างระหว่าง "ผู้ชนะ" กับ "ผู้แพ้" ได้ชัดเจนจากมูลค่าของสิ่งที่ขับเคลื่อน
เจซีไม่ได้ลดกระจกลงมาปะทะคารมอีก เขาเพียงแต่เร่งเครื่องยนต์ขึ้นเล็กน้อยจนเสียงคำรามของมันข่มขวัญรถเก๋งเก่า ๆ ของแอนดริวให้ดูเล็กลงไปอีก ก่อนจะออกตัวทะยานหายไปในความมืดทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำมันและฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายใส่หน้าอดีตสามีเจ้าของบ้าน
แอนดริวไม่ได้โกรธที่ถูกข่ม แต่เขากลับแสยะยิ้มกว้างขึ้น เขาลูบคลำโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อ... ในนั้นมีภาพถ่ายเบลอๆ บางภาพที่เขาแอบกดถ่ายไว้ตอนที่เจซีกับเบลล่าคุยกันในบ้าน แม้มันจะไม่ชัดเจนว่าเป็นฉากรัก แต่มันก็เพียงพอที่จะเอาไปปั่นประสาทแอนนาเบลได้ในอนาคต เขารอจนกระทั่งไฟในห้องรับแขกดับลง เหลือเพียงไฟที่ห้องนอนชั้นบนของสองแม่ลูก แอนดริวจึงค่อย ๆ เข้าเกียร์ถอยรถออกไปช้า ๆ
“สนุกให้เต็มที่นะเบลล่า... เพราะอีกไม่นาน ผมจะทำให้คุณเห็นว่า"
"ต่อให้มีเด็กหนุ่มคอยคุ้มกันแค่ไหน คุณก็หนีเงาของผมไม่พ้น”
ภายในห้องนอนที่หนาวเหน็บ
เบลล่ายืนพิงประตูห้องนอนของแอนนาเบล เธอได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่ลอดออกมาจากด้านใน ใจหนึ่งอยากจะเคาะประตูเข้าไปกอดลูก แต่อีกใจหนึ่งเธอก็ละอายเกินกว่าจะเผชิญหน้า ความรู้สึกผิดต่อลูกสาวและการกระทำที่ "ล้ำเส้น" กับเจซีเมื่อครู่ในครัว มันปนเปกันจนเธอแทบจะเสียสติ
เธอกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง ทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างที่แสนอ้างว้าง ความเงียบงันทำให้เธอนึกถึงสัมผัสร้อนผ่าวจากปลายนิ้วของเจซีที่ยังทิ้งร่องรอยไว้ที่เอวคอด เธอเกลียดตัวเองที่เผลอไผลไปกับมัน แต่ในขณะเดียวกัน... เธอก็โหยหามันอย่างน่าประหลาด เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมา มีข้อความสั้นๆ จากเจซีส่งมาถึง
"ถึงบ้านแล้วครับ... อย่าคิดมากนะพี่เบล"
"ผมจะจัดการทุกอย่างให้เอง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องขยะชิ้นนั้น"
เสียงของเด็กหนุ่มรุ่นลูกที่จริงจัง กลับทำให้ผู้หญิงที่ยืนหยัดด้วยตัวเองมาสิบปีอย่างเบลล่า รู้สึกปลอดภัยอย่างที่เธอไม่เคยได้รับจากแอนดริวเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่เธอไม่รู้เลยว่า... เจซีจะจัดการอะไร อาจหมายถึงการเดินเข้าสู่เส้นทางสายมืดที่อันตรายยิ่งกว่าที่เธอจินตนาการไว้หลายเท่า