บรรยากาศยามค่ำคืนที่หน้าบ้านเบลล่า คืนที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงเครื่องยนต์ของรถเบนท์ลีทที่ดับลง เบลล่า ก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป เธอกำลังเก็บของบนรถเพื่อที่เอาเข้าบ้าน เธอเผลอคิดถึงเมื่อตอนบ่ายความเย็นจากผ้าผืนนั้นยังคงทิ้งความวาบหวามไว้บนผิวเนื้อ
ขณะที่ เจซี ขับรถสปอร์ตตามมาจอดเทียบด้านหลังอย่างเงียบเชียบ เขาไม่ได้โง่พอที่จะทิ้งให้เธอกลับมาเพียงลำพังในคืนที่พายุอารมณ์ยังไม่สงบ
แต่สิ่งที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยก็คือ... เครื่องดักฟังจิ๋ว ที่ถูกแอบติดตั้งไว้ใต้เบาะรถกำลังทำงานอย่างซื่อสัตย์ ส่งสัญญาณเสียงสด ๆ ไปยังปลายทางที่แอนดริวกำลังนอนกกกอดกับชู้รัก
เจซีเปิดประตูรถก้าวลงมา เขาเดินตรงมาหาเบลล่าที่ยืนเก็บของในรถ อยู่ท่ามกลางแสงไฟสีนวลหน้าประตูบ้าน แววตาของเด็กหนุ่มที่เคยขี้เล่นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความจริงจังและหวงแหน
“พี่เบล... พักผ่อนเถอะครับ วันนี้พี่เหนื่อยมากแล้ว”
เจซีเอ่ยเสียงนุ่มพลางยื่นมือไปปัดไรผมที่ตกลงมาปรกหน้าของเธออย่างเบามือ เบลล่ามองสบตาเขา หัวใจที่เคยแกร่งดุจหินผากำลังสั่นคลอนอย่างหนัก
“ขอบใจนะเจซี... ที่ตามมาส่ง"
"และเรื่องที่คลังสินค้า... น้า เอ้อ... พี่ขอบใจจริงๆ”
“ผมบอกแล้วไงครับ ว่าผมจะดูแลพี่เอง” เจซีขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นของกันและกัน
“ไม่ว่าใครจะพยายามทำลายพี่ หรืออาณาจักรของพี่... พวกมันต้องข้ามศพผมไปก่อน”
เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอ ประโยคที่ดูเหมือนจะบอกรักแต่กลับแฝงไปด้วยคำประกาศสงคราม ที่ไม่รู้เลยว่า มีใครบางคนที่กำลังฟังอยู่ผ่านเครื่องดักฟัง
อีกฟากของสัญญาณเสียงความคลั่งของแอนดริว
ในห้องพักของ แอนดริว เด้งตัวขึ้นจากเตียงทันทีที่ได้ยินเสียงกระซิบนั้นผ่านลำโพงโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อกับเครื่องดักฟัง มือของเขากำสมาร์ตโฟนแน่นจนสั่นแววตาแดงก่ำด้วยความแค้นและหึงหวง
“ไม่ว่าใครจะพยายามทำลายพี่... พวกมันต้องข้ามศพผมไปก่อน” ประโยคสุดท้ายของเจซีที่เล็ดลอดเข้ามาในเครื่องดักฟัง
“ไอ้เด็กนี่มันเป็นใคร มันกล้าดียังไงมาเรียกเบลล่าว่าพี่” แอนดริวคำรามลั่นห้อง เขาหันไปคว้าเมอร์ลิน ที่นอนอยู่ข้าง ๆ มาบีบไหล่แรงๆ
“พรุ่งนี้เธอต้องสืบให้ได้ว่าไอ้เจซีนี่เป็นลูกเต้าเหล่าใคร"
"ฉันจะไปลากคอมันออกมาตบหน้ากลางบริษัท” เมอร์ลินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแต่ในใจกลับสะใจ
“ฉันบอกแล้วไงคะท่าน... ว่าพวกเขามีซัมติงกันจริง ๆ"
"ท่านเห็นไหมคะ ว่าคุณเบลล่าที่แสนหยิ่งยโส ยอมให้เด็กคนนี้เข้าใกล้ขนาดไหน”
แอนดริวไม่ฟังเสียง เขาเหวี่ยงโทรศัพท์ลงบนเตียงพลางคว้าขวดเหล้าขึ้นมากระดกราวกับคนบ้า
“เบลล่า... คุณมันนางพญาตกสวรรค์จริง ๆ"
"เลือกเด็กมาทำผัวแทนที่ผม... งั้นเตรียมตัวไว้เลย"
"ทั้งบริษัท ทั้งไอ้เด็กนั่น ผมจะทำให้มันวอดวายไปพร้อมกัน”
เจซีละสายตาจากใบหน้าสวยของเบลล่า เขาเหลือบมองเข้าไปในรถเบนท์ลีย์ครู่หนึ่งด้วยสัญชาตญาณบางอย่างที่สัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ แต่เขายังนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร เขาสวมกอดเบลล่าหลวม ๆ เป็นการลา ริมฝีปากหนาเฉียดแก้มใสไปเพียงนิดเดียว
“ฝันดีครับพี่เบล... แล้วเจอกันพรุ่งนี้ที่บริษัท”
เบลล่าพยักหน้าแกน ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้านไป ทิ้งให้เจซียืนมองเงาของเธอหายลับไปในความมืด เขาหันกลับมามองรถของเธออีกครั้งพลางขมวดคิ้ว
"คงไม่มีอะไรในนั้นหรอกมั้ง"
เจซีก้าวขึ้นรถสปอร์ตแล้วเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้เลยว่าทุกคำพูดและทุกการเคลื่อนไหวของเขาในค่ำคืนนี้ ได้ถูกบันทึกไว้เพื่อใช้เป็นอาวุธทำลายล้างในวันรุ่งขึ้น
เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตของเจซีจางหายไป ความเงียบกริบกลับมาปกคลุมที่หน้าบ้านของเธออีกครั้ง เบลล่าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา เธอสัมผัสเบา ๆ ที่พวงแก้มตรงจุดที่ริมฝีปากของเด็กหนุ่มเพิ่งเฉียดผ่านไป... มันยังคงร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก
เธอก้าวเท้าเข้าบ้าน แวะหยิบถุงขนมเจ้าดังที่เธอตั้งใจแวะซื้อมาฝากลูกสาว แม้ร่างกายจะล้าจากงานและพายุอารมณ์ แต่หน้าที่แม่ยังคงมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เบลล่าเคาะประตูห้องนอนของลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะผลักเข้าไป เห็นแอนนาเบลกำลังนอนขลุกอยู่บนเตียงท่ามกลางกองตุ๊กตาและมือถือคู่ใจที่ใส่หูฟังอยู่ ใบหน้าของเด็กสาวดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อคืน แต่แววตากลับมีความแง่งอนบางอย่างซ่อนอยู่
"แอนนา... หลับหรือยังลูกแม่ซื้อมาการองร้านโปรดมาฝาก" เบลล่าวางถุงขนมลงบนโต๊ะข้างเตียง พลางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ลูกสาว
"ยังค่ะแม่... ขอบคุณนะคะ" แอนนาเบลหยิบขนมขึ้นมาจิ้มกินคำเล็ก ๆ แต่แล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"แม่คะ... วันนี้เจซีดูแปลก ๆ ไปคะ"
คำถามนั้นทำให้หัวใจของเบลล่ากระตุกวูบ เธอแสร้งทำเป็นจัดระเบียบหมอนเพื่อหลบสายตา
"แปลกยังไงเหรอจ๊ะ เขาก็ดู... ปกติดีนี่"
"ไม่ปกติเลยค่ะแม่ เมื่อเช้าตอนไปส่งแอนนาที่มหาวิทยาลัย เขาก็ดูใจลอย"
"แถมพอแอนนาทวงของขวัญวันเกิด เขากลับบอกว่าลืมค่ะแม่"
"ลืมได้ยังไง ปกติเจซีไม่เคยพลาดเรื่องสำคัญของแอนนาเลยนะคะ" เด็กสาวพรั่งพรูความอัดอั้น
"แถมพักนี้เขาก็ชอบแวบไปไหนก็ไม่รู้ ทักไปก็ไม่ค่อยตอบ"
"แอนนาว่าเขาต้องแอบมีสาวแน่ ๆ เลยค่ะแม่... "
"แม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนยังไงคะ"
เบลล่านิ่งอึ้งมือที่กำลังลูบผมลูกสาวชะงักไปครู่หนึ่ง คำถามที่แสนซื่อของลูกสาวเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจคนเป็นแม่
“เขาอาจจะ... งานยุ่งมั้งลูก"
"เจซี ปีสี่ แล้วใช่ไหม"
"ช่วงนี้ที่มหาวิทยาลัยน่าจะมีโปรเจกต์เยอะ”
เบลล่าตอบเลี่ยง ๆ เสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาลูกสาว เพราะกลัวว่าความประหม่าจะเผยพิรุธเรื่องที่ คนงานยุ่งพิ่งจะบุกไปทำคะแนนกับเธอถึงห้องทำงานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“จริงเหรอคะ เจซีเนี่ยนะจ๊ะงานยุ่งจนลืมหนู"
"แต่อย่างว่าแหละค่ะ เขาเรียนเก่งจะตาย คงซุ่มทำรายงานตัวเป็นเกลียว...” แอนนาเบลขยับเข้ามากอดแขนแม่พลางถอนหายใจยาว
"แม่คะ ถ้าเจซีมีแฟนจริง ๆ แอนนาจะอกหักไหมนะ"
"หรือแอนนาควรจะโกรธเขาดีที่ลืมของขวัญแอนนาแต่กลับไปมีเวลาให้คนอื่น"
เบลล่ามองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของลูกสาวด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น เธอโอบกอดลูกสาวไว้แน่นในหัวสมองตีกันยุ่งเหยิงระหว่างความถูกต้อง ในฐานะแม่ กับ ความปรารถนาที่เจซีเพิ่งจุดประกายขึ้นมา
“แล้ว... เจซีเขาเคยแสดงท่าทีอะไรกับหนูบ้างไหมลูก”
เบลล่าแสร้งถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เขาเคยบอกไหมว่าคิดยังไงกับหนู”
“เขาก็บอกตลอดนะคะว่าให้เป็นเพื่อนกันค่ะ... แต่หนูก็ไม่เคยเห็นเขาสนใจใครคนอื่นเลยนะแม่” แอนนาเบลเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ด้วยแววตาซื่อตรง
“หนูเลยมั่นใจไงคะว่าถ้าวันหนึ่งเขาจะรักใคร คนคนนั้นก็น่าจะเป็นหนู... แม่ว่าจริงไหมคะ”
คำถามที่ใสซื่อของลูกสาวเหมือนศรที่ปักลงกลางใจ เบลล่าทำได้เพียงลูบผมลูกสาวเบา ๆ โดยไม่กล้าตอบคำถามนั้น เพราะรู้ดีว่าคนอื่นที่เจซีกำลังทุ่มเทเวลาให้ในตอนนี้... แท้จริงแล้วคือตัวเธอเอง