เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่ต่างไปจากเดิม ความวุ่นวายในใจของเบลล่าเมื่อคืนยังคงทิ้งร่องรอยเป็นความประหม่าที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้านิ่งสงบ เธอเลือกสวมชุดสูทสีเทาอ่อนตัดเย็บประณีต เสริมบุคลิกให้ดูน่าเกรงขามเพื่อบดบดบังความอ่อนแอภายใน
“แม่คะ วันนี้แอนนาขอติดรถไปด้วยนะคะ"
"พอดีรถแอนนายางแบนนะคะ แม่ไปส่งแอนนาที่หน้ามหาวิทยาลัย” เสียงใสของ แอนนาเบล ดังขึ้นขณะที่เบลล่ากำลังจะก้าวขึ้นรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง เบลล่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและระบายยิ้มจาง ๆ
“ได้สิลูก ขึ้นมาสิ”
ภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งอย่างหรูหราและเงียบสงัดของรถเบนซ์สองแม่ลูกนั่งเคียงข้างกันโดยมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา เบลล่าพยายามรักษากิริยาให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าในหัวจะยังคงมีภาพใบหน้าของเจซีสลับกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนกันอยู่ ส่วน แอนนาเบล ก็ง่วนอยู่กับการเช็กหน้าจอโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ภายใต้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะเป็นการเดินทางตามปกติของแม่ลูก กลับมี "ดวงตาและหู" ที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่
เครื่องดักฟังขนาดจิ๋วที่ เมอลิน แอบนำมาติดไว้ใต้เบาะที่นั่งผู้โดยสารกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ สัญญาณเสียงที่คมชัดถูกส่งตรงไปยังเครื่องรับสัญญาณในห้องพักของ แอนดริว ทุกถ้อยคำทักทาย ทุกเสียงลมหายใจ หรือแม้แต่ความเงียบที่น่าอึดอัดระหว่างแม่ลูก ถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อรอเวลาทำลายล้าง
แอนดริวที่กำลังนั่งฟังอยู่ปลายสายแสยะยิ้มอย่างพึงใจ เขาลูบไล้รอยแผลเป็นที่มือพลางจินตนาการถึงใบหน้าของเบลล่าตอนที่ความลับทุกอย่างถูกฉีกกระชากออก
ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบ แอนนาเบลนั่งขยับตัวไปมาพลางกดโทรศัพท์มือถือยิก ๆ ใบหน้าของลูกสาวดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด จนคนเป็นแม่อย่างเบลล่าอดไม่ได้ที่จะทัก
“เป็นอะไรไปแอนนา ทำหน้าบูดเชียวลูก”
"แม่คะ... วันนี้เจซีเขาหายไปไหนก็ไม่รู้ค่ะ เมื่อวานก็นัดกันแล้ว" แอนนาเบลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยใจ
"แอนนาทักไปตั้งแต่เช้าเขาก็ไม่ตอบ ปกติเขาต้องมาดักรอหน้าบ้าน หรือไม่ก็ส่งข้อความมาเซ้าซี้แล้ว แต่นี่เงียบสนิทเหมือนหายสาบสูญไปเลย"
เบลล่ารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด มือที่วางบนหน้าตักเผลอกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"เขา... เขาอาจจะติดธุระสำคัญก็ได้นะลูก"
"ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่าแอนนาค่ะ หรือว่า..." แอนนาเบลหันมามองหน้าแม่ด้วยสายตาเคลือบแคลง
"หรือว่าเขามีคนอื่นจริง ๆ อย่างที่แอนนาสงสัย แม่ว่าผู้หญิงคนนั้นเขาจะมีอะไรดีกว่าแอนนาค่ะ เขาถึงกล้าทิ้งให้แอนนารอเก้อแบบนี้"
เบลล่าทำได้เพียงเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกรถ วิวข้างทางที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ได้ช่วยให้ใจที่สั่นระรัวสงบลงได้เลย
"แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันลูก... บางทีความจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้"
คำพูดกำกวมของเบลล่าถูกบันทึกเข้าสู่เครื่องดักฟังทันที แอนดริวที่ฟังอยู่หัวเราะร่าออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ใช่แล้วเบลล่า... ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกสาวคุณคิดหรอก แต่มัน 'เน่าเฟะ' กว่านั้นเยอะ"
รถยนต์ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่เขตมหาวิทยาลัย โดยที่ทั้งสองแม่ลูกไม่รู้เลยว่า ทุกวินาทีที่ผ่านไป พวกเธอกำลังก้าวเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้โดยอดีตสามีและเลขาสาวจอมทรยศ ซึ่งพร้อมจะระเบิดอาณาจักรแอนนาเบลกรุปให้พังพินาศในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
เมื่อรถเบนซ์คันหรูเคลื่อนมาจอดสนิทที่หน้าบริษัทแม่แอนนาเบลกรุป เบลล่าก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ยังคงรักษาความสง่างามไว้ได้อย่างไร้ที่ติ เธอเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารโดยมีเมอร์ลินเดินตามมาติด ๆ แววตาของเลขาสาววูบไหวด้วยความประหม่าที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอม
"เมอร์ลิน วันนี้เตรียมเอกสารสรุปยอดจากคลังสินค้าไว้ให้ฉันด้วย"
"แล้วเช็กตารางช่วงบ่ายว่ามีใครขอพบเป็นพิเศษไหม" เบลล่าสั่งงานเสียงเรียบขณะที่ก้าวเข้าห้องทำงาน
"ค่ะคุณเบลล่า เมอลินจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้ค่ะ" เลขาสาวรับคำพลางหลบสายตา
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา รถสปอร์ตคันหรูของเจซีก็พุ่งเข้ามาจอดในที่จอดรถ VIP เด็กหนุ่มก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าที่ต่างไปจากทุกวัน แววตาขี้เล่นหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและช่างสังเกต เขาจดจำภาพเมื่อคืนวันเกิดแอนนาเบลได้แม่นยำ... ในขณะที่เขากำลังออกจากบ้านของเบลล่า เขาเหลือบไปเห็นรถเก๋งสีดำคุ้นตาที่จอดซุ่มอยู่ในมุมมืด
แอนดริว... สัญชาตญาณนักล่าบอกเขาว่า คนอย่างอดีตสามีที่หมดตัวและหิวกระหายอำนาจไม่มีทางมานั่งรับลมเฉยๆ เจซียกหูโทรศัพท์กดสายในทันที
"พวกนายสองคนมาหาฉันที่ลานจอดรถ ตอนนี้เลย" เพียงไม่กี่นาที ชายชุดดำสองคนที่ดูเคร่งขรึมและมีฝีมือก็ปรากฏตัวข้างรถเบนซ์ของเบลล่า เจซีพยักหน้าส่งสัญญาณสั้น ๆ
"ครับนาย"
"เช็กรถคันนี้ให้ละเอียดที่สุด หาจุดผิดปกติ แต่อย่าให้ใครในตึกหรือคนขับรู้ตัว... อ้อ แล้วใช้คลื่นความถี่รบกวนสัญญาณเบี่ยงเบนไว้ก่อน เผื่อว่าพวกมันมีเครื่องดักฟัง"
ลูกน้องทั้งสองลงมืออย่างฉับไวและเงียบเชียบ หนึ่งในนั้นเปิดอุปกรณ์สแกนคลื่นความถี่สูงเพื่อรบกวนสัญญาณดักฟังที่อาจส่งออกไป ทำให้ปลายสายอย่างแอนดริวได้ยินเพียงเสียงซ่าๆ และคลื่นรบกวนชั่วคราว ในขณะที่อีกคนมุดลงไปใต้เบาะผู้โดยสารอย่างเชี่ยวชาญ
เสียงวิ๊ดที่แหลมสูงพุ่งทะลุหูฟังของ แอนดริว จนเขาต้องสะดุ้งสุดตัวและเหวี่ยงหูฟังทิ้งลงบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิดพลางแค่นเสียงสบถอย่างหัวเสีย
"บ้าเอ๊ย! เกิดอะไรขึ้นวะ"
เขารีบคว้าหูฟังกลับมาสวมอีกครั้ง พยายามปรับจูนคลื่นสัญญาณ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมีเพียงเสียงซ่าคล้ายคลื่นรบกวนของวิทยุที่หาคลื่นไม่เจอ สลับกับเสียงสัญญาณสะท้อนที่ทำให้แก้วหูแทบแตก
เสียงสัญญาณวิ๊ดที่แหลมสูงยังคงดังบาดหูอยู่ในลำโพงโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับระบบดักฟัง แอนดริวกัดฟันกรอดพลางกดโทรออกหาเลขาสาวจอมทรยศทันทีด้วยความคลุ้มคลั่ง
"เมอร์ลิน ทำไมจู่ ๆ สัญญาณมันถึงขาดหายไปแบบนี้" แอนดริวตะคอกใส่ปลายสายทันทีที่เธอกดรับ
เมอร์ลินที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่หน้าห้องทำงานของเบลล่า เธอหันไปมองคนในห้องทำงานที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสาร เธอรีบหลบมุมเข้าห้องน้ำหญิงเพื่อแอบคุยโทรศัพท์ เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักเลิ่กลั่ก
"เป็นไปไม่ได้นะคะ เมื่อกี้ฉันยังได้ยินเสียงคุณเบลล่าคุยกับลูกสาวชัด ๆ อยู่เลย หรือว่า... สัญญาณแถวตึกมันอับค่ะ"
"อับบ้าอะไร นี่มันเหมือนโดนรบกวนสัญญาณชัด ๆ " แอนดริวคำรามจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กเขม็งด้วยความระแวง
"หรือว่า... นังเบลล่ามันจะรู้ตัว"
"แอนดริวคะ... คือว่า... เจซีมาถึงบริษัทแล้วค่ะ" เมอร์ลินกระซิบเสียงแผ่วแต่ตื่นตระหนก เธอพยายามหดตัวหลบหลังเสาต้นใหญ่ในโถงทางเดินชั้นบริหาร
"เมื่อกี้รินเห็นหลังเขาไว ๆ ... "
เมอร์ลินจำแผ่นหลังเขาได้แม่น เขาเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในห้องทำงานของคุณเบลล่าด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนเด็กวัยมหาลัยเลยสักนิด ดูหน้าเขาตอนเดินผ่านเธอว่ามันมีอะไรแปลก ๆ แล้ว"
"จำหลังมันได้ แล้วแกเห็นหน้ามันไหมริน" แอนดริวคำรามใส่โทรศัพท์อย่างหัวเสีย ยิ่งเขาสูญเสียสัญญาณดักฟังไปแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกเหมือนคนตาบอดที่กำลังโดนเด็กเมื่อวานซืนลูบคม